lasted posts

Popular

hamka13

 

 

 

เปิดสมองวะฮาบี ตอน อิตเราะตีถูกต้องหรือซุนนะตี? 

ตอนที่๓

 

 

 

 

 

สะนัดที่สามของริวายะฮฺ (วะซุนนะตี)

ท่านอิบนิ อับดุล บัรฺริ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัตตัมฮีด[๑๖] ของท่านว่าฮะดีษดังกล่าวได้บันทึกไว้โดยกระแสรายงานดังต่อไปนี้
อับดุรฺ เราะห์มาน บินยะห์ยา จาก อหฺมัด บิน สะอีด จาก มุฮัมมัด บิน อิบรอฮีม อัดดุบีลีย์ จาก อะลี บิน เซด อัล-ฟะรออิฎ จาก อัล-หุนัยนีย์ จาก กะษีรฺ บิน อับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ บิน เอาฟ์ จาก บิดาของเขา จาก ปู่ของเขา

ท่านอิมามชาฟิอีย์ ได้พูดถึง กะษีรฺ บิน อับดุลลอฮฺว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้กล่าวเท็จ[๑๗] อบูดาวูดพูดว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่กล่าวเท็จและโกหกที่สุด[๑๘] อิบนิหับบานพูดว่า อับดุลลอฮฺ บิน กะษีรฺ ได้เขียนตำราฮะดีษโดยบันทึกจากบิดา และปู่ของเขา ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการปลอมแปลงและการอุปโลคขึ้นมา ดังนั้นการเล่าฮะดีษจากหนังสือ หรือจากริวายะฮฺของอับดุลลอฮฺ ถือว่าหะร่าม (ไม่อนุญาต) นอกเสียจากว่าด้วยกับความประหลาดหรือเพื่อการหักล้าง [๑๙]

ท่านนะซาอีย์ และท่านดารุก็อฎนีย์ พูดว่า ฮะดีษของเขาเป็นฮะดีษมัตรูก ท่านอิมามอหฺมัดพูดว่า ฮะดีษของเขาถือว่าเป็นมุนกิรฺ และตัวของเขาเชื่อถือไม่ได้ ท่านอิบนิมุอีนมีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน

แต่หน้าประหลาดใจเกี่ยวกับท่าน อิบนิหะญัรฺ ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัต-ตักรีบ ซึ่งท่านใช้คำว่า ฎ่ออีฟ เท่านั้นและสำหรับผู้ที่กล่าวหาว่าเขา (อับดุลลอฮฺ บิน กะษีรฺ) เป็นคนพูดโกหก ท่านกล่าวหาว่าผู้ที่พูดเช่นนั้นเป็นคนสุดโต่งทางความคิด ขณะที่นักริญาลคนอื่นๆ และนักฮะดีษทั้งหลายก่อนหน้านั้นได้ลงความเห็นว่าเขาเป็นคนโกหก และเป็นนักแต่งฮะดีษ แม้กระทั่งท่านซะหะบีย์ยังพูดว่ เขาเป็นคนมุสาและอ่อนแอมาก (เชื่อถือไม่ได้เลย)

 

 

การรายงานโดยปราศจากสะนัด

 

 

ท่านอิมามมาลิก ได้บันทึกไว้ในหนังสือ มุวัฏเฏาะอ์ ของท่านโดยปราศจากสะนัด เป็นการรายงานแบบมุรฺซัล (ไม่มีศ่อฮาบะฮฺสักคนเป็นผู้รายงาน) ซึ่งทุกคนทราบดีว่าฮะดีษประเภทนี้เป็นฮะดีษที่ไม่มีคุณค่าอันใด[๒๐]

 

 

จากการวิเคราะห์เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าฮะดีษที่กล่าวว่า และซุนนะตี เป็นฮะดีษที่นักรายงานฮะดีษโกหก (รอวีย์) ทั้งหลายที่มีสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับราชวงศ์อะมะวีย์ได้แต่งขึ้นมาโดยมี เจตนาให้ขัดแย้งกับฮะดีษที่ถูกต้องที่กล่าวว่า (วะอิตระตี) ทั้งๆ ที่ในหนังสือศ่อฮีย์มุสลิมได้บันทึกไว้โดยใช้คำว่า อหฺลุ บัยตี ในหนังสือติรฺมีซีย์บันทึกไว้โดยใช้คำว่า อิตระตีวะอหฺลุบัยตี ดังเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ที่ทำการศึกษาทุกท่าน ต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน และเป็นการเหมาะสมแล้วหรือที่ท่านได้นำเอาฮะดีษที่อ่อนแอ (ฎ่ออีฟ) ขึ้นหน้าฮะดีษที่ศ่อฮีย์ (ถูกต้อง)

จุดประสงค์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จากคำว่า อหฺลุบัยตี ทายาทของฉันนั้นหมายถึงใคร ? หมายถึงทายาทชั้นใกล้ชิดพิเศษของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แก่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอิมามอะลี อิมามฮะซัน อิมามฮุซัยนฺ และท่านอิมามอะลี (อ.) ดังที่ท่านมุสลิมได้บันทึกไว้ในศ่อฮีย์ของท่าน[๒๑] และติรฺมีซีย์ได้บันทึกไว้ในสุนันของท่าน[๒๒]โดยรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า

نزلت هذه الآية على النبى (ص) إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِوَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا فى بيت امّ سلمة, فدعا النبى (ص) فاطمة وحسنا و حسينا فجعللهم بكساء و على خلف ظهره فجعلله بكساء ثمّ قال : اللهمّ هولاء اهل بيتي فاذهب عنهم الرجس و طهّرهم تطهيرا. قالت امّ سلمة: وانا معهم يا نبي الله قال: انت على مكانك و انت الى الخير

 

 

 

โองการดังกล่าวถูกประทานลงมาที่บ้านของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เรียกท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ฮะซัน และฮุซัยนฺ ให้เข้าไปอยู่ในอะบา (ผ้าคลุม) โดยให้อะลีนั่งข้างหลังของท่านแล้วคลุม เขาด้วยผ้าคลุมกิซาอฺ หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาคืออหฺลุลบัยตฺของฉัน จงขจัดสิ่งโสมมทั้งหลายให้ออกห่างจากพวกเขา และโปรดทำให้พวกเขาสะอาดอย่างแท้จริง อุมมุสะละมะฮฺได้พูดว่า โอ้รอซูลของอัลลอฮฺอนุญาตให้ฉันอยู่กับพวกเขาไหม (ให้นับฉันว่าเป็นอหฺลุลบัยตฺตามที่โองการได้ประทานลงมา) ท่านศาสดากล่าวว่า เธอจงอยู่ในที่ของเธอ (อย่าเข้ามาในผ้าคลุมเลย) เธออยู่บนหนทางที่ดีแล้ว[๒๓]

 

 

ความเข้าใจเกี่ยวกับฮะดีษษะเก่าะลัยนฺ

 

จากการที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงอหฺลุลบัยตฺไว้เคียงข้างกับอัล-กุรอาน และแนะนำว่าทั้งสองเป็นหุจญัติ (เหตุผล) ของอัลลอฮฺในหมู่ของประชาชนซึ่งสามารถสรุปได้จากคำพูดทั้งสองดังนี้ว่า
๑.คำพูดของอิตรัต (ลูกหลาน) ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นหุจญัติเหมือนกับอัล-กุรอาน ภารกิจที่เกี่ยวกับศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อศรัทธา หรืออหฺกามการปฏิบัติต้องยึดถือคำพูดของพวกเขา และด้วยกับการมีเหตุผลที่มาจากพวกเขา ประชาชนจึงไม่มีสิทธิ์ไปหาเหตุผลจากคนอื่น

มุสลิมภายหลังจากที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้จากไปแม้ว่าในเรื่องปัญหาการเมืองพวกเขาจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มก็ตาม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีเหตุผลของตนเองว่าทำไมพวกเขาจึงยึดถือแตกต่างกัน แต่ในเรื่องของความรู้และวิชาการของอหฺลุลบัยตฺแล้วพวกเขาต้องไม่ขัดแย้งกัน เพราะว่าทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับและเห็นพร้องตรงกันถึงความถูกต้องของฮะดีษษะ ก่อลัยนฺ ซึ่งฮะดีษดังกล่าวได้ย้ำเน้นว่าสถานที่ย้อนกลับของความรู้ทั้งหลักความเชื่อ (อะกีดะฮฺ)และหลักการปฏิบัติ(อหฺกาม) คืออัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺเท่านั้นที่เป็น ฉะนั้นถ้าหากประชาชาติอิสลามได้ปฏิบัติตามฮะดีษดังกล่าว ความขัดแย้งของพวกเขาจะลดน้อยลงทันทีและเอกภาพจะเกิดขึ้นในหมู่ของพวกเขา

 

๒.อัล-กุรอานเป็นพจนารถของพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.)บริสุทธิ์จากความผิดพลาดทั้ง ปวงและมนุษย์ไม่สามารถคิดถึงความผิดพลาดของอัล-กุรอานได้อย่างเด็ดขาดเพราะ พระองค์ทรงตรัสรับรองว่า

لَا يَأْتِيهِ الْبَاطِلُ مِن بَيْنِ يَدَيْهِ وَلَا مِنْ خَلْفِهِ تَنزِيلٌ مِّنْ حَكِيمٍ حَمِيدٍ
ความเท็จจากข้างหน้าและจากข้างหลังจะไม่คืบคลานเข้าไปสู่อัล-กุรอาน เป็นการประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ [๒๔]

 

 

ถ้าอัล-กุรอานบริสุทธิ์จากความผิดพลาด แน่นอนผู้ที่อยู่เสมอภาคกับอัล-กุรอานย่อมบริสุทธิ์จากความผิดพลาดตามไปด้วย เพราะเป็นสิ่งไม่ถูกต้องการให้คนที่มีความผิดพลาดไปอยู่เสมอชั้นกับอัล-กุรอาน
ฉะนั้นฮะดีษดังกล่าวเท่ากับเป็นการยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของพวกเขาจาก สิ่งโสมม และความผิดพลาดทั้งหลาย สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ความจำเป็นร่วมกับนุบูวัต หมายถึงอาจเป็นไปได้ที่คนๆหนึ่งมีความบริสุทธิ์แต่เขาไม่ได้เป็นศาสดา อย่างเช่นท่านหญิงมัรยัม อัล-กุรอานกล่าวว่า

 

 

 

إِنَّ اللّهَ اصْطَفَاكِ وَطَهَّرَكِ وَاصْطَفَاكِ عَلَى نِسَآءِ الْعَالَمِينَ
แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงเลือกเธอและทรงทำให้เธอบริสุทธิ์และได้ทรงเลือกเธอให้ เหนือบรรดาหญิงแห่งประชาชาติทั้งหลาย [๒๕]

 

 

 

 

 

 

www.alhassanain.com

anti-salafi.com