lasted posts

Popular

hamka067

 

 

 

 

 

เปิดสมองวะฮาบี ตอนวุฎูอฺของชีอะฮฺถูกต้องหรือซุนนะฮฺ ตอนที่๒

 

 

 

 

 

 

การที่พี่น้องอะฮฺลิซซุนนะฮฺนำเอาคำว่า อัรญุละกุม ไปเชื่อมกับคำว่า อัยยิดะกุม

 

 

ประการที่ ๑    การอัฏฟฺ (เฃื่อม) ประเภทนี้ไม่อนุญาต เนื่่องจากเป็นสาเหตุทำให้เกิดความห่าง ประโยคที่เป็นกิริยา (ญุมละฮฺฟิอฺลียะฮฺคือ وامسحوا برؤسكم) ระหว่างมะอฺฏูฟ กับมะฮฺฏูฟุนอะลัยฮิ ซึ่งการทำเช่นนี้ตามกฎภาษาอาหรับถือว่าไม่ถูกต้อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการการนำสิ่งนี้สัมพันธ์ไปยังอัล-กุรอาน

 

 

 

ประการที ๒    การอัฏฟฺบนมะฮัล (สถานที่) ในภาษาอาหรับถูกต้องและเป็นสิ่งที่ดี เช่น กล่าวว่า ليس هذا بعالم و لا عالما } { ซึ่งตรงนี้คำว่า อาลิมัน นั้นอัฏฟฺบนมะฮัล (เชื่อมบนที่ของ บิอาลิม) ซึ่่งที่ของบิอาลิมนั้นเป็นนัซบฺ (อาลิมัน) ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ของนักภาษาศาสตร์ไม่เกี่ยวข้องกับโครงกลอนอย่างไร[๖]

 

 

ตามปรากฏภายนอกของโองการที่ได้อ่านทั้งสองลักษณะไม่ได้เฉาะเจาะจงว่า เป็นทัศนะของชีอะฮฺอย่างเดียว ทว่านักตัฟซีรของอะฮฺลิซซุนนะฮฺก็มีทัศนะเหมือนกับชีอะฮฺเช่นกัน กล่าวคือยอมรับว่าเป็นวาญิบต้องเช็ดเท้าทั้งสอง ไม่ใช่ล้าง[๗]

 

 

 

หลักฐานฮะดีซฝ่ายชีอะฮฺและซุนนะฮฺที่สนับสนุนการเช็ดเท้าในการทำวุฎูอฺมีดังนี้

 

 

ริวายะฮฺชีอะฮฺ จากหนังสือวะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่มที่ ๑ กิตาบเฏาะฮาเราะฮฺ หมวดที่ ๒๕ หมวด วุฎูอฺ

หลักฐานอ้างอิงฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ เช่น

 

 

๑. มุซนัดอะฮฺมัด เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๖๗ , ๑๐๘,๑๕๗ พิมพ์ที่ดารุลฟิกรฺ

 

 

๒. กันซุลอุมาล เล่มที่ ๙ หน้าที่ ๔๔๘ ฮะดีซที่ ๒๖๙๐๘ มุอัซซะซะฮฺ อุลูมกุรอาน

 

 

๓. ซุนัน อิบนิ ดาวูด เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๔๒ ฮะดีซที่ ๑๖๔ ดารุลอิฮฺยา อุึตตุรอซิลอะเราะบี

 

 

๔. อัล ฆอรอต คัดลอกมาจาก อะมาลียฺ เชคมุฟีด

 

 

๕. ฏ็อบรียฺ ตัฟซีรฏ็อบรียฺ เล่มที่ ๖ หน้าที่ ๘๒

 

 

๖. กุรฏุบียฺ อัล ญามิอฺ ลิอะฮฺกามิลกุรอาน เล่มที่ ๖ หน้าที่ ๙๒

 

 

๗. ฟัครุร รอซียฺ ตัฟซีร อัลกะบีร เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๑๖๑

 

 

๘. อิบนิ ฮิซัม อัลมะฮัลลียฺ เล่มที ๒ หน้ที่ ๕๙

 

 

 

ตัวอย่างริวายะฮฺจากตำราอ้างอิงฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ บุคอรียฺ ได้บันทึกไว้ในหนังสือปรวัติของตน อะฮฺมัด บิน อะบีชัยบะฮฺ อิบนิ อุมัร อัลบัฆวัยฺ ฏ็อบรอนียฺ บาวัรดียฺ และคนอื่น ๆ ซึ่งรายงานมาจาก อะบี เซาดฺ จาก อิบาด บิน ตะมีม อัลมาซันนี จากบิดาของเขา ว่า

 

 

رأيت رسول الله صل الله عليه وسلم : يتوَّضأ و يمسح الماء على رجليه[๘]

ฉันเห็นท่านศ่าสดา (ซ็อล ฯ) ทำวุฎูอฺ โดยท่านได้เช็ดเท้าของท่าน

 

 

 

ริวายะฮฺดังกล่าวได้บันทึกนามของเซาะฮาบะฮฺจำนวนมากไว้ ซึ่งท่านเหล่านั้นถือว่าเป็นวาญิบต้องเช็ดเท้าขณะทำวุฏอฺ เช่น ท่านอิบนิ ฮิซัม กล่าว่า

 

 

و قد قال بالمسح على الرجلين جماعة من السلف منهم على بن أبي طالب و ابن عباس والحسن و عكرمه والشعبي و جماعة غيرهم

กล่าวว่า แน่นอนการเช็ดเท้าทั้งสองข้าง (ขณะทำวุฎูอฺ) เป็นการกระทำของชนรุ่นแรก เช่น ท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ อิบนุอับบาซ ฮะซัน อิกเราะมะฮฺ ชุอฺบียฺ และอีกกลุ่มหนึ่งที่นอกเหนือจากคนเหล่านี้

 

 

 

ใครคือคนสั่งให้ล้างเท้าเวลาทำวุฎูอฺ

หลักฐานที่มั่นคงทั้งจากอัล-กุรอาน ฮะดีซ และประวัติศาสตร์จำนวนมากมายได้ยืนยันว่า เป็นวาญิบต้องเช็ดเท้าขณะทำวุฎูอฺ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นการล้างเท้าแทนการเช็ด ใครเป็นผู้สั่งให้ทำเช่นนี้ หรืออีกนัยหนึ่งใครเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการเช้ดให้เป็นการล้าง

 

 

จากตำราของฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ เช่น กันซุลอุมาล เล่มที่ ๙ หน้าที่ ๔๔๑ ฮะดีซที่ ๒๖๘๘๘๓ บันทึกว่า อุซมาน เคาะลิฟะฮฺที่ ๓ ได้สั่งให้ประชาชนมารวมกัน และได้ทำวุฏูอฺให้ประชาชนดู ท่านได้เอามือขวาจุ่มลงในภาชนะ และวักน้ำมารดมือซ้ายโดยล้างถึง ๓ ครั้ง ได้บ้วนปาก ๓ ครั้ง ล้างจมูก ๓ ครั้ง หลังจากนั้นจึงล้างหน้า ๓ ครั้ง ล้างแขนจนถึงข้อศอก ๓ ครั้ง หลังจากนั้นได้เช็ดศีรษะ และล้างเท้าอย่างดี เมื่อเสร็จแล้วกล่าวว่าฉันเห็นท่านศาสดาทำวุฎูอฺเช่นนี้

 

 

บรรดามุสลิมก่อนหน้าเคาะลิฟะฮฺอุซมาน ได้ทำวุฎูอฺเหมือนกันทั้งหมดเหมือนที่ชีอะฮฺทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการทำของชีอะฮฺสอดคล้องกับโองการวุฎูอฺที่กว่า จงเช็ดศีรษะของสูเจ้า และเท้าของสูเจ้า { وَامْسَحُوا بِرُؤُو سِكُم وَ أَرْجُلَكُمْ } โองการดังกล่าวจะสังเกตเห็นว่่าอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้สั่งให้เช็ดศีรษะและเท้า ขณะที่ปัจจุบัจพี่น้องอะฮฺลิซซุนนะฮฺทั้งหมดล้างเท้าแทนการเช็ด ซึ่งสาเหตุที่เปลี่ยนจากเช้ดมาเป็นล้าง เนื่องจากว่าในช่วงกลางสมัยปกครองของอุซมานเคาะลิฟะฮฺที่ ๓ ได้เกิดความคลางแคลงใจเรื่องการทำวุฏุอฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อุซมานจึงได้แสดงให้ประชาชานได้เห็นและกล่าวว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ทำวุฎูอฺเหมือนที่อะฮฺลุซซุนนะฮฺได้ทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีเซาะฮาบะฮฺจำนวนมากคัดค้าน และแสดงความไม่เห็นด้วย ประกอบกับหลังจากเคาะลิฟะฮฺอุซมานได้จากไป ราชวงศ์อุมัยยะฮฺได้ขึ้นมาปกครองแทน ซึงจุดประสงค์การเมืองของพวกเขาคือ การทำสิ่งที่ขัดแย้งกับอิสลามพวกเขาจึงได้ยึดแนวทางของอุซมานและทำการเผยแผ่อย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะมีเซาะฮาบะฮฺจำนวนมากไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ ซึ่งบรรยากาศการปกครองในยุคนั้นอำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ปกครองแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงทำให้ไม่มีเซาะฮาบะฮฺคนใดกล้าขัดแย้ง อันเป็นเหตุทำให้วุฎูอฺตามแบบฉบับของอุซมานถูกปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบน[๙] ยกเว้นบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) และชีอะฮฺเท่านั้นที่ไ่ม่ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของอุซมาน แต่ได้ยึดปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านศาสดาอย่างเคร่งครัดจวบจนปัจจุบัน

 

 


 

 

 

 

 

 

[๖]อิบนิฮิชาม มุฆนี ระบีบ

[๗]ตัฟซีรกะบีร ฟัครุรรอซียฺ เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๑๖๑ ตอนอธิบายโองการดังกล่าว

[๘]กันซุล อิรฟาน ฟี ฟิกฮิล กุรอาน เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๔

[๙]ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก หนังสือของ ชะฮฺริซตานียฺ บาบ วุฎูอฺ นะบี มิน คิลาลิ มะลาบิซาต อัตตัชรีอฺ

 

 

 

 

 

al-shia.org  

anti-salafi.com