ตะวัซซุลเป็นชีริก จริงหรือ ?

 

12063713_781843461962302_4544442997708350011_n

 

 

ในโพสต์นี้ เราขอนำเสนอคำตอบจาก สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนนทบุรี ซึ่ง อาจารย์อับดุลฮากีม วันแอเลาะ ได้เขียนไว้ในบทความหัวข้อ “สวนกระแสวะฮ์ฮาบีย์ การส่งเสริมให้ตะวัซซุลต่อท่านศาสดา ศ้อลฯ ในการขอดุอา” ดังนี้
ส่วนหนึ่งจากความหมายที่สร้างความเสียหายต่อความเข้าใจในอิสลามยุคปัจจุบันนี้ คือ ความหมายของคำว่า “ตะวัซซุล ( اَلتَّوَسُّلُ )” จึงจำเป็นที่เราต้องกลับไปดูความหมายของตะวัซซุล ทั้งในทางภาษาและทางศาสนา ก่อนที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับการตะวัซซุลต่อท่านศาสดา ศ้อลฯ

ความหมายของวะซีละฮ์ ตามภาษาและศาสนา

อัล-วะ ซีละฮ์ ตามภาษาหมายถึง ฐานะ ณ กษัตริย์ , ระดับ , ความใกล้ชิด ซึ่งความหมายตามหลักศาสนา ก็มิได้แตกต่างกับความหมายในทางภาษา หลักในการดำเนินชีวิตของมุสลิม คือ การแสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ เพื่อความพอพระทัย และกุศลผลบุญ ส่วนหนึ่งแห่งพระเมตตาของพระองค์ ก็คือ การที่พระองค์กำหนดให้เราทำการสักการะ เป็นการเปิดประตูให้เราได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด มุสลิมต่างแสวงหาความใกล้ชิดด้วยวิธีการต่างๆ ตามที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ เช่น เมื่อมุสลิมละหมาด นั่นคือได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด โดยอาศัยการละหมาด หมายถึงใช้การละหมาดเป็นสื่อ อัลกุรอานระบุให้เราแสวงหา “ความใกล้ชิด” ต่ออัลลอฮ์

พระองค์ตรัสถึงคำว่า “วะซีละฮ์” ไว้ในพระคัมภีร์อัลกุรอาน 2 แห่ง

แห่งแรก ใช้ให้เราตะวัซซุล โดยพระองค์ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اتَّقُواْ اللَّهَ وَابْتَغُواْ إِلَيْهِ الْوَسِيلَةَ . (اَلْمَائِدَة ٣٥)
“ดูก่อน ผู้มีศรัทธาทั้งหลาย ท่านจงยำเกรงอัลลอฮ์ และจงแสวงหาซึ่งวะซีละฮ์ (ความใกล้ชิด) ต่อพระองค์” อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 35

แห่งที่สอง อัลลอฮ์ทรงยกย่องผู้ที่ทำการตะวัซซุลในการขอดุอาอ์ โดยพระองค์ตรัสว่า

أُوْلَئِكَ الَّذِينَ يَدْعُونَ يَبْتَغُونَ إِلَى رَبِّهِمُ الْوَسِيلَةَ أَيُّهُمْ أَقْرَبُ وَيَرْجُونَ رَحْمَتَهُ وَيَخَافُونَ عَذَابَهُ إِنَّ عَذَابَ رَبِّكَ كَانَ مَحْذُورًا
“บรรดาผู้ที่วอนขอเหล่านั้น ต่างแสวงหาวะซีละฮ์ (ความใกล้ชิดโดยการใช้สื่อ) ต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา กลุ่มใดเล่าที่ใกล้ชิดมากกว่ากัน พวกเขามุ่งหวังในพระเมตตา และกลัวการลงโทษของพระองค์ แท้จริงการลงโทษแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ต้องระวัง”
อัลอิสรออ์ โองการที่ 57

มัส ฮับทั้งสี่ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า อนุญาตให้ตะวัซซุลต่อศาสดา ศ้อลฯ โดยถือเป็นสุนัตและโดยไม่แยกว่า จะในขณะที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่กรรมแล้ว นอก จากอิบนุตัยมียะฮ์ที่มีความเห็นต่างออกไป โดยแยกระหว่างการตะวัซซุลต่อท่านนะบี ศ้อลฯ ในช่วงที่มีชีวิตอยู่และถึงแก่กรรมแล้ว และความเห็นต่างของท่าน ไม่อาจพิจารณาได้ เราขอเรียกร้องต่อประชาชาติอิสลาม ให้ยึดมั่นอยู่ในความเห็นอันสอดคล้องของบรรดาผู้นำทางวิชาการ โดยไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำอีก และเกี่ยวกับคำถามในพระคำของพระผู้เป็นเจ้าที่ว่า

وَلَوْ أَنَّهُمْ إِذ ظَّلَمُواْ أَنْفُسَهُمْ جَاؤُوكَ فَاسْتَغْفَرُوا اللَّهَ
وَاسْتَغْفَرَ لَهُمُ الرَّسُولُ لَوَجَدُوا اللَّهَ تَوَّابًا رَّحِيمًا ( اَلنِّسَاء ٦٤ )
“และหากบรรดาผู้อธรรมต่อตนเองได้มาหาเจ้า โดยพวกเขาขออภัยต่ออัลลอฮ์ และศาสนทูตขออภัยแก่พวกเขา พวกเขาจะพบว่า อัลลอฮ์นั้น ทรงรับการขออภัย และทรงเมตตายิ่ง”
อันนิซาอ์ โองการที่ 64

โองการดังกล่าว ยังมีผลใช้บังคับ หรือยุติลงด้วยการถึงแก่กรรมของพระศาสดา ศ้อลฯ ? เราได้นำทัศนะของผู้นำทั้งสี่ ซึ่งระบุถึงการส่งเสริมให้ตะวัซซุลต่อท่านศาสดา ศ้อลฯ และการขออภัยของพระองค์ มาแสดงแล้ว ช่วงต่อไป เราขอนำหลักฐานจากอัลกุรอาน และซุนนะฮ์ อันเป็นที่ปรับแห่งความเห็นอันสอดคล้องของมัสฮับทั้งสี่ ดังนี้

1. หลักฐานจากอัลกุรอาน.-

١- يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اتَّقُواْ اللَّهَ وَابْتَغُواْ إِلَيْهِ الْوَسِيلَةَ
٢ – أُوْلَئِكَ الَّذِينَ يَدْعُونَ يَبْتَغُونَ إِلَى رَبِّهِمُ الْوَسِيلَةَ أَيُّهُمْ أَقْرَبُ وَيَرْجُونَ رَحْمَتَهُ وَيَخَافُونَ عَذَابَهُ إِنَّ عَذَابَ رَبِّكَ كَانَ مَحْذُورًا
٣ – وَلَوْ أَنَّهُمْ إِذ ظَّلَمُواْ أَنْفُسَهُمْ جَاؤُوكَ فَاسْتَغْفَرُوا اللَّهَ وَاسْتَغْفَرَ لَهُمُ الرَّسُولُ لَوَجَدُوا اللَّهَ تَوَّابًا رَّحِيمًا

1. “ดูก่อน ผู้มีศรัทธาทั้งหลาย ท่านจงยำเกรงอัลลอฮ์ และจงแสวงหาซึ่งวะซีละฮ์ (ความใกล้ชิดโดยการใช้สื่อ) ต่อพระองค์”

2. “บรรดาผู้ที่วอนขอเหล่านั้น ต่างแสวงหาวะซีละฮ์ (ความใกล้ชิดโดยการใช้สื่อ) ต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา กลุ่มใดเล่าที่ใกล้ชิดมากกว่ากัน พวกเขามุ่งหวังในพระเมตตา และกลัวการลงโทษของพระองค์ แท้จริงการลงโทษแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ต้องระวัง”

3. “และหากบรรดาผู้อธรรมต่อตนเองได้มาหาเจ้า โดยพวกเขาขออภัยต่ออัลลอฮ์ และศาสนทูตขออภัยแก่พวกเขา พวกเขาจะพบว่า อัลลอฮ์นั้น ทรงรับการขออภัย และทรงเมตตายิ่ง”

โองการที่ 1 ใช้ให้หมู่มวลผู้ศรัทธา แสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ด้วยการทำความดีในหลากหลายประการ และใช้ให้ตะวัซซุลต่อท่านศาสดา ศ้อลฯ ในบทขอพร ซึ่งจะได้นำหลักฐานจากซุนนะฮ์มาแสดงในลำดับถัดไป สิ่งดังกล่าวไม่มีการจำกัดความหมาย แต่เป็นข้อความที่มีความหมายกว้าง ครอบคลุมการแสงหาความใกล้ชิดที่อัลเลาะห์ทรงพอพระทัย การขอดุอาอ์เป็นอิบาดะฮ์อย่างหนึ่ง อัลลอฮ์จะทรงรับตราบใดที่มิได้เป็นการขอดุอาอ์ที่นำไปสู่การตัดสัมพันธ์ใน หมู่เครือญาติ หรือขอในสิ่งที่เป็นบาป หรือเป็นสำนวนการขอดุอาอ์ที่ขัดกับหลักความเชื่อ หรือหลักพื้นฐานของอิสลาม

โองการที่ 2 อัลลอฮ์ทรงยกย่องหมู่มวลผู้ศรัทธา ที่ตอบรับการเชิญชวนของพระองค์ และแสวงหาความใกล้ชิด โดยการใช้สื่อแห่งความดีในการขอดุอา ตามที่จะอธิบายถึงวิธีการตะวัซซุลในการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ ซึ่งมีหลักฐานจากซุนนะฮ์

โองการที่ 3 เป็นที่ชัดเจนว่า อัลลอฮ์ทรงเรียกร้องให้หมู่มวลผู้ศรัทธาอ้างท่านศาสดา ศ้อลฯ เป็นสื่อในการขออภัยต่ออัลลอฮ์ วิธีการดังกล่าวเป็นที่หวังได้อย่างแน่นอนว่า อัลลอฮ์จะทรงรับการขออภัย และโองการนี้ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่

2. หลักฐานจากซุนนะฮ์.-

عَنْ عُثْمَانَ بْنِ حَنِيْفٍ أَنَّ رَجُلاً ضَرِيْرَ الْبَصَرِ أَتَى النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ أُدْعُ اللهَ أَنْ يُعَافِيَنِيْ قَالَ إِنْ شِئْتَ دَعَوْتَ وَ إِنْ شِئْتَ صَبَرْتَ فَهُوَ خَيْرٌ لَكَ قَالَ أُدْعُهُ قَالَ فَأَمَرَهُ أَنْ يَتَوَضَّأَ فَيُحْسِنُ وُضُوْءَهُ وَيَدْعُوْ بِهـذَا الدَّعَاءِ : اَللّـهُمَّ إِنِّيْ أَسْأَلُكَ وَأَتَوَجَّهُ اِلَيْكَ بِنَبِيِّكَ مُحَمَّدٍ نَبِيِّ الرَّحْمَةِ يَا مُحَمَّدُ إِنِّيْ تَوَجَّهْتُ بِكَ اِلَى رَبِّيْ فِيْ حَاجَتِيْ هـذِهِ لِتَقْضِيَ لِيْ اَللّـهُمَّ فَشَفِّعْهُ فِيَّ . أَخْرَجَهُ أَحْمَدُ وَالتِّرْمِذِيُّ وَقَالَ هَـذَا حَدِيْثٌ حَسَنٌ صَحِيْحٌ وَرَوَاهُ غَيْرُهُمَا

1 – “รายงานจากอุสมานบุตรฮะนีฟ ดังนี้ ชายตาบอดท่านหนึ่งได้มาหาท่านศาสดา ศ้อลฯ เขาพูดว่า โปรดขอต่ออัลลอฮ์ให้ข้าพเจ้าหายด้วยเถิด พระองค์ตอบว่าหากท่านต้องการก็จงขอ และหากไม่ต้องการ ก็จงอดทน ซึ่งจะเป็นการดีสำหรับท่าน เขากล่าวว่า โปรดขอให้ด้วยเถิด พระองค์จึงใช้ให้เขาอาบน้ำละหมาด ซึ่งเขาก็อาบน้ำละหมาดเป็นอย่างดี และเขาขอโดยใช้ดุอาบทนี้ “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ใคร่ขอต่อพระองค์ และขอมุ่งสู่พระองค์ โดยอาศัยศาสดาของพระองค์ท่าน คือศาสดามูฮัมมัด ผู้เป็นศาสดาแห่งความเมตตา ข้าแต่มูฮัมมัด ข้าพเจ้าขออาศัยท่านมุ่งสู่พระผู้อภิบาลของข้าพเจ้า ในความต้องการของข้าพเจ้า เพื่อท่านโปรดบำบัดให้แก่ข้าพเจ้า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ความช่วยเหลือท่านในส่วนที่เกี่ยวกับข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ท่านอะห์หมัดและติรมิซีย์ เป็นผู้นำเสนอ ฮะดีษนี้เป็นฮะดีษหะซันและซอเฮียะห์และท่านอื่นก็ได้รายงานไว้เช่นเดียวกัน

ท่านฮาเก็มและติรมิซีย์ ถือว่าเป็นฮะดีษซอเฮียะห์ และไม่มีผู้ใดตัดสินว่าเป็นฮะดีษฎออีฟจวบจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเข้มงวด เช่นท่านแช็คอัลบานีย์ ก็ตัดสินว่าเป็นฮะดีษซอเฮียะห์ และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ทั้งในสายรายงานและตัวบทฮะดีษ ฮะดีษบทนี้เป็นหลักฐานที่สุนัตให้ขอพรในรูปแบบนี้ ตามที่ท่านศาสดา ศ้อลฯ ทรงสอนอัครสาวกของพระองค์ โดยอัลลอฮ์ทรงแสดงให้เห็นมัวะอ์ญิซะฮ์ของพระศาสดา ศ้อลฯ ด้วยการตอบรับการขอดุอาอ์ของชายตาบอด ณ สถานที่ดังกล่าว และในความเป็นจริง เราไม่ต้องการพูดถึงเรื่องราวของฮะดีษบทนี้ ที่ต่อมาเกิดขึ้นในสมัยของมุอาวิยะฮ์ บุตรอะบีซุฟยาน แต่เพื่อแสดงเป็นหลักฐานที่ อนุญาตให้ขอดุอาอ์ในรูปแบบนี้ภายหลังจากที่พระศาสดา ศ้อลฯ ถึงแก่กรรมแล้ว

ตอนที่ท่านศาสดา ศ้อลฯ สอนการขอดุอาให้แก่อัครสาวกของพระองค์ในรูปแบบนี้ และรายงานมาด้วยสายรายงานที่ซอเฮียะฮ์ ย่อมแสดงถึงการมีสุนัตให้ขอดุอาด้วยการตะวัซซุลได้ในทุกช่วงเวลาไปจนกว่า บุคคลและโลกนี้จะถึงกาลปาวสาน และไม่มีหลักฐานมาจำกัดการขอดุอาอ์ของซอฮาบะฮ์ดังกล่าว และหลักฐานนี้ก็มิได้จำกัดใช้เฉพาะเวลาที่ศาสดาศ้อลฯยังมีชีวิตอยู่ หลักเดิมของบทบัญญัติย่อมใช้ได้ทั่วไปและครอบคลุม จนกว่าจะมีหลักฐานอื่นมาจำกัดความหมาย และทั้งหลายทั้งมวลนี้ท่านเชากานีย์กล่าวว่า “นัยยะแห่งฮะดีษเป็นหลักฐานที่อนุญาตให้ตะวัซซุลต่ออัลลอฮ์โดยอ้างศาสนทูต แห่งอัลลอฮ์ ศ้อลฯ โดยยึดมั่นว่าผู้บันดาลที่แท้จริงคืออัลลอฮ์ พระองค์เป็นทั้งผู้ให้ผู้ยับยั้งตามที่ทรงประสงค์ สิ่งใดที่ไม่ประสงค์สิ่งนั้นจะไม่อุบัติขึ้น” และจากการที่ความหมายเดิมมิได้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปในยุคนั้น เราจึงจำเป็นต้องบอกเล่าเรื่องราวของฮะดีษบทนี้ ที่ระบุว่าอัครสาวกผู้ประเสริฐท่านนั้น ได้แนะนำให้ผู้ที่มีความจำเป็นทำการขอดุอาบทนี้ภายหลังที่ท่านศาสดา ศ้อลฯ ถึงแก่กรรรมแล้ว

สรุป
1.นี่คือบทความที่อะฮลิซุนนะฮเขียน ไม่ใช่ชีอะฮ
2 การควบตีชีอะฮ เรื่องตะวัซซุล เท่ากับ ตีซุนนีย์ในทางอ้อม
3 หลักฐานการตะวัซซุล มีอยู่ในอัลกุรอ่าน และ ฮาดิษ
4 มีหลักฐานที่ชัดเจน ต่อการตะวัซซุลกับผู้ที่ลิกออุลลอฮ หรือ จากโลกนี้ไปแล้ว
5 พลพรรคกำลังหลอกมุสลิม และโกหกใส่ชีอะฮ

อ้างอิง http://goo.gl/3wVFuo

‪#‎โปรดเปิดตาของท่านเพื่อสันติสุขของโลก‬