lasted posts

Popular

hamka174

 

 

 

เปิดสมองวะฮาบี ตอนสาเหตุหลักที่มุสลิมหันเหออกจากเตาฮีดเชคอับดุลวะฮาบ(๒)

ตอนที่๒

 

 

 

สาเหตุที่ 3 ปะปนความเข้าใจระหว่างคำว่าอิบาดะฮฺในเชิงภาษากับความเข้าใจในอัลกุรอาน

 

 

สาเหตุดังกล่าว อิมามที่ยิ่งใหญ่ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺท่านหนึ่งในยุคนี้ชื่อว่า เชคอัลลามะฮฺ สะลามะฮฺ อัลเกาะฎออียฺ อัลอิซอมียฺ อัชชาฟิอียฺ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) เสียชีวิตเมื่อ ฮ.. 1358 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสืออันทรงคุณค่าของตนชื่อว่า ฟุรกอน อัลกุรอาน บัยนะ ซิฟาตอัลคอลิก วะซิฟาต อัลอักวาน[2] โดยท่านกล่าวว่า ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าปะปนกันระหว่างความเข้าใจคำว่า อิบาดะฮฺ ในภาษาอาหรับกับความหมายในอัลกุรอาน และซุนนะฮฺนบี ท่านกล่าวว่า “ความผิดพลาดอยู่ตรงการตีความคำว่า อิบาดะฮฺ ทำให้เกิดความเสียหายและการหลงทางมากมาย ซึ่งเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนได้ถูกหลั่งรินออกไป ความเป็นพี่น้องกันต้องถูกหยามเกียรติ และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ต้องถูกตัดขาด ขณะที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเน้นย้ำและกำชับเรื่องความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา ขออัลลอฮฺ ทรงคุ้มครองให้พวกเราออกห่างจากความคิดเช่นนี้ ซึ่งเขาอธิบายว่า อิบาดะฮฺคือ การนอบน้อมถ่อมตนชนิดไม่มีขอบเขตจำกัด ซึ่งสิ่งนั้นเป็นเพียงความหมายในเชิงภาษาเท่านั้น  แต่ถ้าพิจารณาความหมายตามชัรอียฺจะเห็นว่ามีขอบข่ายแคบลงมา กล่าวคืออิบาดะฮฺวางอยู่บนความขันติและมีความอิสระเป็นที่ตั้ง ซึ่งการนำไปใช้นั้นชัรอียฺจะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งนั้นเป็นอิบาดะฮฺ ดังนั้น อิบาดะฮฺ คือ การนอบน้อม การมีสมาธิร่วมกับความเชื่อมั่นในพระผู้อภิบาล ผู้ซึ่งเราได้แสดงความนอบน้อมต่อพระองค์ แต่ถ้าเป็นความเชื่อไม่ถูกต้อง และความนอบน้อมถ่อมตนก็ได้ถูกแสดงออกมาบนความเชื่อนั้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยชัรอียฺ จะไม่ยอมรับว่านั่นเป็นอิบาดะฮฺ หรือแม้จะเป็นการซัจญฺดะฮฺก็ตาม

 

ตัวอย่างความเชื่อที่มีต่อการอภิบาลของพระองค์ เช่น เชื่อหนึ่งในคุณลักษณะบางประการของการอภิบาล สมมุติว่าเชื่อในความอิสระของพระองค์ต่อการตอบแทน หรือการลงโทษ หรือแม้แต่การอนุเคราะห์พิเศษ (ชะฟาอะฮฺ) สำหรับปวงบ่าว ซึ่งอยู่ ณ พระองค์ในฐานะพระผู้ทรงคู่ควรแก่การเคารพภักดีที่ดีที่สุด แต่เนื่องจากผู้ปฏิเสธได้กราบกรานเทวรูป วิงวอนขอพรจากเทวรูป หรือแสดงความนอบน้อมต่อสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งถูกเรียกว่าการฟิร (ผู้ปฏิเสธ) เนื่องจากพวกเขาเชื่อการบริบาลของเทวรูป หรือความพิเศษของเทวรูปได้อยู่ในใจของเขาตลอดมา

 

การสัจญฺดะฮฺสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ ตามหลักชัรอียฺ (หลักการ) ไม่ถือว่าสิ่งนั้นเป็นอิบาดะฮฺ แล้วจะนัปสาอะไรกับสิ่งที่อยู่ต่ำไปกว่าจากความสำรวมซึ่งไม่มีความเชื่อต่อสิ่งนั้น เช่น การซัจญฺดะฮฺของมวลมลาอิกะฮฺที่มีต่ออาดัม ถึงแม้ว่าจะอยู่ในหลักการที่แตกต่างกันแต่สิ่งนั้นไม่แตกต่างกัน ซึ่งอัลลอฮฺไม่ทรงมีบัญชาให้กระทำเช่นนั้น ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า “จริงอัลลอฮฺไม่ทรงใช้ให้กระทำสิ่งชั่วช้าน่ารังเกียจดอก”[3] อัลลอฮฺไม่ทรงปิติยินดีต่อการเนรคุณของปวงบ่าวของพระองค์[4] ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่กระจ่างและชัดเจนมาก อัลลอฮฺ ตรัสกับมลาอิกะฮฺว่า

 

พวกเจ้าจงซัจญฺดะฮฺแก่อาดัมเถิด แล้วพวกเขาก็สุญูด นอกจากอิบลีส[5]

 

ชัยฎอนกล่าวว่า ฉันดีกว่าเขา พระองค์จะให้ฉันกราบผู้ที่พระองค์สร้างเขาขึ้นจากดินกระนั้นหรือ[6]

 

ถ้าหากว่าการทำความเข้าใจกับโองการดังกล่าวเป็นความยากลำบากสำหรับเจ้า ทั้งที่ไม่มีความลำบากแต่อย่างใด อินชาอัลลอฮฺ  ท่านลองมองดูตัวเองซิว่าความเคารพและมารยาทที่แสดงต่อบิดามาราดานั้น ไม่อนุญาตให้ท่านนั่งหรือยืดเท้า หรือเนื่องจากความเคารพนั้นได้ทำให้ท่านยืน หรือนั่งอยู่เช่นนั้นอย่างยาวนาน การกระทำของท่านไม่ได้บ่งบอกว่าท่านได้อิบาดะฮฺบิดาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเหตุใดการกระทำเช่นนี้จึงไม่มีปัญหา และไม่ถือว่าเป็นการอิบาอะฮฺต่อท่าน เนื่องจากไม่มีภารกิจใดบ่งบอกหรือพิสูจน์ความเป็นผู้อภิบาลของท่าน  และไม่เป็นชิริกด้วย แต่ถ้าท่านนมาซใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการยืนอ่านซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺ หรือนั่งนมาซและอ่านตะชะฮุด ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 หรือ 2 นาที ขณะที่เวลาสั้นๆ นั้นถือว่าเป็นอิบาดะฮฺ ซึ่งท่านได้กระทำเพื่อแสดงความเคารพต่อพระผู้ทรงคู่ควรแก่การภักดี สมาธิในการยืนหรือนั่งที่ท่านได้แสดงออกไปนั้น ได้แสดงร่วมกับความเชื่อในการอภิบาลของพระผู้ทรงคู่ควรแก่การเคารพ บางครั้งท่านได้ขอร้องเจ้านายให้ท่านปฏิบัติตามผู้อธรรม หรือให้ความช่วยเหลือท่านในการแก้ไขปัญหา ท่านเชื่อว่าในการแสวงหาผลประโยชน์ หรือการขับไล่ความชั่วให้พ้นออกไปนั้น พระองค์จะไม่ปฏิบัติโดยตรง ทว่าพระองค์จะมอบให้เขาเป็นหนึ่งในสื่อทางธรรมชาติ ปฏิบัติแทนพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์  ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าท่านอิบาดะฮฺเขา

 

ดังที่อธิบายผ่านไปแล้วว่า ถ้าหากท่านต้องการบางสิ่งจากคนอื่น และในการนำเอาประโยชน์หรือขจัดภยันตรายให้พ้นไปจากท่าน ท่านถือว่าเขาคนนั้นเป็นเอกเทศในการช่วยเหลือ และเอาความต้องการของเขาไปเทียบเคียงพระเจ้า

 

 


 

 

[2] หนังสือเล่มดังกล่าวคือบทนำของ หนังสือ อัลอัสมา วะ อัลซิฟัต เขียนโดยอิมามบัยฮะกียฺ

[3] อัลกุรอาน บทอะอฺรอฟ / 28

[4] อัลกุรอาน อัซซุมัร / 7

[5] อัลกุรอานบะเกาะเราะฮฺ / 34

[6] อัลกุรอาน บทอะอฺรอฟ / 12

 

 

 

anti-salafi.com