lasted posts

Popular

hamka178

 

 

 

เปิดสมองวะฮาบี ตอนชีอะฮฺกล่าวว่า เซาะฮาบะฮฺเป็นมุรตัดตอนที่๑

 

 

 

การที่ฝ่ายชีอะฮฺกล่าวว่า เซาะฮาบะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เป็นมุรตัด หรือพวกเขาได้กลับสภาพเดิมหลังจากศาสดาได้จากไปหมายความว่าอะไร? คำกล่าวอ้างเช่นนี้ยอมรับได้หรือไม่?

 

ฝ่ายชีอะฮฺกล่าวว่า เซาะฮาบะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เป็นมุรตัด หรือพวกเขาได้กลับสภาพเดิมหลังจากศาสดาได้จากไป (บิฮารุลอันวาร เล่ม 22, หน้า 352 ฮะดีซที่ 80) คำถามคือ หมู่เซาะฮาบะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก่อนการเป็นวะฟาตของท่านศาสดา พวกเขาเป็นชีอะฮฺ 12 อิมามอยู่ แต่หลังจากศาสดา (ซ็อลฯ) จากไป พวกเขาได้กลับไปเป็นซุนนียฺ? หรือว่าก่อนการจากไปของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) พวกเขาเป็นซุนนียฺอยู่ แต่หลังจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) พวกเขาได้กลายเป็นชีอะฮฺ? เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหรือการกลับสู่สภาพเดิมนั้น คือ การเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง นั่นเอง …?

 

เหตุการณ์การบิดเบือน, โดยหลักการถือว่าเป็น บิดอะฮฺหรือเอรติดอด ซึ่งในหมู่สหายของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) หลังจากที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้จากไป หนึ่ง, จากแหล่งอ้างอิงแน่นอนของอิสลาม ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของอิสลามนั้นเป็นเหตุผลที่ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริงอันไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งมิได้มีกล่าวไว้แค่ตำราของฝ่ายชีอะฮฺเท่านั้น

 

รายงานประเภท มุตะวาติร จำนวนมากมายที่กล่าวว่า พวกเขาได้ละทิ้งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) มีกล่าวไว้มากมายในหนังสือ ซิฮะฮฺ ทั้ง 6 เล่มของฝ่ายซุนนียฺ และตำราที่เชื่อถือได้เล่มอื่นของพวกเขา โดยมีการกล่าวอ้างสายรายงานที่แตกต่างกัน อีกนัยหนึ่ง มีคำกล่าวยืนยันที่สมควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่งที่ว่า หลังจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้จากไป มีเหล่าสหายจำนวนไม่น้อยได้ละเลยต่อแบบอย่าง และซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) โดยหันไปสู่ศาสนาดั้งเดิมของตนเอง และเนื่องด้วยการบิดเบือนดังกล่าวของพวกเขานั้นเอง ได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้พวกเขาถูกกีดกันมิให้ดื่มน้ำจากสระน้ำเกาษัร และอีกถูกขับไล่ออกจากสระน้ำดังกล่าวอีกด้วย บรรดามะลาอิกะฮฺแห่งการลงโทษจะลากพวกเขาไปยังขุมนรกของการลงโทษ

 

สอง เอรติดาด ได้ถูกกล่าวถึงในรายงานลักษณะอย่างนี้ มิได้หมายถึงเอรติดาด ในเชิงของภาษาแต่อย่างใด ซึ่งจะได้กล่าวว่า เหล่านี้เป็นสาเหตุให้พวกเขากลายเป็นผู้ปฏิเสธในเชิงของภาษา แต่เพียงอย่างเดียว ทว่าหมายถึง การกลับไปสู่สภาพเดิมในอดีตที่ไร้ค่า เป็นญาฮิล และหันห่างจากแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ดังนั้น การเป็นเอรติดาด หรือตกศาสนา นั้นมิได้หมายความว่า พวกเขาเคยเป็นชีอะฮฺ แล้วหลังจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จากไปพวกเขากลายไปเป็นซุนนียฺ หรือพวกเขาเคยเป็นซุนนียฺ แล้วกลายไปเป็นชีอะฮฺ แต่อย่างใด แม้ว่าในแง่ของประวัติศาสตร์และฮะดีซ สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงกล่าวคือ ชื่อแรกในอิสลามที่ได้ถูกกล่าวถึง ในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) คือ »ชีอะฮฺ« ก็ตาม และบุคคลแรกที่ได้กล่าวเรียกคำว่า ชีอะฮฺ แก่กลุ่มชนที่ปฏิบัติตามท่านอิมามอะลี (.) ก็คือท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ท่านได้กล่าวเรียกพวกเขาในนามของ ชีอะฮฺของอะลี (.) และบุคคลแรกที่ได้ถูกตั้งชื่อ ชีอะฮฺอะลี ก็คือ เซาะฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่ง

 

เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีงาม และค้นหาคำตอบที่ชัดเจน จำเป็นต้องกล่าวถึงรายงานที่กล่าวเกี่ยวกับ สระน้ำเกาษัร

ความเชื่อที่มีต่อ สระน้ำเกาษัร จากบรรดามุสลิมนั้น เป็นความเชื่อของมุสลิมนิกายต่างๆ ซึ่งถือว่า เป็นความศรัทธาร่วมระหว่างนิกายเหล่านั้นไปโดยปริยาย รายงานมุตะวาติรรายงานหนึ่ง[1] รายงานจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ซึ่งปรากฏอยู่ในตำราลำดับต้นๆ ของทั้งสองมัซฮับและได้รับการพิสูจน์แล้ว ซึ่งบ่งบอกให้เห็นว่า เหล่าสหายของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในวันกิยามะฮฺ พวกเขาจะฝ่าเข้าไปยังสระน้ำเกาษัร เพื่อจะเข้าไปหาท่านศาสดา แล้วดื่มน้ำจากสระน้ำเกาษัรนั้น แต่มีจำนวนน้อยจากหมู่พวกเขาได้รับการอนุญาต แต่ส่วนใหญ่จากพวกเขาถูกกีดกันไม่ให้ดื่มน้ำ และถูกขับไล่ออกจากสระน้ำเกาษัร มะลาอิกะฮแห่งการลงโทษได้ไล่ต้อนพวกเขาไปสู่นรก เมื่อพวกเขาตกอยู่ในสภาพดังกล่าว จึงได้ร้องเรียกท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เพื่อขอความช่วยเหลือ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ปรารถนาที่จะช่วยเหลือพวกเขา แต่ได้รับการกีดกันเช่นกัน จนกระทั่งอัลลอฮฺ (ซบ.) มีบัญชาว่า บรรดาพวกเขาเหล่านั้น หลังจากเจ้าได้จากไป พวกเขาได้ปฏิบัติบางอย่างอันเป็นสาเหตุทำให้พวกเขา กลายเป็นมุรตัด ซึ่งพระดำรัสของอัอลอฮฺ กลายเป็นสาเหตุสำคัญ จนกระทั่งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้สาปแช่งพวกเขา

 

ตัวอย่างบางฮะดีซที่บ่งชี้ถึงเหตุการณ์นั้น กล่าวว่า :

1.สุเฮล บิน สะอฺด์ รายงานจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ว่า ฉันเป็นบุคคลแรกที่จะเข้าไปยังสระน้ำเกาษัร ก่อนพวกท่าน หลังจากนั้นจะมีกลุ่มหนึ่งจากบุคคลที่ฉันรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี และพวกเขาก็รู้จักฉันเป็นอย่างดีเช่นกัน พวกเขาได้เข้ามาหาฉัน แต่มีระยะห่างระหว่างฉันกับพวกเขา (พวกเขาถูกกีดกันมิให้เข้าไปยังสระน้ำเกาษัร) ฉันได้กล่าวในตอนนั้นว่า พวกเขาล้วนเป็นสหายของฉันทั้งสิ้น มีเสียงกล่าวว่า เจ้าไม่รู้ดอก พวกเขาได้กระทำอะไร หลังจากเจ้าได้จากไป พวกเขาได้สร้างบิดอะฮฺต่างๆ มากมาย ฉันได้กล่าวหลังจากนั้นว่า จงออกไป จงออกไป บุคคลที่ทำลายสังคมภายหลังจากฉัน[2]

 

2. “อบูฮุร็อยเราะฮฺรายงานจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า : » ในวันกิยามะฮฺ จะมีเซาะฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหาฉัน, แต่พวกเขาถูกขัดขวางไม่ให้เข้าใกล้สระน้ำเกาษัร ฉันกล่าวขึ้นว่า พวกเขาคือผู้เชื่อฟังปฏิบัติตามฉัน เขาคือเซาะฮาบะฮฺของฉัน มีเสียงกล่าวขึ้นว่า เจ้าไม่รู้ดอกว่า หลังจากเจ้าจากไปแล้ว พวกเขาได้สร้างบิดอะฮฺอันใดบ้าง พวกเขาได้หันหลังให้แนวทางของการฮิดายะฮฺ[3] พวกเขาได้กลับคืนสู่แนวคิดและความเชื่อในอดีตของตน[4]

 

3.รายงานโดยอบูฮุร็อยเราะฮฺ จากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า ขณะที่ฉันยืนอยู่ข้างสระน้ำ, เวลานั้นได้มีชนกลุ่มหนึ่งเข้ามา ฉันรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี (มีเจ้าหน้าที่ของอัลลอฮฺคอยควบคุมดูแลพวกเขาใกล้ชิด) แต่มีระยะห่างระหว่างพวกเขากับฉัน ได้มีเสียงกล่าวกับพวกเขาว่า มากันเถิด (ไปพร้อมกัน) ฉันถามขึ้นว่า จะไปไหนกันหรือ? มีคำตอบว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า เราจะพาพวกเขาไปสู่นรก ฉันถามอีกว่า ความผิดของพวกเขาคืออะไร? ตอบว่า พวกเขากระทำความผิดใหญ่หลวง หลังจากท่านจากไปแล้ว พวกเขาได้กลับไปสู่แนวคิดและความเชื่อเดิมของพวกเขา หลังจากนั้น ได้มีผู้นำอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา ซึ่งฉันรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี ชายผู้เป็นเจ้าหน้าทีของอัลลอฮฺควบคุมดูแลพวกเขา ได้กันฉันและพวกเขาให้ห่างกัน โดยกล่าวกับพวกเขาว่า พวกเราไปกันเถิด, ฉันถามว่า จะไปไหนกันหรือ? ได้รับคำตอบว่า ไปยังนรก ฉันถามว่า ความผิดของพวกเขาคืออะไร? ตอบว่า หลังจากท่านจากไปแล้ว พวกเขาได้กลับไปสู่ความเชื่อและแนวคิดเดิมๆ ของพวกเขา ฉันคิดว่าจะมีใครให้ความช่วยเหลือพวกเขาเหล่านี้ เพราะอูฐที่หลงฝูงและไม่มีคนเลี้ยงอูฐคอยดูแล, อูฐเหล่านั้นก็จะหาย หลงทาง และถูกทำร้ายในที่สุด[5] (เป็นอุปมาให้เห็นว่า การที่จะได้รับความช่วยเหลือในแง่ของจำนวน นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

 

 


 

 

[1] ชัรฮฺ เซาะฮีมุสลิม, เนาวียฺ, เล่ม 15-16, หน้า 5, 59, อุมดะตุลกอรียฺ, 23/135, ชัรฮฺ เซาะฮีบุคอรียฺ, เกรมอนนี, 23/63, อิบนุ อับดุลบิร, 2/291

[2] เซาะฮีบุคอรียฺ, กิตาบ ริกอก, บทที่ 53, ฮะดีซที่ 6212, เซาะฮีมุสลิม, กิตาบฟะฎออิล, บทที่ 9, มะซอบิฮฺ อัซซุนนะฮฺ, บัฆวี, 3/537 กล่าวว่า

«انی فرطکم علی الحوض،لیردن علی أقوام أعرفهم و یعرفوننی، ثم یحال بینی و بینهم. فأقول: انهم منی، فیقال: انک لاتدری ما أحدتوا بعدک، فأقول: سحقاً سحقاً لمن غیّر بعدی»

[3] ชัรฮฺ อะฮาดีซ บุคอรียฺ จากมุซเฏาะฟา ดัยบุลบะฆอ, บุคอรีย, เล่ม 5, หน้า 2407

[4] เซาะฮีบุคอรียฺ, กิตาบริกอก, บทที่ 53, ฮะดีซที่ 6213 กล่าวว่า

«یرد علی یوم القیامة رهط من أصحابی، فیجلون عن الحوض، فأقول: یا رب اصحابی؟ فیقول: انک لاعلم لک بما أحدثوا بعدک، انهم ارتدوا علی ادبارهم القهقری»

[5] เซาะฮีบุคอรียฺ, กิตาบ ริกอก, บทที่ 53, ฮะดีซที่ 2115, ลิซานุลอาหรับ, อิบนุ มันซูร, 15-135, อัตตัรฆีบ วัตตัรฮีบ, มุนซะรีย, 4/422, อันนิฮายะฮฺ ฟี เฆาะรีบุลฮะดีซ, อิบนุ อะซีร 5/274, ฟัตฮุลบารียฺ, อิบนุ ฮะญัร 11/475, อุมดะตุลกอรียฺ, อัยนี 23/142, เอรชาด อัซซารียฺ, กิซเฏาะลานีย์ 9/342. กล่าวว่า

«بینا أنا قائم إذا زمرة، حتی إذا عرفتهم خرج رجل من بینی و بینهم، فقال: هلم، فقلت: أین؟ قال: الی النار والله، قلت: و ماشأنهم؟ قال: إنهم ارتدوا بعدک علی أدبارهم القهقری. ثم إذا زمرة، حتی إذا عرفتهم خرج رجل من بینی و بینهم، فقال: هلم، قلت: أین؟ قال: إلی النار والله. قلت: ماشأنهم؟ قال: أنهم ارتدوا بعدک علی أدبارهم القهقری، فلا أراه یخلص منهم الا مثل همل النعم»

 

 

 

anti-salafi.com