lasted posts

Popular

hamka012

 

 

 

เปิดสมองวะฮาบี  ตอน มุตอะฮฺในอิสลาม (2)

 

 

 

 

๑๐. หนังสือ อะหฺการกุรอาน ได้บันทึกริวายะฮฺของท่าน อบีนุฎเราะฮฺ และ อบีษาบิต ที่รายงานมาจากท่านอิบนุอับบาส และหะดีษการอ่านของท่าน อุบัย บิน กะอับ[๕]

 

 

๑๑.ท่านบัยหะกีย์ ได้บันทึกไว้ใน สุนันกุบรอ ของท่าน ซึ่งรายงานมาจากท่าน มุฮัมมัด บิน กะอับ ว่า ท่านอิบนุ อับบาสได้พูดว่า “การมุตอะฮฺ” ได้มีมาตั้งแต่ยุคแรกของอิสลาม และบรรดามุสลิมทั้งหลายได้อ่านและอธิบายโองการดังกล่าวว่า  …..

 

 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُن- الى أَجَل مسمى

“ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น “จนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้”[๖]

 

 

๑๒. ท่านนุวีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือชัรห์ศ่อฮีย์มุสลิม (คำอธิบายหนังสือศ่อฮีย์มุสลิม) ว่าท่านอิบนุมัสอูดได้อ่านและอธิบายโองการดังกล่าวเช่นนี้ว่า   

 

 فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُن- الى أَجَل

 

“ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น “จนถึงระยะเวลา…..”[๗]

 

 

๑๓. ท่านซมัคชะรีย์ได้บันทึกไว้ในหนังสือของท่านโดยรายงานมาจากท่านอิบนุอับบาสว่า “โองการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโองการที่เป็นมุหฺกัม (ชัดเจน) หมายถึงยังไม่ได้ถูกยกเลิก (นัซค์) และตัวของท่านอ่านและอธิบายโองการดังกล่าวดังนี้ว่า …

 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُن- الى أَجَل مسمى

 

“ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น “จนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้”[๘]

 

 

๑๔.ท่านกุรฺ ฎุบีย์พูดว่า “อุละมาอฺส่วนมากกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโองการหมายถึง การนิกาห์มุตอะฮฺ (การแต่งงานที่มีกำหนดเวลา) ซึ่งมีมาตั้งแต่เริ่มต้นอิสลาม ท่านอิบนุอับบาส ท่านอุบัย ยิบนะ กะอฺบ์ และท่านอิบนิยุบัยร์ ได้อ่านและอธิบายโองการดังกล่าวเช่นนี้ว่า…

 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُن- الى أَجَل مسمى – فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ

 

“ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนาง” [๙]

 

 

 ๑๕. ในตับซีรฺอิบนุอะษีรฺ กล่าวว่า “ท่านอิบนุอับบาส ท่านอุบัย ยิบนิกะอับ ท่านสะอีดิบนิ ญุบัยร์ และท่านสะดีย์ ได้อ่านและอธิบายโองการดังกล่าวดังนี้……

 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُن- الى أَجَل مسمى – فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً

 

“ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนางตามที่มีกำหนดไว้”[๑๐]

 

 

๑๖. ในตับซีรฺซุยุฎีย์ เช่นกันได้บันทึกหะดีษของท่าน อบีษาบิต อบีนุฎเราะฮฺ และริวายะฮฺของท่าน กุตาดะฮฺ และท่านสะอีดิบนิญุบัยร์ ที่ได้กล่าวถึงการอ่านและอธิบายโองการดังกล่าวของท่าน อุบัยยิบนิกะอับ และหะดีษของท่านมุญาฮิด ท่านสะดีย์ ท่านอะฎอ ที่รายงานมาจากท่านอิบนุอับบาส และหะดีษมุหฺกัมอื่นๆ ที่กล่าวว่า“โองการดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยกเลิก (นัซค์))”  และริวายะฮฺของท่านอะฏอ ที่รายงานมาจากท่านอิบนุอับบาสว่า “หุกมฺที่อนุญาตให้ทำมุตอะฮฺในซูเราะฮฺนิซาอฺ โองการที่ ๒๔…

 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ  ““ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนางตามที่มีกำหนดไว้” ว่าทั้งสองจะไม่มีใครได้รับมรดกของกันและกัน และหากทั้งสองตกลงกันว่าจะทำต่อไปภายหลังจากที่กำหนดเวลาที่กำหนดไว้ได้หมดลงจะเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่ง แต่ถ้าทั้งสองจะแยกทางกันก็ถือว่าดี” [๑๑]

 

 

 ทั้งหมดที่ได้นำเสนอมาเป็นทรรศนะของนักตับซีรฺและไม่ใช่นักตับซีรฺที่ได้กล่าวอธิบายโองการ (๔/๒๔)  ซึ่งจะพบว่า ท่านอิบนุอับบาส ท่านอุบัยยิบนิกะอับ ท่านสะอีดิบนิญุบัยร์ ท่านมุญาฮิด ท่านกุตาดะฮฺ และคนอื่นๆ (เช่นท่านกอฏีย์ อบูบักร์ อันดะลีซซีย์ ตายเมื่อ ฮ.ศ. ๕๔๒ บันทึกไว้ในอหฺกามอัล-กุรอาน เล่มที่ ๑ หน้าที่๑๖๓,ท่านบัฆวีย์ชาฟิอีย์ ตายเมื่อ ฮ.ศ. ๕๑๐ หรือ ๕๑๖ บันทึกไวในตับซีรฺของท่านใน ฮาชียะฮฺ คอซิน เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๔๒๓. ท่านอะลูซีย์ ตายเมื่อ ฮ.ศ. ๑๒๗๙บันทึกไว้ในตับซีรฺของท่าน เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๕) ทั้งหมดได้รายงานว่าโองการดังกล่าวได้อ่านและอธิบายดังนี้ว่า….

 

 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُن- الى أَجَل مسمى

 

“ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้”

 

 

ท่านอุบัยริบนิ กะอับ ได้อ่านและอธิบายโองการดังกล่าวเช่นนั้น  ท่านต้องการบอกว่าแท้จริงฉันได้ยินท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อ่านและอธิบายเช่นนี้ ซึ่งในเวลานั้นท่านศาสดาได้อธิบายโองการดังกล่าวว่าด้วยกับประโยคที่ว่า  “الى أَجَل مسمى  หมายถึง “จนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้”

 

 

 

 


 

[๑] (นิซาอฺ / ๒๔)

[๒] (อัล-มุซันนิฟ เล่มที่ ๗ หน้าที่ ๔๙๗-๔๙๘ บาบอัลมุตอะฮฺ เขียนโดย ท่านอับดุรฺรอซาก บิน ฮะมามซันอานีย์ เกิดเมื่อ ๑๓๙๐-๑๓๙๒ ซึ่งหะดีษของท่านมีบันทึกอยู่ในหนังสือ ศิหาห์ทั้งหกเล่ม)

[๓] ( ตับซีรฺฏ็อบรีย์ เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๙)

[๔] (ริวายะฮฺ ที่ ๒ – ๙ จากตับซีรฺฏ็อบรีย์)

[๕] (อะหฺการกุรอาน เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๑๔๗)

[๖] (สุนันบัยหะกีย์ เล่มที่ ๗ หน้าที่ ๒๐๕)

[๗] (ชัรห์นุวีย์ คำอธิบายศ่อฮีย์มุสลิม เล่มที่ ๙ หน้าที่ ๑๗๙)

[๘] (ตับซีรฺกัชชาบซะมัคชะรีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๕๑๙)

[๙] (ตับซีรฺกุรฺฎุบีย์เล่มีท่ ๕ หน้าที่ ๑๓๐)

[๑๐] (ตับซีรฺอิบนุกะษีรฺ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๔๗๔)

[๑๑] (ตับซีรฺซุยูฎีย์ เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๑๔๐-๑๔๑ . ริวายะฮฺของท่านอะฎอ บันทึกไว้ในมุศนัฟ ของท่านอับดุรฺ รอซาก เล่มที่ ๗ หน้าที่ ๔๙๗. บิดายะตุลมุจตะฮิดอิบนุ รุช เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๖๓.)

 

 

 

 

www.alhassanain.com

anti-salafi.com