Wahabi Kursi

แอดมินได้รวบรวม คำชี้แจง ของคุณ อัชฟีย์ อัชอีร์ ซึ่งได้ให้ความกระจ่างกับเราในอะกีดะฮ ของวะฮาบีย์…ในเรื่องพระเจ้าในทัศนะของ วะฮาบี จึงใคร่ที่จะนำเสนอให้กับท่านผูู้อ่านได้รับรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวครับ

เพราะวะฮาบีย์คือจอมบิดเบือนไม่ว่าด้านหลักการปฎิบัติหรือหลักอะกีดะที่มีอะกีดะเช่นเดียวกับพวกยะฮูดี..โดยเฉพาะอะกีดะที่สอนให้คนเอาวามเชื่อว่่า”อัลเลาะฮ์มีที่อยูอาศัยอยู่บนท้องฟ้า”
บิดอะของพวกวะฮาบีย์มีมากมาย..เช่นการให้รูปร่างด้านอวัยวะต่ออัลเลาะฮ์.เช่นมือ.หรือพระหัสถ์..ใบหน้าหรือ.พระพักตร์..แต่เมื่อถามว่ามือหรือใบหน้า.เป็นอย่างรัย..กลับบอกว่า..ไม่รู้ ไม่มี ความหมาย..
…….
มันเป็นตรรกกะของวะฮาบีย์ที่..ขำไม่ออกจริงๆ…แปลออกมาได้แต่ไม่รู้ความหมาย..เป็นไปได้อย่างรัย..นี้ถ้าพาไปขึ้นศาลโต้ไม่ขึ้นอย่างนี้..มีหวังผิดติดคุกหัวโตแน่.ดีไม่ดีตายในห้องขังเหมือนหัวหน้าหรือไอดอนด้านอะกีดะของวะฮาบีย์คือท่านอิบนุตัยยมียะฮ์..อีกคน.ที่มีะกีดะที่ชอบมะโนต่อคุณลักษณะของอัลเลาะฮ์(ซบ).

ชัยคุลอิสลามของวะฮ์ฮาบี อิบนุตัยมียะฮ์ อัลหัรรอนีย์ ผู้นำจิตวิญญาณผู้เป็นไอดอลด้านอะกีดะของกลุ่มวะฮ์ฮาบีกล่าว
ไว้ในหนังสือ “ บะยาน ตัลบีส อัลญะฮฺมีญะฮ์ ” เล่มที่ 1 หน้า 568 ว่า
ولو قد شاء لاستقر على ظهر بعوضة …
“ และถ้าหากว่าแท้จริงอัลเลาะฮฺ์ทรงมีพระประสงค์แล้ว แน่นอนพระองค์ก็จะขี่บนหลังของยุงได้ . ” นะอูาซฺุบิลลาฮฺ.มินซาลิค.

.แหล่ะนี้คืออะกีดะของท่่านอิบนุตัยมียะฮ์ ที่ยืนยันว่า..อัลเลาะฮ์นั้นมีซีฟัตคุณลักษณะ “ อิสตะก๊อรร้อ ” คือ สถิต ประทับ นั่ง เป็นซีฟัตที่คู่ควรแก่พระองค์..

ดังเช่นคำกล่าวของอุลามะฮ์วะฮาบีย์ท่านนี้คือ อิบนุอุษัยมีน อัลวะฮ์ฮาบียะฮ์ที่ได้ยืนหยัดในแนวทางความเชื่อของอิบนุตัยมียะนี้โดยท่านได้กล่าวยืนยันเอาไว้…เช่นกัน..

ฉะนั้น..พี่น้อง อาชาอีเราะทั้ง 2 แนวทาง,พี่น้องมูตูรียะฮ์,พี่น้องอัษษะรียะฮ์และพี่น้องอะลุ้ฮะดิสบางกลุ่ม……

โปรดรับรู้ไว้เถิดว่า

…พวกท่านคือ.ชาวอะลิสซุนนะวัญญามาอะฮ์จากชาวมัสหับทั้ง4 ทีย่อมปลอดภัยจากการสอบสวนขององค์อัลเลาะฮ์(ซบ)ผู้ทรงอำนาจเดียวในวันแห่งการตัดสิน…เพราะพวกท่านปลอดภัยจากเรื่องการให้คุณลักษณะของพระองค์ที่คล้ายหรือเหมือนกับมัคลูก……

และพวกท่านย่อมได้รับผลบุญมากมายจากการปกป้องต่อคุณลักษณะของอัลเลาะฮ์(ซบ)..จากพวกที่มีอะกีดะแบบวะฮาบีย์เฉกเช่นพวกมุญัสศิมะและพวกะมุชับบิอะฮ์อย่างแน่น่อน…

แล้วพวกท่านจงภูมิใจเถิดว่า..เราคือของจริงไม่แอบอ้างเพราะว่า.

“อะกีดะของชาวอะลิสซุนนะวัลญาามาอะนั้นย่อมที่จะไม่เหมือนหรือคล้ายกับอะกีดะของกาเฟรยะฮูดีหรือนัสรอหรือกลุ่มอื่นๆอย่างแน่นอน
กลุ่มหนึ่งเฝ้าและคอยปกป้องต่อสิ่งที่สื่อถึงรูปร่างต่อคุณลักษณะอัลเลาะฮ์ พวกเขาคือหมู่ชนที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าและเป็นผู้ที่มีความอดทนอดกลั้นต่อผู้ที่เป็นปริปักษ์ต่ออัลเลาะฮ์.

แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็ใช้ความพยายามตามแนวทางหลักสูตรด้านตำราวิชาการที่พวกเขาใช้ดำเนินอยู่ และเขาทำอย่างนั้นเพื่อสิ่งใดกันเล่า และที่พวกเขาพร่ำเรียกร้องเชิญชวนเหล่านั้นหลงไปสู่ลักษณะที่ต้อยต่ำของพระองค์.โดยลักษณะต่างๆที่พวกเขาสรรหามาเทียบเคียง..

ซึ่งพวกเขาก็อ้างว่า นี้คือการต่อสู้ในหนทางของอัลเลาะฮ์ แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้รู้เลยถึงความเข้าใจของนักวิชาการอุลามาอฺที่มีต่อนิติศาสตร์อิสลาม และพวกเขาไม่ได้แบ่งแยกระหว่างหลักความเชื่อของอะฮ์ลิสสุนนะฮ์ และ หลักความเชื่อของพวกมุญัซซิมะฮ์ (พวกแอบอ้างการมีเรือนร่างสัดส่วนให้กับอัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิจากข้อครหาทั้งปวง) ดังนั้นผู้ที่ปราศจากซึ่งสิ่งใดๆอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะมอบสิ่งนั้นๆให้แก่ใครเขาได้
ด้วยเหตุนี้ท่านจะพบว่าพวกเขาจะจมปลักอยู่ภายใต้การตัชบีฮ์ และ การตัญสีม (การเปรียบเปรย และ แอบอ้างเรือนร่างและสัดส่วนแด่อัลเลาะฮ์ผู้ทรงบริสุทธิจากข้อครหาทั้งปวง)ทั้งๆที่พวกเขาเองไม่รู้อะไรเลยในสิ่งที่พวกเขากระทำลงไป นั่นก็เพราะว่าการที่พวกเขาไม่ได้สั่งสอนกันเลยเว้นแต่ในเรื่องทีว่าทำอย่างไรที่จะให้ผู้คนได้เข้ามาทำงานอย่างเช่นที่กลุ่มของพวกเขานี้ได้กระทำอยู่แค่นั้นเอง.
ดังนั้น ระหว่าความศรัทธาที่ฟากหนึ่งเชื่อและศรัทธาในคุณลักษระของพระองค์ว่า
โดยเปรียบเปรยว่าอัลเลาะฮฺ ในลักษณะของตัชบีฮฺ และการพรรณนารูปทรงองค์ร่างของพระเจ้าในลักษณะการตัจญซีม)
โดยพยายามที่จะให้ความหมายโองการ มูตาชะบีฮาต แบบเจาะจงและคลาดเคลื่อน เช่น
การให้ความหมาย “ อิสตาวา” ว่า นั่ง, ประทับ, สถิต อันหมายถึงอิริยาบถ หนึ่งของมัคลูก
การให้ความหมาย “ ยะดุน “ ว่า มือ หรือพระหัสถ์ ที่หมายถึง อวัยวะหนึ่งแห่งเรือนร่างของมัคลูก
การให้ความหมาย “ วัจญฺ “ ว่า ใบหน้า หรือ พระพักตร์ ซึ่งก็หมายถึง อวัยวะหนึ่งแห่งเรือนร่างเช่นกัน
การให้ความหมาย “ ญัมบฺ ” ว่า สีข้าง อันเป็นส่วนหนึ่งของเรือนร่างแห่งพระองค์
การให้ความหมาย “ นูซูล” ว่า ลงมา หรือ เสด็จลงมา อันหมายถึงการ เคลื่อนตัวจากทิศบนลงสู่ทิศล่าง
การให้ความหมาย “ ซัคคฺ” ว่า หน้าแข้ง อันหมายถึง อวัยวะหนึ่งแห่งเรือนร่าง
การให้ความหมาย “ อาซอบีอฺ” ว่า บรรดานิ้วมือ ซึ่ง เป็น อวัยวะปลีกย่อย ของมือ
วาฮาบีย์ มูญัซซีมะฮ์ บางท่าน ยึดถือว่า อัลเลาะฮฺนั้น
มีเหงือก (اللثة)และมีฟันกราม (الأضراس)มีปาก (الفم)
โดยและเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงนั่งพร้อมกับท่านนบี บนอารัช
(อ้างจาก หนังสือ “ อิบฏอลุฏ ฏอวีลาต” ของท่าน อาบู ยะอฺลา อัล ฟัร-รออฺ)
กลุ่มวะฮาบีย์เข้าใจผิดในคำว่า.การมอบหมาย(ตัฟวีด) ที่พวกเขา แอบอ้างนั้น ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับ การมอบหมายของ บรรดา สลัฟฟุตซอลิฮฺ
เช่นในเรื่องอายะฮฺ มูตาชาบีฮะฮฺ( ที่ผิวเผินนั้น พวกเขายึดคำเหล่านี้เป็นฮะกีกอตันที่ให้ดูเหมือนว่าอัลลอฮฺคล้ายกับสิ่งถูกสร้าง )โดยพวกเขาจะทำความเข้าใจกันโดยผิวเผินเท่านั้น
โดยที่พวกเขามิได้ทำให้มันมีความกระจ่างดังที่บรรดาอุลามะอฺในอดีตได้อธิบายไว้
พวกเขามักโจมตีกล่าวหาต่อต้านแนวทางอื่นๆโดยเฉพาะแนวทาง อาชาอีเราะฮฺ และ มาตูรีดียะฮ์และแนวทางอัษษรียะและอะลุ้ลหะดิสบางกลุ่มซึ่งเป็น
แนวทางการศรัทธาที่ไม่เหมือนแนวทางของตน .
ซึ่งนับได้ว่าเป็น ปวงปราชญ์ส่วนใหญ่ทั้งอดีตและปัจจุบัน ได้ดำเนินอยู่โดยการตำหนิ หลักการเกี่ยวกับเรื่อง อายะฮฺ มูตาชาบีฮะฮฺของ
อัล อาชาอีเราะฮฺ ว่าเหมือนกับ กลุ่ม มุอฺตาซีละฮฺ และ ญะฮฺมียะฮฺ
(กลุ่มชนหนึ่งที่ทำการผินความหมายของ โองการ มูตาชาบีฮะฮฺโจมตีและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ ว่า ท่าน อาบุลฮาซัน อัล-อัชอารีย์ และพยายามกล่าวหาว่าท่านนั้นผิดพลาดจาก
แนวทางอาชาอีเราะฮฺ และกลับคืนตนสู่แนวทางสลัฟ
(ตามอะกีดะหรือแบบฉบับของพวกเขา)
และเป็นที่รู้ว่าพวกวะฮาบีย์นั้นมักอ้างกันว่า แนวทางอาชาอีเราะฮฺในปัจจุบันนี้..
ไม่ตรงต้องกับแนวทาง ของท่านอีหม่าม อาบุล ฮาซัน อัลอัชอารีย์ในอดีต.

ดังนั้น เราจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างความศรัทธาทางฟากวะฮาบีย์ และฟากของ ชาวอะลิสซุนนะฯจากมัสหับทั้ง4 นั้นมีความเชื่อและศรัทธาต่ออัลเลาะฮ์องค์เดียวกันแต่แตกต่่างในเรื่องการให้คุณลักษณะของพระองค์ที่ไม่เหมือนกันซึ่งแตกต่างในรายละเอียดในสถานะของอัลเลาะฮ์….

ฟากหนึ่่ง ปกป้อง ยกย่อง ให้เกียริตและไม่มีการเปรียบเทียบเคียงสิ่งใดๆไม่ว่าจะเหมือนหรือคล้ายใดๆทั้งด้านคำพูด.ภาษาหรือความคิด…
กับอีกฟากหนึ่ง ปล่อยวาง ลบหลู่ ดึงเกียริต โดยเปรียบเทียบเคียงกับสิ่งถูกสร้างหรือมัคลูก