lasted posts

Popular

ความตาย

14
อุทิศส่วนกุศล
คือ
ความเมตตาหนึ่งจากพระผู้อภิบาล
ทำบุญ สี่สิบวันเป็นบิดอะฮ์ จริงหรือ????
كُلُّ نَفْسٍ ذَائِقَةُ الْمَوْتِ
แต่ละชีวิตนั้น จะได้ลิ้มรสแห่งความตาย

     สิ่งแรกก่อนที่เราจะเข้าสู่ในเนื้อหาว่าด้วยการทำบุญสี่สิบวัน นั้น เราจะมาทำความเข้าใจในฮะดิษบทหนึ่งที่ท่านศาสดา(ซล) กล่าวว่า ถ้า ดุนยานี้ ในทัศนะของพระเจ้านั้นมันมีค่าเท่ากับปีกของแมลงวันหรือแมลงหวี่แล้วไซร้ แน่นอนอัลลอฮ์(ซบ)จะไม่ทรงให้กาเฟรได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียวในโลกนี้

     แต่เนื่องจากดุนยาไม่มีค่า แม้เพียงเท่ากับปีกของแมลงวันหรือแมลงหวี่ในทัศนะขององค์อัลลอฮฺ(ซบ) ด้วยเหตุนี้ คนกาเฟร คนชั่ว จึงได้รับสิ่งต่างๆในดุนยาอย่างมากมาย

     ดังนั้นเมื่อเราเห็นมนุษย์ในโลกนี้ดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย มีทุกสิ่งทุกอย่างในความสะดวกสบายตามสิ่งที่เขาต้องการ อัลลอฮ์(ซบ) ก็จะทรงให้เขาได้ลิ้มรสกับสิ่งนี้เหล่านี้เพราะโลกนี้มันไม่มีค่าใดๆสำหรับพระองค์ ดังนั้นการที่มนุษย์คนหนึ่งคนใดร่ำรวยอย่างมหาศาล มีเงินทองก่ายกองอย่างมากมาย มีทรัพย์สมบัติอย่างมากมาย มีทั้งความสุขสบายและความสุขในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่นั่น ก็ไม่ได้หมายความว่าอัลลอฮ์(ซบ)ทรงรักมนุษย์คนนั้น!!!!

ในด้านตรงกันข้ามก็เช่นกัน มันไม่ได้หมายความว่า คนที่ยากจน คนที่ค้นแค้น คนที่ดำเนินชีวิตอย่างยากลำบาก คนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำนั้น จะเป็นคนที่อัลลอฮ์(ซบ) ไม่รัก จะเป็นคนที่อัลลอฮ์(ซบ)ไม่ต้องการ จะเป็นคนที่อัลลอฮ์ไม่ยอมรับเขา ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้หาใช่ว่าเป็นสัจธรรมอันใดในอิสลาม เพราะในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง และพระองค์อัลลอฮ์(ซบ)ทรงเป็นผู้ตรัสเอง ในที่นี้เราต้องสร้างทัศนะคติที่ถูกต้องและสมบูรณ์เสียก่อนในเบื้องต้นว่า เรามีชีวิตในโลกนี้เพื่ออะไร? เพื่อสิ่งใด? เกิดมาทำไม? ซึ่งอัลลอฮ์(ซบ) ได้ตัดบทตั้งแต่แรกแล้วว่า

     อย่าเข้าใจผิดว่า ในการใช้ชีวิตบนโลกดุนยานี้ อย่าได้คิดว่า เมื่อขออะไรแล้วได้นั้น แสดงว่าฉันรัก อย่าคิดว่าเมื่อขออะไรแล้วมันไม่ได้ แสดงว่าฉันเกลียด แต่อัลลอฮ์(ซบ) ตรัสว่าไม่ใช่ (กัลลา) ฟาอัมมัล อินซา อิซา …

     มนุษย์ส่วนหนึ่งเมื่ออัลลอฮ์ ทำให้เขามีเกียรติ (สมมุติ ได้เป็นอิมามมัสยิด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส.ส) หรือให้เขาได้รับเนียอฺมัต ต่างๆ อยากมีรถ ก็ได้รถ อยากได้ภรรยาสวย ก็ได้ภรรยาที่สวย เขาจะกล่าวในทันที่ว่า อัลลอฮ์ทรงรักฉัน แต่เมื่อพระองค์ต้องการจะทดสอบเขา ด้วยการกำหนด และควบคุม จำกัดริซกีของเขา เขาก็จะกล่าวว่า อัลลอฮ์(ซบ) ไม่ทรงรักฉันแล้ว อัลลอฮ์(ซบ) ทรงเกลียดฉันแล้ว และมนุษย์จะมีความคิดเช่นนี้อยู่เสมอ แต่ทว่าอัลลอฮ์(ซบ) กล่าวว่า มันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ความสุขบนโลกนี้ ความสบายในโลกนี้ ความทุกข์ในโลกนี้นั้น มันไม่ใช่ตัวชี้วัด มันไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ ว่าอัลลอฮ์(ซบ) ทรงรัก หรืออัลลอฮ์(ซบ) ทรงเกลียด มันไม่ใช่มาตรวัดอย่างที่เราคิด

ดุนยาเป็นคุกสำหรับผู้ศรัทธา
     ทำไมมันไม่ใช่มาตรวัด? เพราะมนุษย์มิได้ถูกส่งลงมาเพื่อสิ่งเหล่านี้ มนุษย์มิได้ถูกส่งลงมาเพื่อหาความสุขในโลกดุนยานี้ แต่ในมุมมองที่ตรงกันข้ามนั้น ซึ่งจริงๆแล้วผู้ที่จะประสบความสำเร็จในโลกนี้นั้น เขาจะต้องอยู่ในโลกนี้อย่างยากลำบาก เราส่วนมากเคยได้ยิน ฮะดิษ บทหนึ่งที่ ว่า
อัดดุนยา ซิญนุนลิลมุอฺมิน (ดุนยาในโลกนี้เสมือนคุกสำหรับผู้ศรัทธา) วะ ญันนาตุล ลิลกาเฟร (และเป็นสวรรค์สำหรับคนกาเฟร สำหรับผู้ปฏิเสธ)

     แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นนรก แต่กลับบอกว่าเป็นคุกสำหรับผู้ศรัทธา อะไรคือนัยยะของฮะดิษดังกล่าว ว่าโลกดุนยาเสมือนคุกสำหรับผู้ศรัทธา? ซึ่งจริงๆแล้วในคุก ก็มีอาหาร มีเครื่องดื่มให้ดื่มกิน แต่ทว่า ในสภาพนั้น มันไม่มีอิสรเสรี และนี่คือหนึ่งในความหมายของคำว่าคุกในโลกนี้

     กล่าวคือไม่มีอิสรภาพ จะเลือกปฏิบัติเกินขอบเขตที่ถูกกำหนดไม่ได้ ซึ่งผู้ศรัทธาในโลกนี้ก็เหมือนกัน แต่ทว่าคุกตรงนี้ มันคือกฎเกณฑ์แห่งศาสนา มันคือกฎเกณฑ์แห่งการดำเนินชีวิตที่มีขอบเขต (เช่นหากเราเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ว่าเรามีอิสระที่จะสวมใส่เสื้อแบบไหน จะไม่สวมฮิญาบก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ แสดงว่าเราไม่ได้อยู่ในคุก เพราะเรามีอิสระ)

     คำว่าคุกในศาสนาและสำหรับผู้ศรัทธานั้น มันครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในวิถีแห่งการดำเนินชีวิต ทุกเรื่องของมนุษย์ต้องอยู่ในคุก แต่มันเป็นคุกของอัลลอฮ์(ซบ) คุกของนบี(ซล) คุกที่ชะรีอะฮ์ ได้วางเอาไว้. อยู่ในโลกนี้เราไม่สามารถที่จะพูดอะไรก็ได้ ดังนั้นแสดงว่าเราไม่เป็นอิสระ ส่วนคำพูดที่เป็นคำนินทา คำพูดที่เป็นการให้ร้ายนั้น ศาสนาก็ไม่อนุญาต

     เพราะมันมีความผิด มันมีบทลงโทษ หรือแม้แต่ในเรื่องอาหารการกินก็ตาม หากเราจะกินอะไรก็ได้ตามใจชอบ แสดงว่าเราไม่ได้อยู่ในคุกในมุมมองศาสนา เรามีอิสระ (นาอู ซูบิลลาฮ์ เรากินเหล้าเมาสุรา) ซึ่งสิ่งนี้ อัลลอฮ์(ซบ) กล่าวว่า อย่านะ เป็นเสมือนคุกที่จำกัดอิสรภาพ ซึ่งหมายความว่า นัฟซูของมนุษย์ไม่มีอิสระอย่างเต็มที่ ดังนั้นนัฟซูของเขาบางส่วนจะต้องถูกขัง นัฟซูที่จะทำให้เขามุ่งสู่ความชั่วต่างๆนาๆจะต้องถูกขังเอาไว้ และนัฟซู ที่จะกระทำในสิ่งที่ฮะลาล ถูกอนุญาตและอนุมัติ หากเราตามนัฟซู เมื่อจะกินอะไรก็กิน เมื่อจะทำอะไรก็ทำ นั้นเสมือนสวรรค์ของเขา ซึ่งในฮะดิษกล่าวว่า มันเป็นสวรรค์สำหรับผู้ปฏิเสธ ปฏิเสธอะไรปฏิเสธสิ่งใด?

     คือการปฏิเสธ ฮุกุม ปฏิเสธชะรีอะฮ์ ของอัลลอฮ์(ซบ) ปฏิเสธคำสั่ง ปฏิเสธหลักคำสอนของท่านนบี มุฮัมมัด(ซล) ดังนั้น เราถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้อย่างมีเป้าหมาย มีกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ มีผู้บังคับกฎ และมีบทลงโทษ

ดุนยาคือโลกแห่งการจดบันทึก
     ในวันนี้ เราจะทำอะไร ไม่ว่าเราไม่ทำนมาซ อัลลอฮ์(ซบ)ก็ไม่ทรงลงโทษทันทีทันใดด้วยการส่งหินไฟลงมา ไม่ส่งมะลาอิกัต ลงมาบีบคอเรา มาทุบตีเรา ไม่เอาน้ำทะเลมาจมเรา เหมือนกับอุมมัติของนบีท่านอื่นๆในอดีต เพราะสิ่งนี้นั้นท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) ได้ทรงขอจากพระองค์ให้ทรงคิดบัญชีพวกเขาในโลกหน้า และเราอย่าได้คิดว่าการดำเนินชีวิตในโลกนี้มันไม่มีการคิดบัญชี มันมีบัญชี มันมีการจดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กระทำ มีบัญชีทุกการงานที่บันทึกในสิ่งที่มนุษย์กระทำ (กิรอมัน กาตีบียน) มีผู้จดบันทึกในทุกการเคลื่อนไหว ทุกอิริยะบทของการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และทุกการเคลื่อนไหวของมนุษย์ ซึ่งในภาษาอาหรับได้ใช้คำว่ามี ฮิซาบ มีกิตาบ เมื่อถูกสร้างขึ้นมาแล้วมิได้ถูกปล่อยให้มีความอิสรเสรี ในการจะดำเนินชีวิตแบบไหนก็ได้ มันไม่ใช่แบบนั้นพี่น้อง !!!!

     ดังนั้นในกุรอาน จึงสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับมนุษย์ ว่า การใกล้ชิดกับความรู้นั้นคือวิธีการอันหนึ่ง ที่จะทำให้มนุษย์รอดพ้นจากการถูกลงโทษอันเจ็บปวด ดังนั้นมนุษย์ที่เกิดมาทุกคนต้องเผชิญอยู่เสมอ จะต้องพบกับกลไกอันหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งเป็นกลไกที่ศาสนาได้วางไว้ เมื่อสร้างมนุษย์ขึ้นมา อะไรที่จะเป็นปัจจัยที่คอยย้ำเตือนมนุษย์อยู่ตลอดเวลา อย่าให้เลยเทิด อย่าให้ลืมตัวเอง อย่าให้ลืมหน้าที่ อย่าให้ลืมเป้าหมายที่อัลลอฮ์(ซบ) ทรงสร้างเขาขึ้นมา อัลลอฮ์ ก็ได้สร้างความตาย ควบคู่กับการสร้างมนุษย์ขึ้นมา!

มนุษย์คือสรรพสิ่งที่จีรัง
     ทำไม อัลลอฮ์(ซบ)ไม่สร้างมนุษย์ให้มีชีวิตอย่างยั่งยืนจีรัง? ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์คือสิ่งถูกสร้างมาที่จีรังและนิรันดร์ เราถูกบังเกิดขึ้นมาจากไม่มี แล้วกลายเป็นมี(เมาญูด) แล้วจะไม่มีวันไม่มี มนุษย์ตอนที่ไม่มี คือไม่มี แต่มนุษย์เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีวันที่จะไม่มี ไม่มีวันที่จะดับสูญ ต้องอยู่ตลอดไป ซึ่งหมายความว่า จริงๆแล้วเราไม่มีวันตาย แต่ตายในเชิงของความหมายว่า ดับสูญหรือหายไป และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องมีและเกิดตลอดไป นี้คือสัจธรรมอันหนึ่ง แต่การมีอยู่ของมนุษย์จะต้องเปลี่ยนไปตาม วัฎจักรคือ เปลี่ยนภพ เปลี่ยนอาลัม เปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ

     ดังนั้นในวันนี้เรามาทำบุญ 40 วัน กรณีที่ญาติพี่น้องของเรา (มัรฮูม ฮารูน) ได้จากโลกนี้ไป ซึ่งเราทุกคนรู้ว่า เขาได้ไปอยู่ในอาลัมบัรซัค (โลกหลังความตาย) และคำว่าไม่ตายนั้น มันไม่ได้ตายจริงๆพี่น้อง!!! แต่มันถูกตัดความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขาเท่านั้น และไม่ได้เป็นการตัดความสัมพันธ์อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสำหรับบุคคลที่พัฒนาตนเองไปถึงระดับจุดๆหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า วาลียุลลอฮ์ ซึ่งมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ นั้น เขาสามารถสัมผัสกับโลกแห่งจิตวิญญาณ ก็ได้สัมผัสเห็นในสัจธรรมของสิ่งนี้ และในหลักคำสอนของอิสลามก็พยายามที่จะวางกลไกเพื่อสิ่งเหล่านี้

     ดังนั้นหากเราสังเกตและทำการไตร่ตรองแล้วจะพบว่าในคำสั่งสอนของอิสลามนั้น มันได้ซ่อนสิ่งต่างๆเหล่านี้เอาไว้ เช่น เมื่อเขาตายแล้ว ทำไมต้องอาบนำฆุซูล? ทำไมต้องหุ้มห่อด้วยผ้าขาว? ทำไมเลือกผ้าสีขาวที่สะอาดบริสุทธิ์? แม้แต่การอาบนำมัยยิต ก็ได้มีคำสั่งอย่าได้กระทำอย่างรุนแรงต่อผู้ตาย หลังจากนั้นก็ต้องทำพิธีนมาซ ซึ่งทุกคนต้องมาร่วมนมาซญินาซะห์ สำหรับคนที่สามารถนมาซได้ ซึ่งการนมาซดังกล่าวเป็นฟัรฎูกิฟายะห์(ความหมายฟัรฎู กิฟายะห์ คือ หากในสังคมนั้น ไม่มีผู้ทำ ความผิดบาปจะตกยังมาถึงพี่น้องในสังคมนั้นทั้งหมด และหากว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดได้ปฏิบัติ คนอื่นๆก็ถือว่าหมดภาระหน้าที่) ซึ่งสิ่งนี้แสดงว่า คนตายไม่ได้ตาย และไม่ใช่เป็นท่อนไม้ ไม่ใช่เป็นหนอนที่อยู่ในดินที่เน่าเปื่อย ส่วนสิ่งที่ถูกกัดกินนั้นมันคือเสื้อผ้าของมัน ซึ่งมันคือเนื้อหนังมังสา มันคือเสื้อที่อยู่ในโลกนี้ และมันคือหุ่นของเราที่อยู่ในโลกนี้ ซึ่งเราต้องใช้หุ่นตัวนี้เมื่ออยู่ในโลกนี้ แต่เมื่อได้ย้ายไปอีกโลกหนึ่งเราก็ต้องใช้เสื้ออีกตัวหนึ่ง แสดงว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดขาดจากสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง แต่เขาจะต้องรู้ว่า เขาจะต้องค่อยๆจากโลกนี้ไป ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นมาในโลกใบนี้ เมื่ออัลลอฮ์ (ซบ) สร้างความเป็น(การมีอยู่) ขึ้นมา พระองค์ก็จะสร้างความตายขึ้นมาควบคู่ทันที

อัลลาซีย์ คอลากอ ฮะยาต ..ลินับลูวากุม อัยยุกุมอะห์ซานุ อามาลา
     ถามว่า เมื่ออัลลอฮ์สร้างความเป็นและสร้างชีวิตขึ้นมา แล้วทำไมต้องสร้างความตายด้วย? ซึ่งอันนี้มันเป็นโจทย์สำหรับพวกเราทุกคน อัลกุรอานก็ได้ตอบในเรื่องนี้มาแล้วเป็นพันๆปี แต่ทว่าชีวิตของพวกเรานั้นห่างไกลจากอัลกุรอาน จึงทำให้เราไม่รู้ถึงคำตอบดังกล่าวที่สมบูรณ์ ดังนั้นมนุษย์คนหนึ่งเมื่อพูดถึงความตายแล้ว เขาจะมีความโกรธ จะมีความกลัวขึ้นมาทันที ซึ่งระดับขั้นของความกลัวอันนี้มันจะขึ้นอยู่กับสถานะภาพของแต่ละคน ในอัลกุรอานได้กล่าวว่า เมื่อสร้างให้จุติขึ้นมาบนโลกนี้แล้ว เพื่อจะทำการทดสอบว่าในหมู่สู่เจ้านั้นใครมีอะมั้ล(การงาน)ที่ดีที่สุด นั่นหมายถึงเพื่อทดสอบมนุษย์! ดังนั้นหากมนุษย์ไม่มีความตาย ชีวิตของมนุษย์ก็จะเลยเถิด เพราะไม่ต้องเจอกับอะไร ไม่ต้องเจอกับสิ่งใดๆ ซึ่งแน่นอน โลกนี้จะเป็นสถานที่ ที่ไม่น่าอยู่สำหรับมนุษย์อย่างแน่นอน หากอัลลอฮ์(ซบ)ไม่ทรงสร้างความตายขึ้นมา มนุษย์ก็จะไม่มีใครกลัวใครเป็นอันขาด เพราะไม่มีความตาย ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วโลกยังน่าอยู่อีกไหม? ดังนั้นเป้าหมายในการสร้างความตายขึ้นมาก็เพื่อจะดูว่า ใครคือคนดีที่จะกลับคืนสู่พระองค์

      ทันทีที่สร้างให้เกิดขึ้นมา อัลลอฮ์(ซบ)ก็จะทรงสร้างความตายขึ้นมาทันที โดยสามารถนับถอยหลังสู่ความตายได้เลย และทำไมเราต้องกล่าวตามด้วยประโยคว่า อินนาลิลลาฮ์ วาอินนา อิลัยฮิรอญีอูน อยู่เสมอเมื่อได้ยินว่ามีคนตาย? ซึ่งต้องการให้รู้ว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของ ของตนเอง และเราต้องคืนกลับสู่พระองค์ ซึ่งพระองค์ได้เลือกใช้คำว่า กลับคืนสู่พระองค์ ซึ่งมันหมายความว่า เมื่อมนุษย์เกิดมาแล้วต้องมุ่งสู่พระองค์

     ความตายที่เราเรียกนั้น ความตายที่เราถือว่าต้องสละทุกอย่างนั้น มันคือความตาย ซึ่งจริงๆแล้วความตายไม่ใช่เป็นการดับสูญ และมนุษย์ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้ดับ มีแล้วกลายเป็นสิ่งไม่มี ซึ่งมันหาใช่สิ่งนี้ไม่ แม้แต่ในอัลกุรอานยังได้ใช้ภาษาที่สละสลวยเป็นอย่างมาก ใช้อย่างมีนัยยะที่สมบูรณ์ของมัน โดยได้ใช้ภาษาที่สมบูรณ์ด้วยการกล่าวว่า “ทุกชีวิตจะต้องลิ้มรสแห่งความตาย” ตามหลักไวยกรณ์ภาษาอาหรับแล้ว คำว่า ซาอิก (ลิ้มรส) เป็นฟาอีล “ประธาน” คือ เราเป็นประธาน เราเป็นผู้กิน เราเป็นผู้ชิม เราเป็นผู้ลิ้มรส ไม่ใช่ความตายกินเรา แต่เรากินความตาย ซึ่งอัลกุรอานได้เลือกใช้คำที่สละสลวยโดยไม่ได้เลือกใช้คำว่า “กิน” เพราะกินนั้นมันดูมากไป มันน่ากลัว มันเจ็บปวด แต่ได้เลือกใช้คำว่า “ชิม”

     จริงๆแล้วความตายในทัศนะของอัลกุรอาน นั้น ได้กล่าวว่ามนุษย์ได้ลิ้มรสแห่งความตาย ซึ่งเมื่อได้ชิมแล้วก็ต้องมีการย้ายสถานที่ (ซึ่งเปรียบได้กับการที่คนไข้เข้าห้องผ่าตัด ซึ่งหมอได้ฉีดยาสลบ เมื่อสลบแล้ว ก็แล้วแต่หมอจะปฏิบัติต่อเราซึ่งเราเองก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใดอีกแล้ว ไม่ว่าจะผ่าสมอง จะเอากะโหลกออกมา หรือฯลฯ….) ดังนั้น เมื่อมนุษย์จะเปลี่ยนที่อยู่ ซึ่งใน ริวายะฮ์ ได้กล่าวว่า การย้ายที่อยู่หรือย้ายมิตินั้นมันเป็นเรื่องที่หนักและเจ็บปวดมาก โดยจะต้องสลบก่อนจึงจะย้ายมิติได้ ซึ่งเหมือนกับเป็นการย่อยสลาย เหมือนกับสิ่งที่มนุษย์กินเข้าไปแล้วนั้นก็ย่อมย่อยสลายไป แล้วต่อไปมันก็ไม่มีแล้ว และเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็จะอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งในหลักคำสอนของอิสลามก็จะมีการอธิบายในลักษณะเช่นนี้ โดยความตายนั้นไม่เป็นการตายแบบสิ่งอื่นๆ เช่นหมูหมา แต่การตายของมนุษย์คือการเปลี่ยนที่อยู่ และการย้ายสถานที่ อันเป็นการตัดสัมพันธ์ที่ไม่สามารถจะสื่อกันได้เท่านั้นเอง.

ไฉนมนุษย์กลัวความตาย ?

     ความตายไม่ได้มีความน่ากลัวใดๆสำหรับคนที่เข้าใจอย่างแท้จริง ปัญหาของมนุษย์มีอยู่ว่า ทำไมมนุษย์กลัวความตาย ซึ่งมีหลายๆสาเหตุ และหลายๆปัจจัย หนึ่งในเหตุผลก็เพราะมนุษย์ไม่เข้าใจเป้าหมายในการสร้างมนุษย์ เรามิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้อยู่บนโลกนี้อย่างจีรัง แต่ต้องกลับสู่อีกชีวิตหนึ่งที่นิรันดร์ และเป็นชีวิตที่อมตะ

     หลังจากอาลัมบัรซัค มนุษย์จะไม่มีความตายอีกแล้ว มนุษย์จะเข้าสู่โลกแห่งนิรันดร์อย่างสมบูรณ์ โดยมีความแตกต่างที่ว่า ในความเป็นนิรันดร์ของมนุษย์นั้น จะมีสองนิรันดร์ คือความสุขที่เป็นนิรันดร์ กับความทุกข์ที่เป็นนิรันดร์ ซึ่งอัลกุรอานก็ได้ตรัสในเรื่องนี้ว่า
“ญันนาติล คอลีดียน นาฟีฮา” สวรรค์ ที่เขาจะพำนักอยู่ในนั้นชั่วนิจนิรันดร หรือ “ญาฮันนามัล คอลีดียนาฟีฮา” หรือนรกที่เขาจะได้อยู่อย่างนิจนิรันดร
กล่าวคือ มนุษย์จะไม่ตายทั้งในนรกและในสวรรค์ กุรอานยืนยันชัดเจนว่าหลังจากจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีใครตาย มนุษย์จะมีชีวิตที่นิรันดร แต่ปัญหาว่า จะนิจนิรันดรในนรกหรือนิรันดร์ในสวรรค์เท่านั้นแหละ

     ในบางฮะดิษและในบางริวายะฮ์ จะมีการเปรียบเทียบความตายในลักษณะต่างๆ โดยฮะดิษ บทหนึ่งได้กล่าวว่า
ความตายเปรียบเสมือนสะพาน ที่จะข้ามจากโลกนี้ไปสู่อีกโลกหนึ่ง

     เป็นทางข้าม บางคนข้ามไปเพื่อจะเข้าสู่สวรรค์ บางคนข้ามไปเพื่อจะไปสู่นรก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะต้องผ่านความตายเท่านั้น ดังนั้นมันเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มนุษย์กลัวความตายเพราะมนุษย์ส่วนมากรู้ตัวเอง คนที่กลัวตายจริงๆแล้วรู้ตัวเอง ตรงนี้หากผมชี้ไปยังคนหนึ่งว่า คุณได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน นางฟ้ารออยู่ ธารน้ำนมรออยู่ ธารน้ำผึ้งรออยู่ ถามว่ามีใครไหมที่ไม่ไป?

     หากบอกว่า คุณตายวันนี้ และสวรรค์กำลังรอคุณอยู่ มีนางฟ้ากำลังรอคุณอยู่ มีอาหารการกินที่เอร็ดอร่อย มีความสุขสบายอย่างมากมายรอคุณอยู่ (วาฟากีฮาติน ยาตะคอยยารูน) ถามว่าใครบ้างไม่อยากตาย แน่นอนมีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ไม่ยอมตาย
สิ่งที่เรากลัวตายนั้น เราไม่รู้ว่าเมื่อตายไปแล้วเราจะไปไหน ตายแล้วเมื่อถึงทางแยก จะต้องเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา

     นี้แหละคือปัญหาหลักของเรา เหตุผลเพราะมันเสี่ยง หนทางมันเสี่ยง ดังนั้นจริงๆแล้วมนุษย์ไม่ได้กลัวความตาย แต่มนุษย์กลัวผลที่จะติดตามมาหลังจากความตาย ซึ่งในบางฮะดิษได้กล่าวว่า มันเหมือนกับสะพาน แต่ถ้า สมมุติว่า เรารู้ว่าสะพานนี้จะเดินไปสู่นรก ไม่มีใครกล้าเหยียบไปบนสะพานนั้นอย่างเด็ดขาด แต่ถ้ารู้ว่าเมื่อเหยียบบนสะพานนี้แล้วจะนำพาเขาเข้าสู่สวรรค์ มีใครหรือที่จะไม่วิ่งเข้าหาสะพานนี้ ดังนั้นจริงๆแล้วสิ่งที่มนุษย์กลัว คือกลัวในชะตากรรมของตัวเอง กลัวในสิ่งที่เขาได้ทำเอาไว้ ไม่มั่นใจในวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของเขา และจริงๆมันก็เป็นเช่นนั้น

     บอกแล้วว่าอัลลอฮ์(ซบ) มิได้สร้างมนุษย์อย่างไร้สาระ แต่ มีฮิซาบ มีกิตาบ ทุกคำพูดทุกการกระทำ ทุกการปฏิบัติ หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ปฏิบัติ ทุกเสื้อผ้าที่เขาเลือกใส่ ทุกสิ่งที่เขากระทำโดยในอัลกุรอานได้กล่าวว่า
“ วามัน ยะอฺมัน มิซกอลาซัร รอติล ฆัยรันญารอฮ์ ….)
ใครก็ตามที่กระทำความดีแม้แต่อณูเดียว ก็จะได้เห็นกัน (จะต้องเจอแน่) และความชั่วแม้แต่ อณูเดียวก็จะได้เห็น ก็จะได้เจอเช่นกัน

     ซัรรอ ในภาษาอาหรับ บ่งชี้ถึงสิ่งที่เล็กที่สุดที่มนุษย์มองไม่เห็น ตรงนี้ที่ความตายมันน่ากลัว คือ บางครั้งความจริงความดี ความชั่ว แม้แต่สิ่งที่เราคิด ซึ่งถ้าเรามองอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วมันคือความผิดที่เราทำไปโดยไม่รู้สึกตัว และอัลลอฮ์ทรงกล่าวว่า ย่อมเจอกัน บทลงโทษหรือไม่มีบทลงโทษนั้นพระองค์ไม่ได้กล่าว แต่กล่าวว่าอย่าหลอกข้า แล้วจะได้เห็นกัน การสอบสวนที่หนักหน่วงและยิ่งใหญ่ในวันกียามัตมันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับบางคนที่โชคดีไม่ต้องรอถึงวันกียามัต ในอาลัมบัรซัคนี้แหละ เข้าหลุม พอหลุมถูกปิด คนสุดท้ายออกจากกูโบร์ บัญชีของเขาจะถูกเปิดในทันที

     ในฮะดิษ หรือริวายะฮ์ ได้กล่าวว่า สำหรับบางคนนั้นไม่ต้องรอให้ถึงอาลัมบัรซัค เมื่ออาญัลมาถึงมาลิกุลเมาท์มายืน นั้นก็คือการลงโทษแล้ว มีริวายัตกล่าวว่า การเอาชีวิตของมนุษย์บางคน นั้นเหมือนกับการเอากรรไกรมาตัดเนื้อออกทีละชิ้น ให้เป็นชิ้นเล็กๆ การที่ท่านนบีบอก
(อิซัครอติน ซัครอก)

     คือถ้าตัดให้มันขาด ตัดคอให้ขาด ตัดขาให้ขาดมันก็ดูสบายไป แต่การที่เอากรรไกรมาเล็มเนื้อของมนุษย์ ค่อยๆเล็ม ค่อยๆเล็มนั้นคือเป็นการปลิดวิญญาณของคนบางคนเท่านั้น ลองคิดดูซิ ถ้ามาลิกุลเมาต์ (ทูตผู้ปลิดวิญญาณ)มาถึง ก็ฟันคอให้ขาดทันที เราว่าน่าจะจบและสบายแต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่

     การเอาชีวิตของมาลิกุลเมาท์สำหรับคนบางนั้นคือเหมือนกับเฉือนเนื้อไก่ให้เป็นชิ้นเล็กๆทีละนิดๆ ลองคิดดูว่ามันจะเจ็บปวดสักขนาดไหน แต่การเอาชีวิตสำหรับคนบางคนก็มี ริวายะฮ์ ที่แตกต่างกัน ซึ่งจริงๆแล้วทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การอุปมาอุปไมที่ศาสนาต้องการอธิบายว่า คนส่วนหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งจากโลกไปอย่างสุขสบายโดยไม่รู้ตัว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจากโลกนี้ไปด้วยความทุกข์ทรมาน ฮะดิษบอกว่าเหมือนกับเอาดอกไม้มายืนมอบให้ โดยที่เขายังไม่รู้สึกตัวว่าอะไรเป็นอะไร กำลังเบลอๆอยู่ เขาเรียกว่า”ซัคคอรอตุ้ลเมาท์”มนุษย์จะมีช่วงหนึ่งที่วิญญาณมนุษย์จะมีความเบลอ ๆ แต่ไม่เมาแต่ทว่าก็มีความเบลอ ซึ่งระหว่างนั้นเขาจะเห็นคนหนึ่งเอาดอกไม้มาให้เขา ให้เขาได้ดมดอกไม้อันหอมหวนและเมื่อเขาสูดดมดอกไม้นั้นแล้ววิญญาณของเขาก็ออกจากร่างกายทันที และมารู้สึกอีกทีหนึ่งก็อยู่อีกสถานที่หนึ่งแล้ว อุทานว่า โอ้ตายแล้วหรือ? ตกใจ แต่สำหรับบางคนไม่ต้องรออาลัมบัรซัค บัญชีจะถูกคิดตรงนี้เลย บัญชีถูกคิดหมายความว่าโดนตั้งแต่โลกนี้เลย โดนตั้งแต่วันที่ลากให้ลงในหลุมศพ

     ท่านนบีบอกว่า อาลัมบัรซัคนั้นครึ่งหนึ่งของมันคือนรกและอีกครึ่งหนึ่งของมันคือสวรรค์ กล่าวคือจะถูกลงโทษทุกอย่าง ทุกเรื่อง ถ้าไม่ละหมาดก็จะถูกทุบตี ทุกครั้งที่ถึงเวลาละหมาด สมมุติเราเป็นคนไม่ละหมาดศุบฮฺ พอถึงเวลาศุบฮฺ มาลาอิกัตก็จะเข้ามาตีตอนเวลาศุบฮฺ จนหมดเวลาละหมาดศุบฮฺ ก็อาจจะให้เราพักบ้าง การลงโทษนั้นมันมีมากมายหลายรูปแบบซึ่งไม่สามารถจะสรุปได้ เมื่อคนที่ไม่ทำละหมาดซุฮรีย์ อัศรีย์ก็ถึงเวลาอะซานดุฮรีย์ อัศรีย์ ตอนที่กำลังนอนอยู่ในหลุมฝังศพ รอวันกียามัต รอวันตัดสินครั้งใหญ่ มาลาอิกัตก็จะมาทุบตี ทุบแบบไหน ตีแบบไหน แทงแบบไหนเลือดมากมายขนาดไหน

     คนที่ไม่ละหมาดมัฆริบอีชาอฺ เมื่อถึงเวลาอะซานมัฆริบดังขึ้น มาลาอิกัตก็จะเข้ามาตีเขาตั้งแต่ละหมาดมัฆริบจนหมดเวลาอิชาอฺ นี้เป็นเพียงแค่การคิดบัญชีในเรื่องละหมาดเท่านั้น อย่าคิดว่าพอหมดเวลาละหมาดแล้ว ก็หมดเวลาการถูกลงโทษ ซึ่งมันไม่ใช่อย่างที่คิด พอเรื่องละหมาดจบ พอผ่านไป มาลาอิกัตชุดอื่นก็มาอีก บัญชีอื่นๆของเราก็จะถูกคิดตามมาที่ละเรื่องๆ บัญชีไม่ถือบวช(ศิลอด) บัญชีไม่คลุมฮิญาบ และอื่นๆอีกมากมายก่ายกอง

     เหมือนอุลามาอฺท่านหนึ่งในระดับสูงบอกว่า “ถ้าให้ฉันพูดถึงวันกียามัต แล้ว แน่นอน มนุษย์นั้นจะไม่ต้องทำอะไรเลย จะอยู่แต่บนเสื่อนมาซอย่างเดียว ฉันก็เลยไม่อยากพูดในประเด็นนี้ เดียวฉันอาจจะอดข้าวร่วมไปด้วย” อุลามาอฺท่านหนึ่งบอกว่าถ้าจะให้พูดถึงวันกียามัต มนุษย์จะไม่กล้าทำอะไรอีกเลย เพราะอัลลอฮฺ(ซบ) ทรงเอาจริง เพราะอัลลอฮฺเอาจริงกับเรื่องเหล่านี้ ถึงขั้น(มาฟิซซุดูด)หากมนุษย์ยังมิได้กระทำ แม้เพียงการคิดเท่านั้น ก็จะต้องถูกคิดบัญชี ไม่ได้บอกว่าจะถูกลงโทษ แต่บอกว่าจะต้องถูกคิดบัญชี เพราะฮิซาบและ กิตาบของมนุษย์รุนแรง หนักหน่วง และการลงโทษนั้นเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

     พี่น้องเรากำลังสรุปและจะเข้าเนื้อหาว่ามันรุนแรง มันเจ็บปวดมากขนาดไหน แต่ความเมตตาของพระองค์นั้นทรงยิ่งใหญ่เหลือล้น โดยให้โอกาสกับมนุษย์ทุกๆคน มีบาบุ้ลเตาบะฮ์ ประตูการขออภัยโทษ ซึ่งการเตาบะฮ์บางครั้งของมนุษย์นั้น ได้ทำชั่วมาสามสิบกว่าปี หลังจากครบสามสิบปีเกิดความสำนึกขึ้นมา(อัซตัฆ ฟิรุลลอฮฺ ฮะร็อบบี วะอะตูบูอิลัย) เราพลาดมาเป็นเวลาสามสิบปีแล้ว โอ้พระองค์ เราจะไม่ขอกลับไปทำสิ่งเหล่านี้อีก ยาอัลลอฮฺ โปรดอภัยให้กับเราด้วยเถิด สามสิบปีนั้นเป็นศูนย์ ถ้าไม่กลับไปทำความผิดอีกพี่น้อง นี่คือความเมตตาอันหนึ่งของอัลลอฮ์(ซบ)

     เราคือประติมากรรมของอัลลอฮฺพี่น้องเข้าใจไหม? ถ้าพี่น้องเป็นนักศิลปะ ถ้าพี่น้องปั้นรูปเหมือนคนจริงๆ เหมือนทุกอย่างเลย แต่มันเคลื่อนไหวไม่ได้เท่านั้น แต่ใครๆมาก็บอกว่าปั้นได้อย่างไร ประติมากรรมอันนี้มันยิ่งใหญ่ หากถามว่าเราจะรักรูปปั้นอันนี้มากสักขนาดไหน เราในฐานะนักปั้นมัน จะรักรูปปั้นอันนี้มากสักขนาดไหน เป็นประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นโลกนี้เราลองดู ถ้าเราดู ภาพโมนาลิซ่าไม่เห็นมีชีวิตชีวาอะไรสักเท่าไรหรอก แต่มันมีค่าสักขนาดไหนสำหรับคนบางคน เราคือประติมากรรมของอัลลอฮฺ เราคือสิ่งถูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์(ซบ) มนุษย์คือสิ่งถูกสร้างยิ่งใหญ่ของพระองค์นี่คืออีกมุมหนึ่ง มุมแห่งความเมตตา แห่งความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ สิ่งที่อัลลอฮ์รักที่สุดคือมนุษย์ ดังนั้นเท่าที่เป็นไปได้พระองค์จะไม่ทำลาย

     ประติมากรรมอันนี้ มนุษย์ดื้อดึง มนุษย์เกเร มนุษย์มีความด่างพร้อย มีอะไรต่อมิอะไร แต่ทว่าพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ) ก็จะทรงเปิดช่องทางเพื่อจะให้ประติมากรรมของพระองค์เหล่านี้รอดพ้นจากนรกเพราะสถานะของประติมากรรมเหล่านี้ไม่ใช่ที่สิ่งที่ถูกสร้างมาให้อยู่ในนรก แต่ มัคลูกอันนี้ถูกสร้างมาอย่างเลอเลิศ
(ละก็อด คอลักนัล อินซา นะฟีอะฮฺ ซะนิตักวีน)

     อัลลอฮ์ (ซบ) ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในรูปแบบที่ประเสริฐที่สุด ไม่มีสิ่งถูกสร้างสิ่งใดๆอีกแล้วที่จะประเสริฐไปกว่าความเป็นมนุษย์ แน่นอนสิ่งที่พระองค์สร้างมานั้นมันมีสรรพสิ่งที่มากมาย แต่ทว่าพระองค์บอกว่าอันนี้คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด นี่คือผลงานที่ดีที่สุดของฉัน ถ้าไม่จำเป็นพระองค์ก็จะไม่ทำลาย นั่นเป็นประตูแห่งความเมตตาต่างๆที่เปิดขึ้นมาอย่างมากมาย

     ดังนั้นสำหรับมนุษย์ทุกคนในเบื้องต้นนั้น เมื่อยังมีชีวิตในโลกนี้ ก็จงเตาบะฮฺเสีย กลับตัวกลับใจเสีย ในความผิดบาปทุกสิ่งทุกอย่างที่เราฝ่าฝืนคำสั่งอัลลอฮ์ (ซบ) พี่น้องต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่งว่า ศาสนานี้ไม่ใช่ศาสนาที่เป็นเรื่องแค่ประเพณี พิธีกรรม และไม่ใช่ศาสนาเฉพาะในเรื่องนมาซในสุเหร่า ถือบวช ซึ่งเมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จแล้วก็จบ แต่ ศาสนานี้เป็นศาสนาแห่งวิถีชีวิต ทุกย่างก้าวในชีวิตของมนุษย์มีกฎมีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ ซึ่งกฎระเบียบอันนี้นั้น อัลลอฮ์(ซบ)เป็นผู้วางและกำหนด และมีท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)เป็นผู้แสดงแบบ มีกฎ มีระเบียบ มีวิถีชีวิต มีระบอบเศรษฐกิจ มีกฎระเบียบในการทำสงคราม จะทำการค้าก็มีกฎว่าด้วยการค้า อัลลอฮ์ (ซบ) ประสงค์ให้เข้าใจศาสนานี้ เมื่อพี่น้องเดินไปในตลาด สมมุติ ให้ทำความเข้าใจแบบง่ายๆถ้าพี่น้องเดินเข้าไปในตลาดหรือพี่น้องกำลังจะไปทำการค้าขาย สมมุติเมื่อนึกถึงศาสนานี้หนึ่งในความวิบัติคือ พระองค์ทรงกล่าวว่า
(วัยลุล มุเฏาะฮ์ฟิฟีน)

     ความวิบัตจงมีแด่ผู้ที่โกงตาชั่ง แปลง่ายๆคือศาสนานี้มีคำสั่งให้เข้าไปในตลาด(วัยลุลลิล มุเฏาะฮ์ฟิฟีน)แต่ไม่ใช่ศาสนาอยู่สุเหร่าอยู่วัด อยู่ในกุฏินั้น ศาสนานี้เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด เมื่ออยู่ในตลาดสำหรับพ่อค้าที่โกงตาชั่ง พระองค์ก็ทรงกล่าวว่า พวกเขาอยู่ในนรก กุรอานมีบัญญิตครบเกี่ยวกับการค้า เกี่ยวกับการขาย เกี่ยวกับการชั่ง เกี่ยวกับการตวง(วะอิซัค ตะเลาฮุม) เมื่อเขาชั่งกิโล คำว่ากิโลจริงๆแล้วมันมาจากอัลกุรอาน

     ศาสนานี้ก็มีคำสั่งในเรื่องการเดินบนถนน(กุลลิล มุมินีน นะยาฮุมดุ อับศอรุฮุม…)จงกล่าวกับชายผู้ศรัทธาจงลดสายตาของเขาให้ต่ำลง
กล่าวคือ เมื่อผู้หญิงเดินบนถนน จงกล่าวกับหญิงผู้ศรัทธาว่า ให้นางลดสายตาของนางให้ต่ำลง แม้แต่เดินบนถนนก็มีคำสั่ง เมื่อผู้หญิงกับผู้ชายต้องปะปน ต้องสวนทางกัน ก็มีคำสั่งอีกเช่นกัน ตาอยู่ยังไง ยังมีคำสั่งว่าตาสมควรอยู่ลักษณะไหน บอกอีกไม่ใช่บอกเพียงเท่านี้ใน(ซูเราะฮฺ อัลอะซาบ)บอกด้วยว่า ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งแฟชั่นสมัยนั้นผู้หญิงจะใส่กำไลเท้าเหมือนกับแมวสมัยนี้สมมุติ และสมัยโน้น แฟชั่นของสมัยโน้น พอเดินแล้วกรุ๊งกริ๊งๆ ผู้ชายก็จะรู้เลยว่าผู้หญิงกำลังมา อัลลอฮ์ (ซบ) ตรัสว่า จงอย่าให้เสียงจากการเดินเท้าของเจ้าดังขึ้น นี่กำลังอธิบายให้เห็นว่าศาสนานี้มันเกี่ยวข้องกับทุกย่างก้าวในวิถีชีวิตของมนุษย์ ศาสนานี้ถูกส่งลงมาแบบนี้

     แม้แต่ผู้หญิง(กุลลิล มุมินีน) จงกล่าวกับหญิงผู้ศรัทธา จงปกปิดหน้าอกของนาง กุรอานก้าวก่าย(อธิบายการวางตัวของสตรี)แม้แต่เรื่องหน้าอกของผู้หญิง อัลกุรอานกล่าวว่า จงอย่าเผยโฉม จงอย่าโชว์สัดส่วน กุรอานพูดอย่างละเอียดมากไม่ใช่ว่ามีคำสั่งแค่ลดสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งหมดนั้นก็เพื่อป้องกันและระมัดระวัง เรื่องชู้สาวที่จะตามมา คือเมื่อมีโอกาส เราจะต้องสร้างวิถีชีวิตของเราและสังคมของพวกเรา ให้ดำเนินไปตามวิถีชีวิตของอัลกุรอาน และเมื่อนั้นสังคมของมุสลิมก็จะเป็นสังคมที่บริสุทธิ์ จะเป็นสังคมตัวอย่างและเป็น สังคมแบบอย่างสำหรับมนุษยชาติ สำหรับมนุษย์โลกทั้งปวง

     เมื่ออัลลอฮฺ(ซบ)ส่งสิ่งดีที่สุดให้กับมนุษย์ แล้วกล่าวว่า(กุนตุน คอยร่อ อุมมะติน อุคริญัต ลินนาซ)เจ้าพวกเจ้านี่แหละ คือประชาชาติที่ประเสริฐที่สุดที่จะปรากฏต่อมนุษยชาติ ซึ่งความประเสริฐอันนี้ ฉันได้วางระเบียบแบบแผนที่ประเสริฐสุดสำหรับพวกเจ้าไว้ให้แล้ว เมื่อจะดื่มกินและรับประทานอาหาร ก็มีบทบัญญัติว่าด้วยการดื่มกิน ศาสนานี้ไม่ได้ห้ามให้กินเหล้าเพียงอย่างเดียว ห้ามร่วมวงเหล้า ห้ามยกเหล้า ห้ามขายเหล้า ห้ามซื้อเหล้า ห้ามรินเหล้าให้ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับเรื่องเหล้า ซึ่งอัลฮัมดุลิลละฮ ในยุคสมัยนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ เป็นที่สรรเสริญ เยินยอสำหรับคนต่างศาสนาว่า มุสลิมยึดปฏิบัติจริง มีแต่ร้านมุสลิมเท่านั้นที่บอกว่าห้ามนำสุรามาดื่ม ซึ่งตรงนี้บ่งชี้ว่าการยืนหยัดในอุดมการณ์เหล่านี้นั้นเป็นหน้าที่สำหรับพี่น้องมุสลิมทุกคน
มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาในรูปแบบปล่อยทาส คือไม่ได้สนใจใยดีใดๆ

     แต่ทว่าเมื่อมนุษย์คืนกลับยังพระองค์แล้ว จะต้องตอบทุกคำถาม ว่า ทำไมฝืนคำสั่งของฉัน เมื่อจบประเด็นนี้ ก็จะทรงถามว่า ทำไมคิดอย่างนี้ ตรงนี้ทำไมคิดอย่างนั้น แม้แต่การคิด(อินนันสัม ฮะวัลกุรอาน่า)กุรอานก็บอก แม้แต่การมองการเห็นและสิ่งที่มีอยู่ในใจ (อิสกาน่า อัลมัสอูล่า) ฉันจะถามทั้งหมด โอกาสที่มนุษย์จะรอดพ้นจากการลงโทษมันไม่ใช่ง่าย พี่น้อง ! ดังนั้นอัลลอฮฺจึงเปิดประตูแห่งความเมตตา ประตูแห่งการเตาบะฮ์ ประตูแห่งการอิสติฆฟาร ประตูแห่งการขออภัยโทษ อาจจะมีบางคนตั้งใจจะเป็นคนดีหรือกำลังเป็นคนดีอยู่ แต่ยังมีความผิดพลาด เกิดรถชนไม่ทันที่จะได้เตาบะฮ์ ไม่ทันได้กลับตัว หรือเป็นลมเป็นอะไรก็แล้วแต่ หรือ เกิดอุบัติเหตุเพราะมนุษย์ไม่มีใครรู้ว่าจะตายวันไหน ตายเมื่อไร ประตูแห่งเราะฮฺมัตก็ยังไม่ได้ปิดไปพี่น้อง ตรงไหนที่บอกว่าประตูเราะห์มัตยังเปิดเสมอและไม่ถูกปิด กรณีตัวอย่างเช่น การนมาซญะนาซะฮ์ ถ้าเราดูความหมายของมัน คือการขออภัยโทษให้กับคนตาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นมาซญะนาซะฮ์ ที่เรียกว่านมาซจริงๆแล้ว มันไม่ใช่การนมาซแต่มันเป็นการขอดุอาอ์ เพราะมันไม่มีรูกัวะอ์ (การโค้ง) ไม่มีซูญูด มันเป็นดุอาอ์ แต่เรียกว่านมาซญะนาซะฮ์ เพราะนมาซญะนาซะฮ์ แปลว่า คนเป็น(คนที่มีชีวิตอยู่) มาขอพรให้อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงอภัยโทษให้กับคนตาย และไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นเอง มันเป็นกฎข้อบังตับที่เป็นวาญิบที่อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงกำหนดขึ้นมา ส่วนผลบุญจะได้หรือไม่ได้ ถึงหรือไม่ถึงไม่ใช่เรื่องของเรา อัลลอฮฺ(ซบ)ใช้ให้เราทำ

     บัญชีของมนุษย์มันจะมีความแตกต่างกัน บางคนอาจจะได้รับผลบุญ หรือบางคนผลบุญอาจไม่ถึง แต่ว่ามนุษย์ไม่มีสิทธิ์ไปบอกว่า ไหน ใครที่นมาซสมบูรณ์แล้ว อัลลอฮ์(ซบ) ยอมรับแล้ว ไหน ลองยกมาสักคนหนึ่ง ที่นั่งตรงนี้คนไหน หรือมีใครกล้ายกมือบ้าง นมาซสมบูรณ์แล้ว และก็อัลลอฮฺยอมรับแล้ว ดังนั้นเมื่อไม่รู้ว่าอัลลอฮ์ (ซบ) ทรงรับหรือไม่ แล้วทำไมถึงได้ปฏิบัติล่ะ?? เราต้องทำตามหน้าที่ แม้แต่คนที่บอกถึงไม่ถึง ถามว่านมาซที่คุณทำไปนั้นมันถึงหรือเปล่า ถ้าแค่เราสังเกตนิดหนึ่ง ว่าถ้าพี่น้องจะตอบพวกที่ต่อต้านการทำบุญ ตอบแบบง่ายๆ นั่นคือ การนมาซญะนาซะฮ์จริงๆแล้วคือการขอให้อัลลอฮ์ (ซบ) ทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ตาย และมันเป็นฟัรฎูกิฟาญะฮฺ (คือ เบื้องต้นเป็นหน้าที่ของทุกคนในหมู่บ้านนั้นที่ทราบข่าวต้องมาร่วมนมาซ ถ้าไม่มีใครมาทำสักคนหนึ่งถือว่าบาปทั้งหมด แต่ถ้ามีคนมาทำ ส่วนที่เหลือก็ถือว่าไม่เป็นวาญิบแล้วสำหรับเขา)

     แสดงว่าอัลลอฮ์ (ซบ)ให้คนกลุ่มหนึ่งมาขออภัยโทษให้กับคนตาย ตรงนี่มันค้านกันไหมกับที่เขาบอกว่าตายไปแล้วตัดขาดไม่มีอะไรผูกพันอีก ค้านกันไหม มันค้านกันอยู่แล้ว พี่น้อง!!!!! เรามาทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า มันค้าน แสดงว่าคนตายกับคนเป็นไม่ได้ขาดจากกัน หลังจากนั้นเรามีตัลกีน สอนจริงๆจะพิสูจน์หลายสิ่งหลายอย่าง ในฮะดิษบทหนึ่งในหนังสือของติรมีซีย์ ที่ท่านนบี(ซล)บอกว่า จงสอนคนตายของเจ้า แต่พวกบิดเบือนพยายามจะบิดเบือนว่า จงสอนคนใกล้ตาย

     ทำไมต้องสอนตัลกีนให้กับคนตาย?

เพราะเขากำลังจะย้ายสถานที่ใหม่ หรือประตูใหม่ที่จะเข้าไปนั้นจะต้องตอบคำถามให้ได้ คือถ้าตอบผิดประตูนี้ จะต้องไปอีกประตูหนึ่ง ซึ่งมีประตูเจ็บกับประตูไม่เจ็บ ซึ่งการย้ายโลกการย้าย อลัม(ภพ)นั้น จะต้องย้ายพร้อมกับการตอบ เหตุผลที่เราฟังกันมา ว่า เมื่อมาลิกินเมาต์ ถามว่า (มาร็อบบุกา)ใครคือพระผู้อภิบาลของเจ้า แต่ไม่สามารถตอบได้ พระผู้อภิบาลตรัสว่า คนนี้ต้องถูกส่งไปประตูโน้น ประตูที่ มีไฟ มีงู มีแมลงป่อง มีอะไรรออยู่ และใครที่ตอบว่า( อัลลอฮุ ร็อบบี) ก็ถามต่อไปอีกว่า (มันนะบี ยุก่า)ใครคือนบีของเจ้า?ใครคือกิตาบของเจ้า?ใครคือ(อิมมา อินมันมุน มุก่า)?ใครคืออิมามของเจ้า ซึ่งมีอยู่ในตัลกีนที่สอนให้กับคนตาย เพื่อให้เขาพร้อมที่จะตอบ โดยในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ไม่ได้ตาย เพียงแต่ว่าเราสื่อเขา เขาได้ยินเรา เราพูดเขาได้ยิน แต่เขาพูดเราไม่ได้ยินเท่านั้นเอง

     ในศาสนานี้ ได้มีการวางกลไกอย่างมากมายให้กับมนุษย์ จริงๆแล้วมันมีรายละเอียดอย่างมากมาย บางคนครึ่งๆกลางๆ คนดี ถ้าคนดี ต้องรอผลบุญจากโลกนี้ที่ส่งไป คนชั่วสุดๆไม่ต้องรอ ใครทำอะไรให้ก็ไม่ถึง อันนั้นแน่นอน แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าคนนี้ชั่วสุดๆ คนนี้คนดีสุดๆ เมื่อมีคนตายจะชั่วหรือจะดี เรามีหน้าที่ในการส่งความเมตตาให้กับพวกเขาเท่านั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มีกรณียกเว้นว่า เมื่อเป็นมุนาฟิกถึงขั้นทำลายศาสนา ซึ่งศาสนาเองก็ไม่อนุญาต อัลลอฮ์ (ซบ) ก็ไม่อนุญาตให้ท่านนบี(ซล) ยืนอยู่บนหลุมศพของพวกมุนาฟิก อย่าไปยืน อย่าไปขอพรให้พวกมันเป็นอันขาด แต่ถ้ามุสลิมทั่วไปมีความผิดพลาด เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องปลดเปลื้องให้กับเขา บางคนโชคดี มีริวายัต บอกว่าบางคนโชคดีได้พ้นโทษด้วยกับการ ดุอาอฺ ด้วยกับความดีของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยกับผลบุญที่เขาทำและฮาดียะฮ์ให้กับคนตาย ซึ่งรูปแบบต่างๆเหล่านี้นั้มันมีมากมายหลายประเภท เช่น การฮาดียะฮ์ การทำบุญให้กับคนตาย การอ่านกุรอาน การบริจาคให้ฟะกีร มิสกีน คนยากคนจน โดยตั้งเจตนา เนียตผลบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคนตาย เลี้ยงอาหาร ก็คือการทำความดีให้กับคนตายนั้นเอง

มีวันหนึ่งท่านนบีมูฮัมมัด(ซล) เดินผ่านกูโบร์แห่งหนึ่ง ซึ่งท่านเดินไปกับบรรดาศอฮาบะฮ์
จำนวนหนึ่ง นบี(ซล)เดินผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก ศอฮาบะฮ์ก็วิ่งตามไม่ทัน
พอนบี (ซล) เดินผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านนบี(ซล)เดินผ่านอย่างสงบเยือกเย็นเป็นอย่างมาก จึงทำ
ให้ศอฮาบะฮฺดังกล่าวเอ่ยถามว่า”ยารอซุลลุลลอฮฺ ทำไมการผ่านของท่านสองรอบจึงไม่
เหมือนกัน? ช่วงเวลาแรกที่ท่านเดินผ่าน ท่านถึงเดินอย่างรวดเร็ว แล้วช่วงกลับท่านได้เดิน
อย่างสงบเยือกเย็น? ท่านนบี(ซล)บอกว่า”ตอนที่ฉันเดินผ่านมานั้นชายคนหนึ่งกำลังถูก
ลงโทษในหลุมฝังศพ ฉันกลัว ฉันก็กลัวกับการได้ยินการลงโทษ เสียงมันน่ากลัวอย่างมาก
เสียงกรีดร้องมันทุกข์ทรมาน ฉันก็ต้องรีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อฉันเดินกลับมา กลับ
พบว่าเขาได้รับความสงบสุขเล็กน้อย” ศอฮาบะฮ์ก็ถามว่า”ยา รอซุลลุลลอฮฺ ทำไมเป็นอย่าง
นี้? ท่านนบี(ซล)บอกว่า พอดีตอนนี้ ตอนที่เขาได้รับความสงบสุขนั้น ลูกๆของเขากำลัง
เรียนอัลกุรอานอยู่ ลูกๆของเขาที่อยู่ในโลกนี้กำลังเรียนอัลกุรอานอยู่ อัลลอฮ์ (ซบ) ก็เลยให้
อานิสงค์ ของการอ่านอัลกุรอานของลูกๆของเขา ไปถึงเขา ถึงแม้ว่าเขาจะมีความผิดที่จะต้องถูก
ลงโทษ ก็ตามที แต่ในช่วงที่ลูกๆกำลังเรียนอัลกุรอาน กำลังอ่านอัลกุรอานนั้น อัลลอฮ์ (ซบ) ทรงให้อภัยโทษกับเขาชั่วคราว กล่าวคือหยุดการลงโทษ ซึ่งฮะดิษในรูปลักษณะนี้ มันมีอย่างมากมายหลายรูปแบบ ทั้งที่ว่าด้วย การอ่านกุรอานและการทำบุญให้กับผู้ตาย แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือความดีที่ลูกๆทำไว้นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะทำและอุทิศผลบุญให้กับคนตาย ข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือการนมาซญะนาซะฮ์ นี่แหละพี่น้อง!!!!!

     แล้วก็มีเรื่องมากมายหลายรูปแบบ บางคนอาจจะไม่ถูกลงโทษเลย อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงประวิงเวลา คือให้โอกาส 40 วัน ดูว่าในช่วง 40 วันนี้จะมีใครมาช่วยเขา ในความจริงแล้วนั้น ที่มาของการทำบุญ 40 วัน ท่านนบี(ซล) เป็นผู้สั่งให้ทำบุญ 40 วันเอง และตัวเลข 40 นั้นเป็นตัวเลขที่สำคัญตัวเลขหนึ่งในอิสลาม สำคัญเป็นอย่างมาก มีฮะดิษต่างๆมากมากมายเกี่ยวข้องกับตัวเลข 40 เพราะบางคนยังมีโอกาสที่จะได้รับการอภัยโทษ โดยดูไปที่ความดีของคนที่อยู่ในโลกนี้ที่จะส่งมาให้กับเขา .

     ความดีที่ลูกหลานทำให้ สมมุติคืออ่านอัลกุรอานทุกวันให้ครบ40วัน เพื่อให้อัลกุรอานนี้เป็นตัว
ช่วยในการปลดเปลื้องการลงโทษของผู้ที่ได้จากโลกนี้ไป สำหรับคนที่ว่าเป็นคนดีในมุมมอง
ของเรานั้น ล้วนแล้วต้องการตัวช่วยทั้งนั้น ไม่มีมนุษย์คนหนึ่งคนใดในโลกนี้ที่จากโลกนี้ไปแล้ว
ก็จะได้เข้าสวรรค์แน่นอน ซึ่งจะมีเพียงน้อยนิดเป็นอย่างมาก จะดีสักขนาดไหนก็ จะต้องมีตัว
ช่วยจากโลกนี้ เพราะเราไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าคนนี้เป็นคนดีแล้ว ตายไปแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีก
คนดีที่ได้ตายไปหรือคนไม่ดีที่ได้ตายไปนั้น เราก็จะต้องช่วยกันทำบุญ ช่วยกันอุทิศส่วนกุศล
ให้กับพวกเขา เพราะสิ่งนี้เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งใน “บาบุร เราะมะฮ์” ประตูแห่งความเมตตา
ของอัลลอฮฺ(ซบ)

     หลายคนจำนวนมากหลุดพ้นจากการลงโทษจากบุญเหล่านี้ และหลักฐานมันชัดแจ้ง
หลักฐานมันชัดแจ้งแม้แต่พวกที่ต่อต้านสิ่งเหล่านี้ก็รายงาน เมื่อท่านซัยยิดินาฮัมซะฮ์ ซึ่งเป็น
ชะฮีดในสงครามอูฮุด ในความเป็นจริงแล้วนั้นชะฮีดมันต้องขึ้นสวรรค์เลยใช่ไหม? แต่ทำไม
ท่านนบีถึงนมาซให้กับท่านลุงฮัมซะฮ์ ถึง 70 ครั้ง ? นมาซแล้วนมาซอีก ซึ่งแน่นอน
มันไม่ใช่นมาซญะนาซะฮ์ เพราะมีหลักฐานเป็นเอกฉันท์ที่ทุกคนรายงานเหมือนกันหมด
นมาซแล้วนมาซอีกๆ ถึง70ครั้ง เพื่ออะไรพี่น้อง?? เพื่อจะเพิ่มพูนความดีให้กับท่านซัยยิดี
นาฮัมซะฮ์

     ดังนั้นคนดีก็ต้องเพิ่มความดีให้กับเขา แล้วก็มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคนตายกับคนเป็นนั้นมันไม่ได้ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง โดยท่านนบี(ซล) พิสูจน์ให้เห็นในสิ่งนี้ ซึ่งแสดงว่าการนมาซของเราก็ไปถึง นี่คือรูปปแบบหนึ่งในการทำความดีให้กับผู้ตาย สมมุติถ้าเราเป็นลูก ในยามว่างๆก็นมาซสองรอกะอัต ฮาดียะฮ์ให้กับบิดา และ นมาซสองร่อกะอัตฮะดียะฮ์ให้กับมารดา อ่านกุรอานหนึ่งจบฮะดียะฮ์ให้กับบิดาและมารดา อ่านยาซีนหนึ่งจบฮะดียะฮ์ให้กับพ่อ ไม่มีเวลาอ่านฟาติฮะห์หนึ่งจบ ก็อ่าน กุลฮูวัลลอฮ์ สามครั้งฮะดียะฮ์ให้กับแม่ กล่าวคือสามารถทำความดีได้ทุกประเภทในการที่จะส่งให้กับผู้ตาย

     ถามว่า ทำไม ? เพราะบัญชีของอัลลอฮ์ (ซบ) นั้นยากลำบากเป็นอย่างมาก อัลลอฮฺไม่ได้คิดบัญชี
แบบที่พวกเราคิด ถ้าเราดำเนินชีวิตในโลกนี้นั้นเราคิดบัญชีแบบที่ใช้กัน คิดเอง สรุปเอง ลบเอง
บวกเอง ลบเอง แต่อัลลอฮ์ (ซบ) ทรงคิดอีกแบบหนึ่ง อัลลอฮ์ (ซบ) คิดบัญชีทุกอย่างตรงตาม
ความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมีบรรดาอะลิมอุลามาอ์ หรือกัลยาณชนชั้นสูงหรือแม้แต่ท่านนบีเอง
ขอดุอาอฺว่า “ยา อัลลอฮ์ อย่าลงโทษฉันตามความยุติธรรมของพระองค์เลย” “ยา อัลลอฮ์ อย่าคิด
บัญชีฉันตามความยุติธรรมของพระองค์เลย” เพราะถ้าพระองค์คิดบัญชีตามความยุติธรรมแล้ว
ไซร้ แน่นอนยิ่งไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้ที่จะรอดพ้นจากการลงโทษของพระองค์” ถ้าตาม
ความยุติธรรมแล้ว ท่านนบี(ซล) ทรงขอว่า “จงคิดบัญชีของพวกเราจากความเมตตาของ
พระองค์” เพราะด้วยความเมตตาแล้วโอกาสที่จะอภัยโทษนั้นมันมีสูง
“ยัฆฟิรู ลิมัยยะชา วะยุอัซซีบุ มัยยะชา”

     อภัยให้ใครก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และลงโทษใครก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์
หมายความว่าเป็นการคิดบัญชีอย่างสมบูรณ์ อย่างละเอียด คิดอย่างละเอียดคิด อย่างสมบูรณ์
ในอัลกุรอาน กล่าวว่า ในวันกิยามัต มนุษย์บางคนจะบอกว่า
(ยาลัยตะนา กุนตุนตูรอบา)
ช่างอนิจา ข้าไม่น่าเกิดเป็นคนเลย! น่าจะเกิดเป็นดินเสียมากกว่า

     ตอนนี้เรามีความภาคภูมิใจที่เราเกิดมาเป็นคน แต่เมื่ออัลลอฮ์ (ซบ) ทรงคิดบัญชีกับเราแล้ว
ในกุรอานบอกว่า มนุษย์กลุ่มหนึ่งบอกว่า(ยาลัยตะนา กุนตุนตูรอบา)โอ้!!!ไม่น่าเกิดเป็นคน
น่าจะเป็นดินเสียดีกว่า คือไม่น่าเป็นคนเลย เพราะเกิดเป็นคนนั้นมันลำบากเป็นอย่างมาก ลำบาก
ตอนไหน ? ลำบากตอนที่อัลลอฮ์ (ซบ) คิดบัญชี อยู่ในโลกนี้สบาย บางคนบอกว่า
(ยาลัยตะนา เลาอัตตคิด อุลานัน คอลีลา)
โอ้!!!ไม่น่าคบคนนั้นเป็นเพื่อนเลย กูเลยซวย กลายเป็นชาวนรก

     สิ่งนี้มันมีจริงในอัลกุรอาน เมื่อเห็นอัลลอฮ์ (ซบ) คิดบัญชี บางครั้งมนุษย์เสียดาย โดยมีหลาย
รูปแบบในลักษณะมีคำแก้ตัวหลายๆ รูปแบบ ข้อแก้ตัวบางคำก็มีบันทึกในพระมหาคัมภีร์อัล
กุรอานว่า
(ร็อบบีร ฉีรอูนี)
ยาอัลลอฮฺขอฉันกลับไปบนโลกดุนยาแปบเดียว กลับไปทำไม พี่น้อง ?
(ลิอะมลัน อะมาลัน ศอลิฮัน)
กลับไปเพื่อทำอามัลศอและฮ์ สักสิ่งหนึ่ง
ในวันนั้นเพิ่งรู้ว่า ถ้ามีอามัลศอและฮ์อีกสักอย่างหนึ่ง สามารถหลุดจากการลงโทษอันแสนสาหัส
แต่เรามองข้าม
(อัลอะมลัน อะมลัน ศอลิฮัน)ภาษา
อาหรับแปลว่ากลับไปทำอามัลศอและฮ์อีกสักหนึ่งอย่าง แล้วขอกลับไปทำอะไร ? ไม่ใช่
กลับไปทำนมาซสักร้อยปี ไม่ใช่จะกลับไปบริจาค แต่ทว่าจะกลับไปทำอามัลศอและฮ์สักหนึ่ง
อย่าง บางคนบอกว่าจะกลับไปทำอันนี้ รู้ว่าโอ้!!ถ้ามีอีกหนึ่งอามัลศอและฮ์ ก็จะรอด บางคน
กลับไปทำอะไร ?
(ลิอะสัดดะกอ วะอะกุมมินัศศอลีฮีน)
จะกลับไปศอดาเกาะฮ์ เพิ่งรู้ว่า ถ้ามีหนึ่งศอดาเกาะฮ์ อีกหนึ่งตัวช่วย ต้องการอีกหนึ่งศอดาเกาะฮ์
เท่านั้นเองก็จะรอด แต่เพราะขาดหนึ่งศอดาเกาะฮ์จึงไม่รอด ดังนั้นในวันนี้ ในวันที่ยังมีโอกาส
จงทำ การศอดาเกาะฮ์ จงทำการช่วยเหลือสังคม จงรับผิดชอบโดยเฉพาะในหมู่บ้านของเรา ซึ่ง
ในหมู่บ้านนี้มีปอเนาะ และเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องดูแลพี่น้อง ที่จริงแล้วปอเนาะเป็นสถาน
ศึกษาศาสนา อันเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องดูแล อันนี้แหละที่จะรักษาศาสนา ตรง
นี้แหละที่จะทำให้คนในสังคมจะเป็นชาวนรกหรือชาวสวรรค์อยู่ที่ปอเนาะนี่แหละ ถ้าปอเนาะ
อยู่ได้ ปอเนาะสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ บุคคลเหล่านี้แหละ ที่จะมาเป็นอิมาม จะมาเป็น
คอติบ จะมาสั่งสอนพวกเรา จะมาทำให้เรารักอัลลอฮ์ (ซบ) จะมาทำให้เรารำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซบ)
มากยิ่งขึ้น ดังนั้นมนุษย์อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินไร้สาระ บางคนขึ้นสวรรค์ด้วยกับการ
ช่วยเหลือ ฟะกีร มีสกีน บางคนลงนรกกับ ฟะกีร มีสกีน บางคนขึ้นสวรรค์เพราะการช่วยเหลือ
บางคนลงนรกเพราะไม่ช่วยเหลือ ความวิบัติของผู้นมาซ ในกุรอานก็ได้อธิบายอย่างชัดแจ้ง
(ฟะวัยลุล ลิลมุศอลลีน)

ความวิบัติจงมีแด่ผู้นมาซ

     ทำไมคนนมาซจึงถูกสาปแช่ง ? ดังนั้นจงอย่าภูมิใจในนมาซของเราเพียงอย่างเดียว
เหมือนกับที่ข้าพเจ้าบอกในช่วงตอนต้นแล้วว่า ศาสนานี้ไม่ใช่มีแต่เรื่องนมาซเรื่องเดียว เมื่อ
นมาซจนเริ่มจะหลงตัวเอง อัลลอฮ์ (ซบ) บอกว่า
(ฟะวัยลุล ลิลมุศอลลีน)
ความวิบัติจงมีแด่ผู้นมาซ
ทำไม?
(อัลละซี นะฮุม อันศอลาติฮิม สาฮูน)
เพราะนมาซแบบไม่รู้เรื่อง คำว่า (สาฮูน)คือไม่รู้เรื่อง นมาซไปอย่างนั้น นมาซแบบไม่รู้
(อัลละซี นาฮุม ยูรออูน)
นมาซเพื่อจะอวดกับพระองค์ว่าฉันนมาซแล้ว
(วะยัมนาอูน นัลมาอูน)
พวกที่นมาซแล้วปฏิเสธการช่วยเหลือ ช่วยเหลือตรงนี้คือทุกอย่าง
(อัลมาอูน)คือ การช่วยเหลือทุกประเภท
ถ้าเรามีความสามารถช่วยเหลือฟะกีร มีสกีน เราต้องช่วยเหลือเขา ถ้าเรามีความสามารถช่วย
ในดานการศึกษา ช่วยศาสนาเรา ก็ต้องช่วยศาสนา ถ้าเรามีความสามารถจะสร้างสุเหร่าก็ต้อง
ช่วย คือทุกอย่าง(อัลมาอูน)ผู้ที่นมาซแต่ปฏิเสธในการที่จะช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆนั้น
คือผู้ที่ถูกสาปแช่ง

     (ฟะวัยลุล ลิลมุศอลลีน)นมาซแล้วแต่ก็ลงนรก นมาซแล้วก็ลงนรกได้อีกเช่นกันพี่น้อง!!! เพราะศาสนานี้ไม่ใช่เป็นศาสนาเฉพาะเรื่องเดียว แต่เป็นศาสนาที่สอนทุกสิ่งทุกอย่าง กล่าวคือมนุษย์จะต้องมีความสมบูรณ์ก่อนที่จะกลับไปสู่พระองค์ แต่ถ้าการดำเนินชีวิตในบางสิ่งบางอย่างของเขาผิดพลาด ให้เขาแก้ไขด้วยตัวเอง เมื่ออาญัลของเขามาถึง ยังแก้ไขไม่หมดก็เป็นโอกาสของลูกหลาน ของพรรคพวก ของพี่น้อง ของเพื่อนฝูง ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะปลดเปลื้องภาระของผู้ตาย ถ้าไม่หนักคือถ้าผู้ตายไม่ใช่คนที่บาปหนัก เพราะถ้าคนบาปที่หนักหน่วงทำอะไรให้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ยังต้องทำเพื่อลดโทษ ดังนั้นการทำบุญให้คนตาย

     การรำลึกถึงคนตายในรูปแบบต่างๆเหล่านี้ ไม่ว่า การให้อาหารกับคนยากจน การช่วยทำอะไรก็ได้ที่เป็นความดีและเนียตอุทิศความดีอันนี้ให้กับผู้ตายและกับคนที่เรารัก ซึ่งเรา มีตัวอย่างมากมายในศาสนา คือในเมื่อคนตายตัดขาดจากมนุษย์นบี (ซล)จะไม่ละหมาดถึง70ครั้งให้กับศพของ ท่านซัยยิดินา ฮัมซะฮ์ นบี (ซล) จะไม่บอกว่านี่เมื่อกี้เดินผ่านไปกำลังถูกลงโทษ ตอนนี้หยุดลงโทษเพราะลูกของเขากำลังเรียนอัลกุรอาน อัลลอฮ์ (ซบ) บอกแล้วว่าความดีของลูกในโลกนี้ก็ช่วยหยุดการลงโทษของพ่อที่กำลังถูกลงโทษอยู่ในอลัมบัรซัค

     ดังนั้นการทำบุญ การอุทิศส่วนกุศลหรือที่เราเรียกว่าการฮาดียะฮ์ให้กับผู้ตายนั้นเป็นอีก “บาบุร เราะมะฮ์” เป็นประตูแห่งความเมตตาอันหนึ่งที่อัลลอฮฺ (ซบ) เปิดให้กับมนุษย์ ทุกคนเว้นแต่ว่าคนนั้นจะโชคร้ายกล่าวคือการดำเนินชีวิตของเขาในโลกนี้ เขาไม่ได้สร้างอะไรไว้เลยเพื่อสิ่งนี้ คือเขาไม่ได้สร้างลูกที่ว่าถ้าเราตายไปแล้วลูกคนนี้จะอ่านอัลกุรอานให้กับเรา เพราะเราไม่ได้ส่งลูกไปเรียนอัลกุรอาน สมมุติ เขาไม่ได้สร้างเอาไว้เลยว่า ถ้าเราเกิดตายไปแล้วลูกคนนี้จะทำบุญให้กับเรา เพราะเขาไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้เอาไว้เลย นี่คือความโชคร้ายของผู้ตายอันนี้ค่อยว่ากันในวันกียามัต ในวันแห่งการตัดสิน และวันแห่งการตอบแทน

อัลลอฮุมมา ศอลลีอาลา มูฮัมมัด วะอาลีมูฮัมมัด