hamka068

 

 

 

เปิดสมองวะฮาบีย์ ตอนอุลามาซุนนี์กับการตอบเรื่องอะกีดะฮ์ของวะฮาบีย์ว่า อะลีกินเหล้า

 

 

 

         หนึ่งในหลักอะกีดะฮ์อัปยศ ที่สำคัญของวะฮาบีย์นอกเหนือจาก

 

การ เชื่อว่า ศอฮาบะฮ์สาวกคือดวงดารา แต่มารดาและบิดานบีคือชาวนรก”  นั่นก็คือความเชื่อที่ว่า คอลีฟะฮ์ อะลีคือขี้เมานมาซมั่วโดยพวกเขาอ้างว่าอายะฮ์ ที่ ๔๒ ซูเราะฮ์ อันนิสาอฺ

 

ولا تقربوا الصلاة وانتم سكاري

 

จงอย่าเข้าใกล้นมาซหากสูเจ้ายังมึนเมานั้นลงมาสำหรับท่าน อะลี บินอะบีฏอลิบ

       ซึ่งอะกีดะฮ์ชั่วๆอันนี้ก็ได้รับการสืบสานถ่ายทอดจาก วะฮาบีย์ตัวพ่ออย่างอิบนุ ตัยมียะฮ์ ผู้เป็นศรัตตรูกับอะฮ์ลุลบัยต์ที่ได้กล่าวไว้ในตำราของตนที่ชื่อว่า มินฮาจ อัซซุนนะฮ์ซึ่งจริงๆแล้วสมควรจะ

 

เปลี่ยนเป็น มินฮาจ อัลบิดอะฮ์(แนวทางแห่งบิดอะฮ์)

 

وقد انزل الله تعالى في علي :”يا ايها الذين ءامنوا لا تقربوا الصلاة وانتم سكارى حتى تعلموا ما تقولونلما صلى فقرأ وخلط “.

منهاج  السنة ،  ج 4 ،‌ ص65 .

 

และพระองค์อัลลอฮ์นั้นได้ลงมาเรื่อง อะลี นั่นก็คือ โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าเข้าใกล้นมาซหากสูเจ้ายังมึนเมาจนกว่าจะรู้ว่ากำลังกล่าว

อะไร”  เพราะตอนท่านอะลีนมาซ ท่านนั้นได้อ่านและทำนมาซผิด

 

มินฮาจ อัซซุนนะฮ์ เล่ม๔ หน้า๖๕

 

 

 

วิเคราะห์คำใส่ร้ายของวะฮาบีย์เรื่องท่านอะลีกินเหล้า

 

    หลังจากตรวจสอบจาก ตำราศอฮี๊ ทั้งหกของซุนนีย์เราก็พบว่ารายงานที่เกี่ยวกับท่านอะลี ดื่มเหล้านั้นมีมาสองที่ด้วยกันคือ จากติรมีซีย์และอะบีดาวุด  พี่น้องที่แสนดีของเราคือคุณ อารีฟีน บิน อาบีดีน มีล่ามได้ยกมาให้ดูพร้อมกับการแ

 

ปล ซึ่งเป็นบทที่บันทึกใน ติรมีซีย์

 

 อารีฟีน อาบีดีน มีล่าม จากเชค มุหัมหมัด อาบิด อัลญาบิรีย์ (ชาวโมรอคโค และไม่ใช่วะฮาบีด้วย)

 

ได้กล่าวว่า

 

في رواية ذكرها أبو داود والترمذي والنسائي والحاكم عن علي بن أبي طالب قال: صنع لنا عبد الرحمن بن عوف طعاما فدعانا وسقانا من الخمر، فأخذَتِ الخمرُ منا، وحضرتْ الصلاةُ فقدموني (ليَؤُمَّ بهم) فقرأت : “قل يا أيها الكافرون لا أعبد ما تعبدون ونحن نعبد ما تعبدون، فانزل الله: “يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا لَا تَقْرَبُوا الصَّلَاةَ وَأَنْتُمْ سُكَارَى حَتَّى تَعْلَمُوا مَا تَقُولُون …” (النساء 43)”

ในรายงานที่ อบูดาวูด ติรมีซีย์ นาซาอีย์ และหากิมได้บันทึกไว้ จากท่านอะลี อิบนิ อะบีตอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า อับดุรเราะห์มาน อิบนิ เอาฟ์ ได้ปรุงอาหารให้กับเรา แล้วได้เชิญเราไปดื่มคอมร์(เผื่อบางคนไม่อยากแปลว่าสุรา) แล้วคุมุรก็ได้ถูกเอาไปจากเรา และเวลาละหมาดก็มาถึง แล้วพวกเขาก็ให้ฉันนำหน้า(คือเพื่อเป็นอิมามให้กับพวกเขา) แล้วฉันได้อ่านว่า

กุลยาอัยยุฮัลกาฟิรูน โอ้บรรดากาฟิรทั้งหลาย

ลาอะอฺบุดุ มาตะอฺบูดูน ฉันไม่สักการะในสิ่งที่พวกเจ้าสักการะ

วะนะห์นูนะอฺบุดูมาตะอฺบุดูน และพวกเราสักการะในสิ่งที่พวกเจ้าสักการะ

ดังนั้นอัลลอฮฺจึงประทานอายะฮฺ

 

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا لَا تَقْرَبُوا الصَّلَاةَ وَأَنْتُمْ سُكَارَى حَتَّى تَعْلَمُوا مَا تَقُولُون

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าเข้าใกล้การละหมาดในขณะที่พวกเจ้าเมามาย จนกว่าพวกเจ้าจะรู้ในสิ่งที่พวก

 

เจ้าพูดอันนิซาอฺ

และอิกรายงานจากอะบีดาวุด

3673 ، حَدَّثَنَا مُسَدَّدٌ حَدَّثَنَا يَحْيَى عَنْ سُفْيَانَ حَدَّثَنَا عَطَاءُ بْنُ السَّائِبِ عَنْ أَبِى عَبْدِ الرَّحْمَنِ السُّلَمِىِّ عَنْ عَلِىِّ بْنِ أَبِى طَالِبٍ عَلَيْهِ السَّلاَمُ أَنَّ رَجُلاً مِنَ الأَنْصَارِ دَعَاهُ وَعَبْدَ الرَّحْمَنِ بْنَ عَوْفٍ فَسَقَاهُمَا قَبْلَ أَنْ تُحَرَّمَ الْخَمْرُ فَأَمَّهُمْ عَلِىٌّ فِى الْمَغْرِبِ فَقَرَأَ (قُلْ يَا أَيُّهَا الْكَافِرُونَ) فَخَلَطَ فِيهَا فَنَزَلَتْ (لاَ تَقْرَبُوا الصَّلاَةَ وَأَنْتُمْ سُكَارَى حَتَّى تَعْلَمُوا مَا تَقُولُونَ ) .

سنن أبي داود ، ابن الأشعث السجستاني ، ج 2 ص 182 .

 

เรื่องคล้ายกันต่างตรงที่ว่าตรงนี้บอกว่า ชายคนหนึ่งจากอันศอรได้เชิญอะลี

และอับดุรเราะฮ์มาเป็นแขก…..

 

คำตอบที่หนึ่ง

 

อุลามาซุนนีย์เองก็ปฏิเสธเรื่อง

 

ท่านอลี กินเหล้าและนมาซผิด อย่างเช่น

 

อิมาม เชากานีย์ได้กล่าถึงผู้รายงานเรื่องนี้ว่า

 

وفي إسناده عطاء بن السائب لا يعرف إلا من حديثه ، وقد قال يحيى بن معين لا يحتج بحديثه .

 

نيل الأوطار ، ج 9 ، ص 56 .

 

ในสายรายงานมี عطاء بن سائب ซึ่งเชื่อถือไม่ได้….

 

ฮากิม อันนีชาบูรี หลังจากที่ยกรายงานนี้ก็ได้กล่าวว่า

 

وفي هذا الحديث فائدة كثيرة وهي ان الخوارج تنسب هذا السكر وهذه القراءة إلى أمير المؤمنين علي بن أبي طالب دون غيره وقد برأه الله منها فإنه راوي هذا الحديث.

 

المستدرك ، الحاكم النيسابوري ، ج 2 ، ص 307 .

 

ในเรื่องนี้มีสิ่งสำคัญคือว่า มีคอวาริจที่เป็นศรัตตรูกับอะลีในสายรายงานด้วย จึงได้ใส่ร้ายว่าท่านอะลีกินเหล้าและนมาซผิด ทั้งที่อัลลอฮ์ได้ยืนยันปฏิเสธเรื่องนี้

 

ซึ่งอุลามาสองท่านนี้ในเรื่องความสำคัญและยิ่งใหญ่ในโลกซุนนีย์ไม่จำเป็นต้องอธิบาย

 

คำตอบที่สอง

 

นั่นก็คือเรื่องนี้มีรายงานมาสองแบบ คือบทนึงระบุว่า อับดุรเราะฮ์มานเป็นเจ้าบ้านผู้เชิญ และอีกบทนึงบอกว่า ชายจากอันศอร

 

ทั้งๆที่ผู้รายงานของทั้งสองบทนั้นคือคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่ทำมัยเรื่องจึงถูกรายออกมาสองแบบ? ที่ขัดกัน

 

เป็นไปไม่ได้ที่คนรายงานกลุ่มเดียวกัน แต่ครั้งนึงบอกว่าเป็นเจ้าบ้าน แต่อิกครั้งบอกว่าเป็นแขก

 

ดังนั้นตามหลักวิชา อัลฮะดีษ หากคนกลุ่มเดียวแต่รายงานออกมาสองแบบที่ขัดกัน นั่นแสดงว่าเป็นรายงานที่พถูกอุปโลกขึ้นมา

 

 

คำตอบที่สามคือ

 

สายรายงานเชื่อไม่ได้ตามมาตรฐานของซุนนีย์ เช่น

 

أبو عبد الرحمن السلمي

 

ซึ่งฏอบะรียืกล่าว่า เขาเป็นศรัตตรูกับท่านอะลี

 

وأبو عبد الرحمن السلمي واسمه عبد الله بن حبيب قال رجل لأبي عبد الرحمن أنشدك الله متى أبغضت عليا عليه السلام أليس حين قسم قسما بالكوفة فلم يعطك ولا أهل قال أما إذ نشدتني الله فنعم .

المنتخب من ذيل المذيل ، ص 147 .

.

.

.

.

عطاء بن السائب

 

 

 

ซึ่งอัลมะซีย์ระบุว่าเขาเพี้ยนเป็นบ้า

 

و قال عن يحيى أيضا : عطاء بن السائب اختلط ، فمن سمع منه قديما فهو صحيح و قال أبو أحمد بن عدى : أخبرنا ابن أبى عصمة ، قال : حدثنا أحمد بن أبى يحيى ، قال : سمعت يحيى بن معين يقول : ليث بن أبى سليم ضعيف مثل عطاء بن السائب .

 

تهذيب الكمال ، ج 20 ص 91

.

.

.

.

ابوجعفر الرازي

 

อัลมะซีก็ระบุว่า ฏออีฟ

 

قال عبد الله بن أحمد بن حنبل ، عن أبيه : ليس بقوى فى الحديث و قال عمرو بن على : فيه ضعف ، و هو من أهل الصدق ، سيىء الحفظ . و قال أبو زرعة : شيخ يهم كثيرا . و قال زكريا بن يحيى الساجى : صدوق ليس بمتقن . و قال النسائى : ليس بالقوى .

 

تهذيب الكمال ج 33 ص 195

.

 

อิบนุฮะญัรก็ระบุว่า อินุฮิบบานบอกว่าเชื่อไม่ได้

 

و قال ابن حبان : كان ينفرد عن المشاهير بالمناكير ، لا يعجبنى الاحتجاج بحديثه إلا فيما وافق الثقات . و قال العجلى : ليس بالقوى .

 

تهذيب التهذيب ، ج12 ، ص57

 

وسيعلم الذین ظلموا ای منقلب ینقلبون

 

 

 

 

 

อันศอรุบะนีย์ซะฮ์รออฺ