lasted posts

Popular

AAEAAQAAAAAAAANvAAAAJGEwNzUwOWQxLWIzOTktNDE4Yy05MTE5LTlmNWQ0ZmRiNjZhOQ

คำอธิบายฮะดีษ สองคอลีฟะฮ์ โดยนักปราชญ์ซุนนี่

 

คำอธิบายฮะดีษ สองคอลีฟะฮ์ โดยนักปราชญ์ซุนนี่ชื่อ อัลลามะฮ์ อับดุลรออู๊ฟ อัลมุนาวี อัชชาฟิอี เกิด  952  มรณะ 1031 ฮ.ศ.

ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า

(إِنِّي تَارِكٌ فِيكُمْ) بَعْدَ وَفاَتِي (خَلِيفَتَيْنِ )

(ฉัน ได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกเจ้า) หลังจากฉันเสียชีวิตคือ (สอง คอลีฟะฮ์)

زَادَ فِي رِوَايَةِ أَحَدِهِماَ أَكْبَرُ مِنَ الْآخَرِ وَفِيْ رِوَايَةٍ بَدَلَ خَلِيفَتَيْنِ ثَقَلَيْنِ

ในอีกรายงานหนึ่งได้เพิ่มว่า หนึ่งในสองสิ่งนี้ใหญ่กว่าอีกสิ่งหนึ่ง และในอีกรายงานหนึ่งแทนคำ “สองคอลีฟะฮ์” ด้วยคำว่า “ษะเกาะลัยนิ” (คือสองสิ่งหนัก)

سَماَّهُماَ بِهِ لِعَظْمِ شَأْنِهماَ (كِتَابُ اللَّهِ) الْقُرْآنُ

ที่เรียกสองสิ่งด้วยสิ่งนี้ เพราะกิจการของสองสิ่งนี้ มีความสำคัญยิ่ง คำ( กิตาบุลเลาะฮ์) คือ อัลกุรอ่าน

(حَبْلٌ ) أيْ هُوَ حَبْلٌ (مَمْدُودٌ مَا بَيْنَ السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ)

(ฮับลุน) แปลว่า เชือก (ทอดยาวอยู่ระหว่าง ชั้นฟ้า กับ แผ่นดิน)

قِيْلَ أَرَادَ بِهِ عَهْدُهُ وَقِيْلَ السَّبَبُ الْمُوْصِلُ إلَى رِضاَهُ

นักวิชาการบางคนกล่าวว่า ความหมายของเชือกตรงนี้คือ พันธะสัญญาของอัลลอฮ์ และบางคนกล่าวว่าคือ สาเหตุที่นำไปสู่ความพึงพอพระทัยของอัลลอฮ์

(وَعِتْرَتِي ) بِمُثَناَّة فَوْقِيَّة (أَهْلُ بَيْتِي) تَفْصِيْلٌ بَعْدَ إجْماَلٍ بَدَلاً أَوْ بَياَناً

(และ อิตเราะฮ์-ของฉัน) ด้วยการกล่าวซ้ำอีกคำหนึ่งที่สูงกว่าคือ (อะฮ์ลุลบัยต์-ของฉัน) เป็นการบอกแบบละเอียด หลังจากกล่าวแบบสังเขป เป็นการแทนที่คำ หรือเป็นการอธิบายให้ชัดเจน

وَهُمْ أَصْحاَبُ الْكِساَءِ الَّذِيْنَ أذْهَبَ اللهُ عُنْهُمُ الرِّجْسَ وَطَهَّرَهُمْ تَطْهِيْراً

และพวกเขา(อะฮ์ลุบัยต์ของฉัน)คือ อัศฮาบุลกีซา – บรรดาผู้อยู่ใต้ผ้าคลุมกีซา คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงขจัด ”ริจซุน – มลทิน” ออกไปจากพวกเขา และทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์

وَقِيْلَ مَنْ حُرِّمَتْ عَلَيْهِ الزَّكاَةُ

นักวิชการบางคนกล่าวว่า คือ บรรดาผู้ที่ซะกาตเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา

وَرَجَّحَهُ الْقُرْطُبِيُّ يَعْنِي

ท่านอัลกุรตุบี(นักตัฟซีรซุนนี่) ได้ให้น้ำหนักฮะดีษนี้ว่า หมายถึง

إن ائْتَمَرْتُمْ بِأَوَامِرِ كِتاَبِهِ وَانْتَهَيْتُمْ بِنَوَاهِيِّهِ وَاهْتَدَيْتُمْ بِهَدْيِ عِتْرَتِيْ وَاقْتَدَيْتُمْ بِسِيْرَتِهِمْ اهْتَدَيْتُمْ فَلَمْ تُضِلُّوْا

หากพวกท่านปฏิบัติตามคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของคัมภีร์อัลกุรอาน และพวกท่านได้รับการชี้นำด้วยการ “ฮิดายะฮ์” ของอิตเราะฮ์ของฉัน และหากพวกท่านได้ดำเนินตามแนวทางของพวกเขา พวกท่านก็จะได้รับฮิดายะฮ์ แล้วพวกท่านจะไม่หลงทาง

قاَلَ الْقُرْطُبِيّ  وَهَذِهِ الْوَصِيَّةُ وَهَذاَ التَّأْكِيْدُ الْعَظِيْمُ

ท่านอัลกุรตุบี กล่าวว่า นี่คือ คำสั่งเสีย(ของท่านศาสดา) และนี่คือการย้ำเตือนที่สำคัญยิ่ง

يَقْتَضِي وُجُوْبُ اِحْتِرَامِ أَهْلِهِ وَإبْرَارُهِمْ وَتَوْقِيْرُهُمْ وَمَحَبَّتُهُمْ

จึงส่งผลให้ วายิบต้องอิห์ติรอม ครอบครัวของท่านศาสดา ต้องทำดีต่อพวกเขา ต้องยกย่อง และแสดงความรักต่อพวกเขา

وُجُوْبُ الْفُرُوْضِ الْمُؤَكَّدَةِ الَّتِيْ لاَ عُذْرَ لِأَحَدٍ فِي التَّخَلُّفِ عَنْهاَ

และเป็นฟัรฎู มุอักกะด๊ะฮ์  ที่ไม่มีข้อแก้ตัว สำหรับบุคคลใด ในการหันหลังให้กับวะซียะฮ์นี้

هَذاَ مَعَ ماَ عُلِمَ مِنْ خُصُوْصِيَّتِهِمْ بِالنَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَعَلَى آلِهِ وَسَلَّمَ وَبِأَنَّهُمْ جُزْءٌ مِنْهُ

ทั้งนี้ เมื่อรู้ว่า พวกเขา(อะฮ์ลุลบัยต์นบี) มีความพิเศษกับท่านนบี(ศ) และพวกเขาคือ ส่วนหนึ่งที่มาจากท่าน(ศ)

فَإِنَّهُمْ أُصُوْلُهُ الَّتِي نَشَأَ عَنْهاَ وَفُرُوْعُهُ الَّتِي نَشَأَوا عَنْهُ كَماَ قاَلَ :  فاَطِمَةُ بَضْعَةٌ مِنِّي

เพราะ อะฮ์ลุลบัยต์ คือ(อุซูล)รากของท่านนบี ที่เติบโตมาจากรากนั้น  และคือ(ฟูรู๊อ์)กิ่งก้าน ที่พวกเขาแตกออกมาจากท่าน ดังที่ท่านนบีกล่าวว่า ฟาติมะฮ์คือ เลือดก้อนหนึ่งที่มาจากฉัน

وَمَعَ ذَلِكَ فَقاَبَلَ بَنُو أُمَيَّة عَظِيْمَ هَذِهِ الْحُقُوْقِ بِالْمُخاَلَفَةِ وَالْعُقُوْقِ

พร้อมกันนั้น พวกอุมัยยะฮ์ได้ตอบสนองอย่างมหันต์กับสิทธิเหล่านี้ ด้วยพฤติกรรมที่ตรงกันข้าม และแสดงความอกตัญญู

فَسَفَكُوْا مِنْ أَهْلِ الْبَيْتِ دِماَءَهُمْ وَسَبَوْا نِساَءَهُمْ

พวกอุมัยยะฮ์ ได้หลั่งเลือดอะฮ์ลุลบัยต์นบีส่วนหนึ่ง และพวกเขาได้จับสตรีอะฮ์ลุลบัยต์เป็นทาส

وَأَسَرُوْا صِغاَرَهُمْ وَخَرَّبُوْا دِياَرَهُمْ

พวกอุมัยยะฮ์ ได้จับบรรดาเด็กของอะฮ์ลุลบัยต์เป็นเชลย และพวกเขาได้ทำลายบ้านเรือนของพวกเขา

وَجَحَدُوْا شَرَفَهُمْ وَفَضْلَهُمْ وَاسْتَباَحُوْا سُبَّهُمْ وَلَعْنَهُمْ

พวกอุมัยยะฮ์ ได้ปฏิเสธ เกียรติยศและความประเสริฐของพวกเขา(อะฮ์ลุลบัยต์นบี) และพวกอุมัยยะฮ์ ได้อนุญาติให้ ทำการด่าทอ สาปแช่ง พวกเขา(อะฮ์ลุลบัยต์นบี)

فَخاَلَفُوْا الْمُصْطَفَى صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَ سَلَّمَ فِيْ وَصِيَّتِهِ

ดังนั้นถือว่า พวกอุมัยยะฮ์ ได้ฝ่าฝืนต่อท่านศาสดาอัลมุศตอฟา(ศ)ในเรื่องคำสั่งเสียของท่าน

وَقَابَلُوْهُ بِنَقِيْضِ مَقْصُوْدِهِ وَأَمْنِيَّتِهِ

พวกอุมัยยะฮ์ ได้ตอบสนองท่านนบี(ศ) ด้วยสิ่งตรงกันข้ามกับจุดประสงค์และความหวังของท่าน(ศ)

فَوَا خَجَلَهُمْ إِذاَ وَقَفُوْا بَيْنَ يَدَيْهِ وَياَ فَضِيْحَتَهُمْ يَوْمَ يُعْرَضُوْنَ عَلَيْهِ

ช่างน่าอายยิ่งนัก เมื่อพวกอุมัยยะฮ์ต้องยืนอยู่ต่อหน้าท่านศาสดา(ศ) โอ้พวกที่ต้องถูกประจาน ในวันกิยามะฮ์

(وَإِنَّهُمَا ) أَيْ وَالْحاَلُ أَنَّهُماَ وَفِيْ رِوَايَةٍ أَنَّ الْلَطِيْفَ أَخْبَرَنِيْ أَنَّهُماَ

คำ ( และมันทั้งสอง ) หมายถึง สภาพของ-ของสองสิ่งนี้ และอีกรายงานหนึ่งเล่าว่า อัลละฏีฟ(หมายถึงอัลลอฮ์) ทรงแจ้งข่าวกับฉัน(นบี)ว่า ทั้งสองสิ่ง(คืออัลกุรอ่านกับอิตเราะฮ์นบี)

(لَنْ يَتَفَرَّقَا) أَيْ الْكِتاَبُ وَالْعِتْرَةُ أَيْ يَسْتَمِرَّا مُتَلاَزِمَيْنِ

คำ ( ทั้งสองจะไม่แยกจากกันเด็ดขาด) หมายถึง อัลกุรอ่าน กับ อิตเราะฮ์นบี คือ ทั้งสอง จะอยู่เคียงคู่กัน ไปตลอด

(حَتَّى يَرِدَا عَلَيَّ الْحَوْضَ) أَيْ الْكَوْثَرُ يَوْمَ الْقِياَمَةِ

คำ (จนกระทั่งทั้งสองสิ่งนี้จะกลับมายังฉันที่สระน้ำ) หมายถึง สระเกาษัร ในวันกิยามะฮ์

زَادَ فِيْ رِوَايَةٍ كَهاَتَيْنِ وَأَشاَرَ بِأَصْبَعَيِهِ

ในรายงานอีกบทหนึ่งได้เพิ่มคำ เช่นสองอันนี้ และท่านนบี(ศ)ได้ชี้ไปที่นิ้วของท่านสองนิ้ว

وَفِي هَذاَ مَعَ قَوْلِهِ أَوَّلاً إِنِّي تاَرِكٌ فِيْكُمْ تَلْوِيْحٌ بَلْ تَصْرِيْحٌ بِأَنَّهُماَ كَتَوْأَمَيْنِ خَلَّفَهُماَ وَوَصَّى أُمَّتَهُ بِحُسْنِ مُعاَمَلَتِهِماَ

ในฮะดีษนี้ กับคำพูดของท่านนบี(ศ)วรรคแรกที่ท่านกล่าวว่า “ ฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่าน “ มันคือ การเปรียบเทียบ ยิ่งกว่านั้นมันคือ การประกาศชัดว่า ทั้งสองสิ่ง เปรียบเสมือน คู่แฝด ที่ท่านได้มอบสองสิ่งนี้ไว้ให้ และท่านได้สั่งเสียประชาชาติของท่านว่า จงปฏิบัติด้วยดีกับสองสิ่งนี้

وَإِيْثاَرُ حَقِّهِماَ عَلَى أَنْفُسِهِماَ وَ اِسْتِمْساَكُ بِهِماَ فِي الدِّيْنِ

และจงมอบสิทธิของทั้งสอง บนตัวของสองสิ่งนั้น(อัลกุรอ่านและอิตเราะตี) และจงยึดสองสิ่งนั้นในเรื่องศาสนา

أَماَّ الْكِتاَبُ فَلِأَنَّهُ مَعْدِنُ الْعُلُوْمِ الدِّيْنِيَّةِ وَالْأَسْرَارُ وَالْحُكْمُ الشَّرْعِيَّةُ وَكُنُوُزُ الْحَقاَئِقِ وَخَفاَياَ الدَّقاَئِقَ

ส่วน อัลกุรอ่าน คือ แหล่งรวมศาสตร์แห่งศาสนา เรื่องลี้ลับต่างๆ  ฮุก่มบทบัญญัติ  ขุมคลังความจริง และเรื่องเร้นลับ ลึกซึ้งต่างๆ

وَأَماَّ الْعِتْرَةُ فَلِأَنَّ الْعُنْصُرَ إِذاَ طاَبَ أَعاَنَ عَلَى فَهْمِ الدِّيْنِ

ส่วน อิตเราะฮ์นบี คือ อุนซุร(แก่นหรือรากเหง้า) เมื่ออุนซูร-ดี ก็ย่อมให้ความช่วยเหลือต่อความเข้าใจในเรื่องศาสนา

فَطَيِّبُ الْعُنْصُرِ يُؤَدِّي إِلَى حُسْنِ الْأَخْلاَقِ وَمَحاَسِنِهاَ

ดังนั้นอุนซุร ดี ย่อมส่งผลทำให้อัคล๊าก ดีงามไปด้วย

تُؤَدِّيْ إِلَى صَفاَءِ الْقَلْبِ وَنَزَاهَتُهُ وَطَهاَرَتُهُ

มันยังส่งผลทำให้ จิตใจบริสุทธิ์ ผ่องแผ่ว และใสสะอาด

تَنْبِيْهٌ :  قاَلَ الشَّرِيْفُ : هَذَا الْخَبَرُ يَفْهَمُ وُجُوْدَ مَن يَكُوْنُ أَهْلاً لِلتَّمَسُّكِ بِهِ مِنْ أَهْلِ الْبَيْتِ وَالْعِتْرَةِ الطاَّهِرَةِ فِيْ كُلِّ زَمَنٍ إِلَى قِياَمِ السَّاعَةِ

หมายเหตุ – ท่านชารีฟ(นักปราชญ์ซุนนี่) กล่าวว่า ฮะดีษบทนี้ สร้างเข้าใจว่า มีผู้ที่คู่ควรแก่การยึดถือกับมัน อันมาจากอะฮ์ลุลบัยต์นบี และเป็น อิตเราะฮ์ ผู้บริสุทธิ์ ในทุกยุคทุกคสมัย ตราบจนถึงวันกิยามะฮ์

حَتَّى يَتَوَجَّهُ الْحَثُّ الْمَذْكُوْرُ إِلَى التَّمَسُّكِ بِهِ كَماَ أَنَّ الْكِتاَبَ كَذَلِكَ

เพื่อมุ่งส่งเสริมดังกล่าว ให้ยึดมั่นต่ออะฮ์ลุลบัยต์นบี เหมือนที่ให้ยืดมั่นต่ออัลกุรอ่านเช่นกัน

فَلِذَلِكَ كاَنُوْا أَماَناً لِأَهْلِ الْأَرْضِ فَإِذاَ ذَهَبُوْا ذَهَبَ أَهْلُ اْلأَرْضِ

ดังนั้นด้วยเหตุที่ว่า อะฮ์ลุลบัยต์นบี คือหลักค้ำประกันของชาวโลก ดังนั้นเมื่อพวกเขาจากไป ชาวโลกก็จะจากไปด้วย

( حم طب عَن زَيْدِ بْنِ ثاَبِتٍ ) قاَلَ الْهَيْثَمِيُّ : رِجاَلُهُ مُوَثَّقُوْنَ وَرَوَاهُ أَيْضاً أَبُو يَعْلَى بِسَنَدٍ لاَ بَأْسَ بِهِ

มันเป็น (รายงานจาก เซด บิน ษาบิต) อัลฮัยษะมี กล่าวว่า บรรดาผู้เล่าฮะดีษนี้ ได้รับความเชื่อถือ  เช่นเดียวกัน ท่านอบูยะอ์ลาได้รายงานฮะดีษนี้ไว้ ด้วยสายรายงานที่ไม่เป็นไร (คือเชื่อได้)

وَالْحاَفِظُ عَبْدُ الْعَزِيْزِ بْنِ الْأَخْضَرِ وَزَادَ أَنَّهُ قاَلَ فِي حَجَّةِ اْلوَدَاعِ وَوَهَمَ مَنْ زَعَمَ وَضْعَهُ كاَبْنِ الْجَوْزِيّ

ท่านฮาฟิซ อับดุลอะซีซ บินอัลอัคฎ็อร ได้กล่าวเพิ่มว่า ท่านนบี(ศ)ยังได้กล่าวไว้ในฮัจญะตุลวะดาอ์ และเป็นการเดาผู้ที่อ้างว่า ฮะดีษนี้ถูกกุขึ้นมา เช่น อิบนุลเญาซี

قاَلَ السَّمْهُوْدِيُّ : وَفِي الْباَبِ ماَ يَزِيْدُ عَلَى عِشْرِيْنَ مِنَ الصَّحاَبَةِ

ท่านซัมฮูดีย์ กล่าวว่า ในเรื่องนี้ได้มีผู้รายงานไว้ 20 คน จากบรรดาซอฮาบะฮ์

หนังสือ ฟัยฎุลเกาะดีร ชัรฮุล ญามิอิซ ซอฆีร ของอัลลามะฮ์ อัลมุนาวี  เล่ม 3 : 14 – 15 ฮะดีษที่ 263