เปิดสมองวะฮาบี ตอนสาเหตุหลักที่มุสลิมหันเหออกจากเตาฮีดเชคอับดุลวะฮาบ(๓)

ตอนที่๓

 

 

 

ฉะนั้น ความต้องการทำนองนี้ เท่ากับท่านได้อิบาดะฮฺเขา และถือว่าเขาเป็นหุ้นส่วนของพระเจ้า เนื่องจากท่านได้เชื่อคุณลักษณะหนึ่งของการอภิบาลที่มีอยู่ในตัวเขา ซึ่งสิ่งนั้นคือ ความอิสระในการกระทำ และอิทธิพลของความต้องการ ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหล่านี้เป็นภารกิจเฉพาะเจาะจงสำหรับพระผู้อภิบาล บรรดามุชริกต่างกราบกรานเทวรูป หรือสิ่งที่คลึงกัน และถือว่าสิ่งเหล่านั้นให้คุณหรือให้โทษได้ จึงนำเอาสิ่งเหล่านั้นไปเทียบเคียงพระเจ้า หรือแม้แต่เป็นการเยียวยารักษา เนื่องจากพวกเขาถือว่าสิ่งเหล่านั้นคือพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ และยังมีความเชื่อในการบริบาลของพระเจ้าตนนอกจากอัลลอฮฺ ทำนองเดียวกันพวกเขายังเชื่อว่าเทวรูปต่างๆ เหล่านั้นมีอำนาจในการบริบาลและมีอิทธิพลต่อความต้องการ อีกทั้งยังเป็นเหตุผลสำหรับพวกเขา อัลกุรอานกล่าวถึงคำพูดของพวกเขาว่า

 

أَمَّنْ هَذَا الَّذِي هُوَ جُندٌ لَّكُمْ يَنصُرُكُم مِّن دُونِ الرَّحْمَنِ إِنِ الْكَافِرُونَ إِلَّا فِي غُرُورٍ‪ ….‬أَمْ لَهُمْ آلِهَةٌ تَمْنَعُهُم مِّن دُونِنَا لَا يَسْتَطِيعُونَ نَصْرَ أَنفُسِهِمْ وَلَا هُم مِّنَّا يُصْحَبُونَ

 

หรือผู้ใดเล่า ซึ่งเขาเป็นพลพรรคของสูเจ้าที่สามารถช่วยเหลือสูเจ้าได้ นอกจากพระผู้ทรงกรุณาปรานี พวกปฏิเสธมิใช่อื่นใดนอกจากถูกหลอกลวงเท่านั้น”[7]

 

“[8]หรือว่าพวกเขามีพระเจ้าหลายองค์นอกไปจากเรา คอยปกป้องกันพวกเขาทั้ง ๆ ที่พระเจ้าเหล่านั้นไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง และไม่สามารถป้องกันตัวเองให้พ้นจากการลงโทษของเราได้”

 

อัลกุรอานสองโองการข้างต้น กล่าวในเชิงคำถามบ่งบอกว่าถึงการปฏิเสธไม่ยอมรับในลักษณะของการฆาตโทษ ในสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชากัน อัลลอฮฺ (ซบ.) กล่าวถึงประชาชาติขงอฮูดว่า บรรดาศาสดาของพวกเขาได้กล่าวกับพวกเขาว่า

 

إِن نَّقُولُ إِلاَّ اعْتَرَاكَ بَعْضُ آلِهَتِنَا بِسُوَءٍ‪ ….‬ مِن دُونِهِ فَكِيدُونِي جَمِيعًا ثُمَّ لاَ تُنظِرُونِ إِنِّي تَوَكَّلْتُ عَلَى اللّهِ رَبِّي وَرَبِّكُم

 

เราจะไม่กล่าวอย่างใด เว้นแต่พระเจ้าบางองค์ของเราได้นำความชั่วเข้าไปสิงในตัวท่าน”[9]

 

อื่นจากพระองค์ ดังนั้น‫ ‬พวกท่านทั้งหมดจงวางแผนทำร้ายฉันเถิด แล้วพวกท่านอย่าได้ให้ฉันต้องรอคอยเลย..แท้จริงฉันมอบหมายต่ออัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลของฉันและเป็นพระผู้อภิบาลของพวกท่าน[10]

 

บางครั้งอัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า เนื่องจากความเชื่อในความเป็นอิสระต่อการแสวงหาผลประโยชน์ ของพวกเขาในวันกิยามะฮฺพระองค์จึงตรัสถามพวกเขาอย่างมีโมหะในความอวดดีของพวกเขาว่า

 

وَقِيلَ لَهُمْ أَيْنَ مَا كُنتُمْ تَعْبُدُونَ   مِن دُونِ اللَّهِ هَلْ يَنصُرُونَكُمْ أَوْ يَنتَصِرُونَ 

 

            มีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า อยู่ไหนเล่าสิ่งที่สูเจ้าเคยสักการบูชา ที่นอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ สิ่งเหล่านั้นช่วยเหลือสูเจ้าได้ไหม หรือมีบุคคลใดให้การช่วยเหลือได้บ้าง[11]

 

 

คำพูดของพวกเขาภายในก้นบึ้งของไฟนรก กล่าวแก่บุคคลที่พวกเขาหลงเชื่อในการบริบาลและคุณสมบัติพิเศษสำหรับพวกเขา โดยกล่าวว่า

 

تَاللَّهِ إِن كُنَّا لَفِي ضَلَالٍ مُّبِينٍ  إِذْ نُسَوِّيكُم بِرَبِّ الْعَالَمِينَ

 

            ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า แท้จริง พวกเราอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากพวกเราทำให้สูเจ้าเท่าเทียมกับพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก[12]

 

โปรดใคร่ครวญในคำสารภาพของพวกเขา แม้แต่บุคคลที่ชอบพูดมดเท็จก็ยังยืนยันในคำพูดเหล่านั้น แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าไม่มีผลประโยชน์อันใดทั้งสิ้น พวกเขาก็สำนึกผิด

 

ข้อสมมุติฐานนี้ ถ้าเกี่ยวกับคุณลักษณะอันเป็นคุณลักษณะของพระผู้อภิบาล นั่นเท่ากับว่าผลลัพธ์ของข้อกล่าวอ้างของเราถูกต้อง ดังนั้น  ชิริกและการปฏิเสธของพวกเขาก็มาจากสมมุติฐาน เพราะเหตุใดหรือ เนืองจากว่าสิ่งจำเป็นสำหรับคุณลักษณะของพระเจ้าคือ ความเป็นเอกะที่ไม่มีสิ่งใดคล้ายเหมือนพระองค์เด็ดขาด

ถ้าสมมุติฐานเหล่านี้อยู่ในการล่วงรู้ของพวกเขาในการอิบาดะฮฺแล้วละก็ สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นความจำเป็นของความเชื่อในเรื่องหุ้นส่วนของพระเจ้าจอมปลอม กับพระเจ้าผู้ทรงเอกะ ขณะที่พระองค์เพียงผู้เดียวที่มีความเหมาะสมต่อสิ่งนั้นกล่าวคือ คุณลักษณะที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี และคุณลักษณะอื่นๆ ฉะนั้น ถ้ามีชิริกในอิบาดะฮฺ ซึ่งเป็นตัวตนของอิบาดะฮฺ ในกรณีนี้ จะไม่มีมนุษย์ผู้สติปัญญาคนใดยอมรับได้เลย เว้นเสียแต่ต้องเชื่อในสิทธิของพระองค์นั่นก็คือ พระองค์คือพระผู้ทรงสร้าง

 

เราปฏิเสธการอภิบาลของเทวรูปต่างๆ ของบรรดาผู้ตั้งภาคีเทียบเคียงชาวกุเรชได้อย่างไร ทั้งที่เทวรูปเหล่านั้นเป็นหุ้นส่วนของพระเจ้า พวกเขารักเทวรูปเสมือนรักอัลลอฮฺ อัลกุรอานกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า

 

وَمِنَ النَّاسِ مَن يَتَّخِذُ مِن دُونِ اللّهِ أَندَاداً يُحِبُّونَهُمْ كَحُبِّ اللّهِ وَالَّذِينَ آمَنُواْ أَشَدُّ حُبًّا لِّلّهِ وَلَوْ يَرَى الَّذِينَ ظَلَمُواْ إِذْ يَرَوْنَ الْعَذَابَ أَنَّ الْقُوَّةَ لِلّهِ جَمِيعاً وَأَنَّ اللّهَ شَدِيدُ الْعَذَابِ

 

และในหมู่มนุษย์นั้นมีผู้ที่ยึดถือบรรดาภาคีอื่นจากอัลลอฮฺ ซึ่งพวกเขารักภาคีเหล่านั้นเช่นเดียวกับรักอัลลอฮฺ แต่บรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮฺมากยิ่งกว่า และหากบรรดาผู้อธรรม (ยึดถือสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ) ได้เห็นการลงโทษ แน่นอน พวกเขาจะต้องตระหนักดีว่า แท้จริงอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงลงโทษที่รุนแรง[13]

 

คำว่า อินดาด เป็นพหูพจน์ของคำว่า นิด หมายถึง หุ้นส่วน ดังที่นักภาษาศาสตร์และนักตัฟซีรได้อธิบายไว้ว่า หมายถึง ความเท่าเทียมกันของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้อ้างว่าเทวรูปเหล่านั้น เท่าเทียมกับอัลลอฮฺ ทว่าพระองค์ทรงพิสุทธิ์ยิ่งจากสิ่งที่พวกเขากล่าวอ้าง[14]

 

การที่ข้าพเจ้าได้กล่าวเสียยึดยาวมานี้ ก็เพื่อต้องการให้ความสำคัญในการเยียวยารักษาพี่น้องวะฮาบียฺ ที่ล้วนไม่สบายเป็นโรคติดต่อขั้นรุนแรง ซึ่งพวกเขาได้ผสมปะปนกันระหว่างคำว่า อิบาดะฮฺ ในเชิงภาษา กับอิบาดะฮฺในทางชัรอียฺ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วปัญหาเหล่านี้สืบเนื่องมาจากแนวคิดของ เชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ในการแนะนำและอธิบายคำว่า อิบาดะฮฺ ทั้งที่อิบาดะฮฺ ได้ถูกตีความไว้อย่างสูงส่งแต่เขากลับทำให้อิบาดะฮฺเป็นสิ่งที่ไร้ค่าและได้รับการดูถูก ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นมีพี่น้องมุสลิมจำนวนมากที่หลงทางไปกลับคำอธิบายของเชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ

 

 


 

 

[7] อัลกุรอาน อัลมุลก์ / 20

[8] อัลกุรอาน อันบิยาอฺ / 43

[9] อัลกุรอาน ฮูด / 54

[10] อัลกุรอาน ฮูด / 55-56

[11] อัลกุรอาน บทอัชชุอะรออฺ /92-93

[12] อัลกุรอาน บทอัชชุอะรออฺ /97-98

[13] อัลกุรอาน บทอัลบะเกาะเราะฮฺ 165

[14] ฟุรกอน อัลกุรอาน บัยนะ ซิฟาตอัลคอลิก วะ ซิฟาต อัลอักวาน, อัลลามะฮฺ อัลเกาะฎออียฺ อัชชาฟิอียฺ หน้า 111-114

anti-salafi.com