lasted posts

Popular

มาดูความเป็น “โกซิกส์” (โกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล) ของนายฟาริด เฟ็นดี้ ตอนที่ 1.

 

311558

 




 

 

เมื่อมีคนถามนายฟาริด เฟ็นดี้ ว่า คุณกล่าวหาชีอะห์เป็น “กาเฟร” (บุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม)ได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขามีกะลิมะห์ ชะฮาดะห์ ?

 

ฟารีด เฟ็นดี้ตอบว่า

 

เหตุด้วยนี้แหละครับที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า คนที่มี “กะลิมะห์ซะฮาดะห์” ทุกคนเป็นมุสลิม จึงวางใจ สนิทสนมคบหาเป็นเพื่อน หรือยอมให้ลูกสาวไปแต่งงานด้วย แต่คนที่มี “กะลิมะห์ซะฮาดะห์” ไม่ใช่มุสลิมทุกคนดังนี้พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

 

 ومن الناس من يقول آمنا بالله وباليوم الآخر وماهم بمؤمنين

 

“และมีมนุษย์ส่วนหนึ่งที่เขากล่าวว่า เราศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศรัทธาวันอาคิเราะห์ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ศรัทธา” ซูเราะห์ อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 8

 

การจะเป็นผู้ศรัทธานั้นไม่ใช่แค่เพียงปากประกาศว่าเป็นมุสลิมก็เพียงพอแล้ว แต่จะต้องน้อมรับในสิ่งที่ท่านรอซูลได้นำมาสอนทั้งหมดด้วย มิใช่รับเพียงบางส่วนและปฏิเสธอีกบางส่วน ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคของท่านอบูบักร์ดังนี้

 

“หลังจากท่านนบีได้เสียชีวิตไปนั้น ชาวอาหรับกลุ่มหนึ่งปฏิเสธที่จะจ่ายซะกาต ท่านอบูบักร์จึงได้สั่งจัดทัพเพื่อไปกำราบ แต่ท่านอุมัรได้คัดค้านว่า ท่านจะยกทัพไปสู้รบกับคนที่เป็นมุสลิมได้อย่างไร ในขณะที่ท่านนบีได้เคยกล่าวว่า

 

أمرت أن أقاتل الناس حتى يقولوا لا اله الا الله فمن قالها فقد عصم منى ماله  ونفسه الا بحقه وحسابه على الله

 

“ฉันถูกใช้ให้ต่อสู้กับผู้ที่เป็นภัยต่ออิสลามจนกว่าพวกเขาจะกล่าวว่า ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮ์ และเมื่อพวกเขาได้กล่าวมันแล้ว ทรัพย์ของเขาชีวิตของเขาก็เป็นที่ต้องห้ามแก่ฉัน นอกจากสิทธิอันชอบธรรมแห่งอิสลาม และบัญชีของเขามีอยู่ ณ.ที่อัลลอฮ์”

 

ท่านอบูบักร์ได้ตอบว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะต้องยกทัพไปต่อสู้กับผู้ที่ยอมรับเรื่องละหมาดแต่ปฏิเสธเรื่องซะกาต เพราะซะกาตนั้นคือทรัพย์ที่เป็นสิทธิอันชอบธรรมด้วยเช่นกัน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า หากพวกเขาปฏิเสธแม้แต่ลูกแกะสักตัวหนึ่งที่เคยจ่ายให้แก่ท่านนบี ฉันก็จะสู้รบด้วยเหตุที่พวกเขาปฏิเสธ” บุคคอรี และมุสลิม

 

เหตุการณ์ข้างต้นนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า คนมี “กะลิมะห์ซะฮาดะห์” แล้วปฏิเสธเรื่องหนึ่งเรื่องใดในอิสลามก็ถือว่า เขาไม่ใช่มุสลิม

 

۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩

 

ทุกคนคงเห็นคำตอบของนายฟาริด เฟ็นดี้แล้ว ซึ่งสิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเขายังคงไร้เดียงสาในวิชาการของอิสลามอีกมาก เพราะว่า

 

เขายังแยกแยะไม่ออกเลยว่าระหว่าง “อิสลาม” กับ “มุฮ์มิน” หรือ ความเป็น “มุสลิม” กับ “ผู้ศรัทธา” นั้นต่างกันอย่างไร ? เขายังคงเข้าใจว่าสองอย่างนี้คือตัวเดียวกัน นั่นหมายถึง ทุกๆคนที่เป็นมุสลิมคือมุฮ์มิน(ผู้ศรัทธา) ซึ่งจริงๆแล้วคำว่า “มุสลิม” กินความหมายกว้างกว่าคำว่า”มุฮ์มิน” เสมอ กล่าวคือ

 

“ทุกคนที่เป็นมุอฺมินเขาคือมุสลิม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นมุสลิมจะเป็นมุอฺมิน”

 

ความจริงของเรื่องนี้ถูกกล่าวไว้ในคำภีร์อัลกุรอาน ว่า

 

 قَالَتِ الْأَعْرَابُ آمَنَّا قُل لَّمْ تُؤْمِنُوا وَلَكِن قُولُوا أَسْلَمْنَا وَلَمَّا يَدْخُلِ الْإِيمَانُ فِي قُلُوبِكُمْ

 

14/الحجرات

 

 “เมื่ออาหรับชนเผ่ากล่าวว่า เราศรัทธาแล้ว จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัดว่า) พวกท่านยังมิได้ “ศรัทธา” แต่จงกล่าวว่า เราเป็น “อิสลาม” แล้ว(เท่านั้นเอง) เพราะการศรัทธายังมิได้เข้าสู่หัวใจของพวกท่าน”

 

นี้คือความแตกต่างระหว่างสองคำนี้ ฉะนั้นโองการที่นายฟาริด เฟ็นดี้ได้ยกมาข้างต้นเป็นโองการที่กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ศรัทธา ว่า มุอ์มินที่แท้จริงคือผู้ที่สยบต่อคำบัญชาและสารธรรมจากอัลลอฮ์และท่านนบี(ซ.ล.)โดยดุษณี

ท่านนบีกล่าวว่า

 

الإِيمَانُ عَقْدٌ بِالْقَلْبِ ، وَإِقْرَارٌ بِاللِّسَانِ ، وَعَمَلٌ بِالأَرْكَانِ

 

“ความศรัทธาประกอบด้วยการบรรลุด้วยใจ เอ่ยด้วยวจี และปฏิบัติด้วยสรรพางค์กาย”

 

ส่วน “อิสลาม” หรือบันใดขั้นแรกของการเป็นมุสลิม ก็คือการยอมรับด้วยวาจาว่า “อัลลอฮ์คือพระเจ้าองค์เดียวของเรา นบีมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” 

 ดังเช่นคำพูดของนักปราชน์ที่ให้คำนิยามของการเป็น “มุสลิม” ว่า

 

الإسلام: الدخول فى السلم، وهو أن يسلم كلّ واحد منهما أن يناله من ألم صاحبه

 

อิสลาม คือการเข้าสู่ความสงบสันติและความปลอดภัย นั่นหมายถึง ด้วยกับการยอมรับ เตาฮีด และนะบูวะฮ์(เขาคือมุสลิม ดังนั้น)ชีวิตและทรัพย์สินของเขาจะได้รับการคุ้มครอง

 

ซะมักชารีฮ์ และนักปราชผู้โด่งดังของฝ่ายซุนนะฆ์ท่านอื่นๆอีกมากมายได้กล่าวไว้ว่า

 

الدخول في السلم والخروج من أن يكون حربا للموءمنين بإظهار الشهادتين، ألا ترى إلى قوله تعالى  ولمّا يدخل الإيمان فىقلوبكم

 

 الكشاف عن حقائق التنزيل وعيون الأقاويل، ج 3، شرح ص 569

 

อิสลาม คือการสู่ความสงบสุขสันติปลอดภัย และคือการออกห่างต่อการทำสงครามกับผู้ศรัทธาด้วยกัน ฉะนั้นด้วยกับการกล่าว ชะฮาดะฮ์ตัย(คำปฏิญาณตนว่าอัลลอฮ์มีหนึ่งเดียว มุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์ ด้วยกับสิ่งนี้) เขาผู้นั้นคือ มุสลิม แล้วดังพระดำรัสของพระองค์ว่า” พวกท่านเป็นมุสลิมแล้วแต่ทว่าการศรัทธายังมิได้เข้าสู่หัวใจของพวกท่าน (นั่นคือเป็นมุสลิมแล้วแต่ยังไม่เป็นมุฮ์มิน)”

 

และและอีกเหตุผลหนึ่งจากบทความของนายฟาริด เฟ็นดี้เองข้างต้น หากพี่น้องผู้ศรัทธาสังเกตุดีๆ ฮะดิษที่เขา อ้างถึงคำพูดของท่านอุมัรที่กล่าวว่า นบีได้สั่งกำชับเขาว่า

 

أمرت أن أقاتل الناس حتى يقولوا لا اله الا الله فمن قالها فقد عصم منى ماله  ونفسه

 

ฉันถูกใช้ให้ต่อสู้กับผู้ที่เป็นภัยต่ออิสลามจนกว่าพวกเขาจะกล่าวว่า “ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮ์” และเมื่อพวกเขาได้กล่าวมันแล้ว ทรัพย์ของเขาชีวิตของเขาก็เป็นที่ต้องห้ามแก่ฉัน

ตามความเชื่อของอุมัร บิน ค็อตต็อบ เพียงแค่กล่าวกะลิมะฮ์เดียวคือ “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ์” เขาผู้นั้นเป็นมุสลิมแล้ว ทรัพย์สิน ชีวิตของเขาเป็นสิ่งต้องห้าม

 

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยากถามนายฟาริด เฟ็นดี้จอมโกสิกส์ว่า ทำใมนายจึงกล่าวหาผู้ที่มี กะลีมะฮ์ชะฮาดะฮ์ว่าเป็นกาเฟร ? (คำตอบที่นายตอบไว้ข้างบนใช้ไม่ได้เพราะมันคนละเรื่องกัน) และอยากถามว่าทำใมนายจึงอาจหาญสร้างหลักการใหม่ขึ้นมาอิสลามตามนัฟซูหรืออารมณ์อันใฝ่ต่ำของนายเองโดยหลักการนี้ขัดกับ

-อัลกุรอาน

-ขัดกับคำสอนของท่านนบี(ศ็อลฯ)

-ขัดกับคำพูดของศ่อฮาบะฮ์ที่เจ้านับถือ เช่นอุมัร บินค็อตต็อบ

-ขัดกับนักปราชของโลกอิสลามทั้งซุนนี่และชีอะห์

 

ดังนั้นผมอยากจะสอนนายฟาริด เฟ็นดี้สักอย่างหนึ่งว่าการที่จะศึกษาความเชื่อของมัซฮับใดอย่างถ่องแท้ ควรพิจารณาดังนี้

 

  1. ควรพิจารณาความเชื่อของมัซฮับที่ต้องการศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับของมัซฮับนั้นๆ ก่อนจะตัดสินว่ามัซฮับดังกล่าวถูกหรือผิด

 

  1. ไม่ควรนำระดับความเคร่งครัดของผู้นับถือมัซฮับมาใช้พิจารณาความถูกต้องของเนื้อหามัซฮับได้ ต้องทราบว่า ชีอะฮ์ที่แท้จริงคือผู้ที่เข้าใจและยึดมั่นในความเชื่อของชีอะฮ์ ไม่ว่าจะในแง่ความรู้ ทัศนคติ และแนวพฤติกรรม มิไช่ผู้ที่แอบอ้างอย่างฉาบฉวย หรือผู้ที่เป็นชีอะฮ์ตามผู้อื่นโดยการนำพฤติกรรมของกลุ่มเหล่านี้มาอ้าง(ดังที่ทำกันในหลายๆห้องของพวกวะฮ์ฮาบี)แล้วบอกว่านี้งัยมาดูการกระทำของชีอะห์ 12 อิมามซิ

 

สุดท้ายนี้อยากฝากฮะดิษสักบทจากท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ซึ่งคำพูดนี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือที่นายเชื่อมั่นว่าเป็นแหล่งอ้างอิงที่สองรองจากอัลกุรอาน นั่นคือถูกบันทึกไว้ในศ่อเอี้ยะบุคคอรีว่า

 

 

لاَ يَرْمِي رَجُلٌ رَجُلاً بِالفُسُوْقِ وَلاَ يَرْمِيْهِ بِالكُفْرِ اِلاَّ ارْتَدَّتْ عَليْهِ اِنْ لَمْ يَكُنْ صَاحِبُهُ كَذَلِكَ

 

“คนใดก็ตามจะไม่ใส่ร้ายผู้อื่นด้วยข้อหาว่าชั่ว และจะไม่ใส่ร้ายผู้อื่นด้วยข้อหากาเฟร นอกจากผู้กล่าวหาจะตกศาสนาเอง หากผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นเช่นนั้น”

 

บันทึกโดยบุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 5585

 

กล่าวหาว่าชีอะห์ที่มีจำนวนมากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลกว่าเป็นกาเฟร ระวังนะครับ นายฟาริด เฟ็นดี้ หากพวกเขาไม่ได้เป็นดั่งการใส่ร้ายของท่านแล้วละก็ ข้อหาและคำใส่ร้ายนี้จะย้อนกลับไปยังตัวท่านและวงศ์ตระกูลของท่านเองนะครับ

 

 เอกภาพ ชัยศิริ

 

۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩۩

 

ส่วนประเด็นที่นายอ้างคำพูดอบูบักร ที่ได้ส่งนายทหารของเขาไปกองพลหนึ่งเพื่อฆ่าสังหารหมู่มุสลิมเผ่าหนึ่งที่ไม่ยอมจ่ายซะกาตให้กับรัฐบาลของอบูบักร รอผมมีเวลาสักนิดนายเดือดร้อนแน่ฟาริด และเดือดร้อนถึงอบุบักรด้วย(ตามคำอ้างของนาย) เพราะในอิสลามเรา ไม่มีโองการไหน ไม่มีคำสอนใดจากนบี ไม่มีแบบฉบับที่นบีทำให้เห็นเลยว่า หากใครไม่จ่ายซะกาต โทษของเขาคือประหารชีวิต (หรือนายว่ามีฟาริด)

 

นายจะอ้างว่าท่านอบูบักรส่งทหารจำนวนหนึ่งไปสังหารมุสลิมเพียงเพราะพวกเขาไม่จ่ายซะกาต งานนี้เดือนร้อนทั้งกรมแน่ 555+