lasted posts

Popular

hamka159

 

 

 

เปิดสมองวะฮาบี ตอนทัศนะของวะฮาบียฺที่มีต่อขบวนการอิควานุลมุสลิมีนตอนที่๒

 

 

 

เชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบกับความคลางแคลงในมรดกอิสลาม

 

บุคคลใดก็ตามที่เข้าใจคำพูดที่ขัดแย้งกันของเชค เขาจะเข้าใจความคิดอันตื่นเขินของเชคเกี่ยวกับหลักเตาฮีดได้อย่างง่ายดาย หลังจากเข้าใจโองการและรายงานเกี่ยวกับหลักเตาฮีดแล้ว จะเข้าใจความขัดแย้งในฟัตวา (คำวินิจฉัย) ของเชคทันที เช่น เชคกล่าวว่า ….

ตำราต่างๆ ของ 4 สำนักคิด (ชาฟิอียฺ ฮัมบาลียฺ มาลิกียฺ และฮันนะฟียฺ) ล้วนเป็นชิริกทั้งสิ้น”[3]

 

คำพูดของเชคมีความหมายว่า ตำราทุกเล่มที่บรรดามุสลิมได้เขียนไว้ก่อนหน้าเชค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ 4 ตำราเหล่านั้นล้วนเป็น ชิริก ทั้งสิ้น ทว่าเป็นตัวตนของชิริกด้วยซ้ำไป คำพูดของเชคเป็นสาเหตุทำให้บรรดามุสลิมทั้งหลาย เกิดความคลางแคลงใจและสงสัยในมรดกอันล้ำค่าทีเหล่าบรรดาบรรพชนได้สืบทอดกันมาและละทิ้งเอาไว้ จากสิ่งนี้จะพบว่าเชคได้ซ่อนความเชื่อของตนเอาไว้และฟัตวาว่า ตำราทุกเล่มของอะฮฺลิซุนนะฮฺไม่บาฏิล (โมฆะ) แต่ขณะที่เรากำลังศึกษาอยู่กับบรรดาอุละมาอฺในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในชั้นเรียนวิชาเตาฮีด ทำให้พวกเรามั่นใจว่าทัศนะของเชคและบรรดาสานุศิษย์ของท่าน วางอยู่บนพื้นฐานที่ว่าตำราทั้งหมดของ 4 สำนักคิดในอะฮฺลิซุนนะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราที่เขียนเกี่ยวกับหลักเตาฮีดทั้งหมดเป็น ชิริก  เมื่อพวกเราเข้าไปในชั้นเรียนของเชคทำให้เข้าใจว่า เชคนั้นมีความเชื่อลึกๆ ว่าตำราของมุสลิมทั้งหมดที่กระจัดกระจายอยู่ในหมู่พวกเขา เมื่อมีอำนาจจำเป็นต้องจัดเก็บตำราทั้งหมดเหล่านั้นอย่างลับๆ แต่เมื่อเชคอยู่ต่อหน้าบรรดาสานุศิษย์ หรือสหายตามลำพัง เชคจะปรารภเสมอว่า ตำราเหล่านั้นล้วนเป็นชิริกทั้งสิ้น (เชคไม่ได้พูดซึ่งๆหน้า) และนี่คือวิธีการที่เหล่าบรรดาสานุศิษย์ของเชคได้ยึดถือปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบัน

 

พวกเขาทั้งหมดต่างมีความคลางแคลงใจและสงสัยในตำราทุกเล่ม ของมุสลิมคนอื่นที่ไม่ใช่เชค ซึ่งในที่นี้จะขอหยิบยกบางบางคำพูดของพวกเขาเพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อจะได้สามารถเยียวยาสติปัญญาและความคิดของวะฮาบียฺบางคน ที่ยังไม่เข้าใจความคิดอย่างท่องแท้ของเชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ  ช่างเป็นวิธีการที่อันตรายอย่างยิ่ง ในการสร้างความคลางแคลงใจให้เกิดขึ้นกับตำราอันเป็นมรดกสืบทอดอันล้ำค่าของมุสลิม วิธีการของพวกเขาน่าสนใจตรงที่ว่าพวกเขามีเจตนาต้องการแยกมุสลิมออกจากตำรับตำราในอดีต

 

คำพูดที่จะหยิบยกต่อไปนี้ไม่ใช่คำพูดของพวกที่เป็น ซูฟียฺ ทว่าเป็นคำพูดของผู้นำด้านความคิดอิสลามในยุคสมัยนี้ ท่านนั้นคือ อัลลามะฮฺ เชค สะอีด เฮาวียฺ ท่านได้บันทึกทัศนะที่อันตรายอย่างยิ่งของเชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ที่ว่าตำราทั้งหมดของ 4 สำนักคิดในอะฮฺลิซุนนะฮฺล้วนเป็นชิริกทั้งสิ้น ไว้ในตำราอันมีค่ายิ่งของท่าน ชื่อว่า เญาลาต ฟิล ฟิกฮัยนิ อัลกะบีร วะ อัลอักบัร โดยกล่าวว่า

 

ฮิจญฺเราะฮฺศตวรรษที่ 14 ได้มาถึงแล้ว สถานภาพของมุสลิมอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเกือบจะล่มสลายเสียด้วยซ้ำ บรรดานักเผยแผ่และอุละมาอฺนักปราชญ์ที่เที่ยงธรรมในอดีต แม้ว่าจะมีความขัดแย้งกันในเรื่องการอิจญฺติฮาด (วินิจฉัย) แต่พวกเขาก็ยืนหยัดต่อต้านบรรดาผู้ไม่หวังดีต่ออิสลามได้อย่างองอาจ อีกทั้งได้ต่อสู้กับความชั่วร้าย (ดะคัน)[4] และความต่ำทรามทางความคิด ที่สอดแทรกเข้ามาในความคิดของประชาชาติอิสลาม ปฏิกิริยาอันร้อนแรงที่แสดงออกมาในลักษณะต่อต้านความคิดอันเลวร้ายเหล่านั้น ซึ่งมาในรูปแบบใหม่ กล่าวคือสร้างความสงสัยคลางแคลงในมรดกอันล้ำค่าของอิสลามทั้งหมดในอดีต ดังนั้น บนพื้นฐานดังกล่าวเป็นความจำเป็นสำหรับประชาชาติอิสลามที่จะต้องต่อต้าน ความเสื่อมทราม และการอุปโลกน์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นในศาสนา ซึ่งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เคยกล่าวสิ่งนี้ไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้นต่อการขับเคลื่อนประชาชาติอิสลามให้ดำเนินต่อไป หมายถึงให้ต่อสู้กับความเสื่อมทรามทางความคิด แนวคิดที่ไม่เหมาะสม และการการอุปโลกน์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นในศาสนา ทำนองเดียวกันการจัดตั้งกลุ่มใหญ่ที่เห็นอย่างชัดเจน ขนาดเท่าทีว่าการอุปโลกน์สิ่งใหม่เท่ากับการลุ่มหลงในการสร้างสรรค์ความดีงาม พวกเขาเอาใจใส่แบบฉบับอันยิ่งใหญ่ของตนกล่าวคือ การหักล้าง ซึ่งตั้งขึ้นเคียงข้างแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) พวกเขายึดมั่นสิ่งที่บรรพชนในอดีตของพวกเขากล่าวไว้อย่างมั่นคง ถึงขนาดที่ว่าถ้าซุนนะฮฺ (แบบฉบับ) ที่เชื่อถือได้ของศาสดาขัดแย้งกับแบบฉบับเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ยอมรับซุนนะฮฺ ซึ่งสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นบนแนวทางของซูฟียฺที่ไม่มีความเข้าใจ อันเป็นสาเหตุนำไปสู่การต่อต้านรายวันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านของสะละฟียฺที่มีต่อมรดกและวัฒนธรรมอิสลาม โดยอ้างว่าพวกเขาได้หลงทางออกไป

 

ขณะนี้เรากำลังเผชิญอยู่กับเรื่องราวอันเป็นความสงสัยในมรดกอันแท้จริงของอิสลาม สถาบันนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮฺ) และบรรดานักปราชญ์ (อุละมาอฺ) กำลังถูกสอบสวน ประชาชาติอิสลามในอดีตส่วนใหญ่กำลังถูกมองในแง่ร้าย ฉะนั้น บนพื้นฐานดังกล่าวนี้จะเห็นว่าความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อมรดกอิสลามถูกถอดถอนออกไปจนหมดสิ้น มรดกอิสลามซึ่งประชาชาติอิสลามไม่เคยจำแนกระหว่างระดับของความดีกับไม่ดี ไม่ได้แยกแยะระหว่างโครงสร้างของแนวความคิด การนำเสนอความคิดใหม่ หรือการได้รับความคิดที่เบี่ยงเบนไปจากความจริงและหลงทาง ทำนองเดียวกันขาดการจำแนกระหว่างแนวคิดที่เป็นความจริงตลอดทุกยุคสมัยที่ผ่านมา กับแนวคิดที่ไม่มีแม้แต่กลิ่นไอของความจริงอยู่เลย จนกระทั่งก่อเกิดการหลงทาง การปฏิเสธ และการกล่าวร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนและกบฏ

 

แทนที่มุสลิมจะร่วมมือกันต่อต้านการหลงทาง การอุปโลกน์สิ่งใหม่ในศาสนา การแทนที่ความจริงด้วยความเท็จ กับสร้างกลุ่มแนวคิดใหม่ขึ้นมา โดยมีคำกล่าวอ้างว่าเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอม ทั้งที่ในความเป็นจริงคือการทำลายความดีงามทั้งหลายให้สูญสิ้นไป ฉะนั้น บนแนวคิดดังกล่าวพวกเขาจึงได้เผชิญหน้ากับกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าตกศาสนา ต้องต่อสู้กับกลุ่มที่หลงทางอย่างต่อเนื่อง และการแสดงตนอย่างเลยเถิด ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากการทะเลาะวิวาท และความขัดแย้งที่เสริมเติมเต็มแนวทางอิสลาม[5]

 

และนี่คือสถานภาพรายวันของเชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ซึ่งสะท้อนผ่านชายคนหนึ่งที่ตลอดอายุขัยของเขาได้อยู่กับเชคมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ มาโดยตลอด เขารู้เรื่องวะอาบียฺเป็นอย่างดี แต่เขาได้พบหนทางช่วยเหลือ และในบั้นปลายชีวิตเขาได้สาธยายประสบการณ์ที่อยู่กับวะฮาบียฺมาโดยตลอด ซึ่งเราได้นำเสนอคำพูดของเขาจนหมดสิ้น เนื่องจากเชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ถือว่าตำราและหนังสือทุกเล่มของนักปราชญ์แห่งประชาชาตินี้ล้วนเป็น ชิริก ทั้งสิ้น เราและวะฮาบียฺทั้งหมดต่างมีความเคลือบแคลงสงสัย ในตำราทั้งหมดที่เขียนเกี่ยวกับ หลักเตาฮีด ขณะที่พวกเราได้ใส่ใจเฉพาะตำของเชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ที่เขียนเกี่ยวกับ เตาฮีด เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงไม่ได้รับรู้ถึงความหลงทางและความเข้าใจผิด ในการอธิบายโองการอัลกุรอานเกี่ยวกับหลักเตาฮีดเลยแม้แต่นิดเดียว

 


 

 

 

 

[3] อัดรุรุล ซุนนียะฮฺ ฟี อัลฟัตวา อันนัจญฺดียะฮฺ เล่ม 2 หน้า 59

[4] อัดดะคัน อิบนุอะซีรกล่าวถึงคำนี้ว่า หมายถึงการก่อความเสียหายและความแตกแยก โดยเปรียบเปรยคำนี้ว่าเป็นความเสียหายภายในภายใต้อาวุธภายนอก (อัลนิฮายะฮฺ ฟีเฆาะรีบิลฮะดีซ วัลอะซัร อิบนุอะซีร เล่ม 2 หน้า 109 พิมพ์ครั้งที่ 4 สำนักพิมพ์ อิสมาอีลียาน 1367, อัดดะคันที่ว่าหมายถึงความเสียหายหรือการก่อความชั่วนั้น เป็นความเสียหายที่เกิดจากภายใน แม้ภายนอกจะดูดีก็ตาม คำอธิบายฮะดีซกล่าวว่า จิตใจของประชาชนผูกพันอยู่กับอดีตที่ผ่านไปโดยไม่อาจถอดถอนจิตใจได้  อีกนัยหนึ่งหมายถึงความไม่เข้ากัน หรือความเป็นมิตรภาพที่ไม่ยั่งยืนในจิตใจ ประหนึ่งความแวววาวของสีที่เจือจางหายไป

[5]  เญาลาต ฟิลฟิกฮัยนิ อัลกะบีร วัล อักบัร เชคสะอีด เฮาวียฺ หน้า 5-12

 

 

 

anti-salafi.com