lasted posts

Popular

Wahabi+muslims_790c36_6033310

เมื่อ วาฮาบีย์  บิดเบือนความหมายหะดีษ 12 อิม่าม

 

ในตำราชีอะฮ์มีหะดีษระบุว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)ได้กล่าวว่า 12 อิหม่ามหลังจากท่าน คนแรกชื่ออาลี(อ)และคนสุดท้ายชื่อมะฮ์ดี(อ) เช่น

 

เชคศอดูก(เกิด 305 – 381 ฮ.ศ.) เล่าว่า : อะหมัด บิน มุฮัมมัด บิน ยะห์ยาอัล อัตต็อรเล่าให้เราฟังเขากล่าวว่า บิดาของฉัน(คือมุฮัมมัด บิน ยะห์ยา)เล่าให้เราฟัง จากมุฮัมมัด บิน อับดุลญับบาร จากอะหมัด บิน มุฮัมมัด บิน ซิยาด อัลอะซะดี จากอะบาน บิน อุษมาน จากษาบิต บิน ดีนาร(คืออะบูฮัมซะฮ์อัษษุมาลี) จากอิหม่ามอาลี(ซัยนุลอาบิดีน) บิน ฮูเซน จากอิหม่ามฮูเซน บินอาลี จากอิหม่ามอะมีรุลมุอ์มินีน อาลี บิน อะบีตอลิบ(อ)เล่าว่า

 

ท่านรอซูลุลลอฮ์()กล่าวว่า  

 

اَلْاَئِمَّةُ بَعْدِيْ اثْناَ عَشَرَ أَوَّلُهُمْ أنْتَ ياَعَلِيُّ وَآخِرُهُم الْقَائِمُ الَّذِيْ يَفْتَحُ اللهُ عَزَّوَجَلَّ عَلَى يَدَيْهِ مَشاَرِقَ الْاَرْضِ وَمَغاَرِبَهاَ

 

อิหม่ามผู้นำหลังจากฉันมี 12 คน คนแรกของพวกเขาคือเจ้า โอ้อาลี และคนสุดท้ายของพวกเขาคืออัลกออิม(อัลมะฮ์ดี) ผู้ที่อัลลอฮ์ อัซซะวะญัล จะประทานชัยชนะให้อยู่ในมือทั้งสองของเขา ทั้งโลกตะวันออกและตะวันตก 

หนังสือ กะมาลุดดีน วะตะมามุนนิอ์มะฮ์ โดยเชคศอดูก หน้า 33 หะดีษที่ 35

สถานะหะดีษ : สายรายงานเชื่อถือได้

ส่วนในตำราฝ่ายพี่น้องซุนนี่ได้รายงานไว้ดังนี้

 

ญาบิร บิน สะมุเราะฮ์ เล่าว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์()กล่าวว่า 

 

يَكُونُ بَعْدِي اثْنَا عَشَرَ خَلِيفَةً كُلُّهُمْ مِنْ قُرَيْشٍ

 

จะมี 12 คอลีฟะฮ์ หลังจากฉัน  ทุกคนมาจากเผ่ากุเรช

สถานะหะดีษ ซอฮิฮ์ ดูมุสนัดอะหมัด  หะดีษที่ 20890 ฉบับตรวจทานโดยเชคชุเอบ อัลอัรนะอูฏี

 

ญาบิร บิน สะมุเราะฮ์เล่าว่า  ท่านรอซูลุลลอฮ์ () กล่าวว่า    

 

يَكُونُ بَعْدِي اثْنَا عَشَرَ أَمِيرًا ثُمَّ لَا أَدْرِي مَا قَالَ بَعْدَ ذَلِكَ فَسَأَلْتُ الْقَوْمَ كُلَّهُمْ فَقَالُوا قَالَ كُلُّهُمْ مِنْ قُرَيْشٍ

 

จะมี 12 อะมีร หลังจากฉันทุกคนมาจากเผ่ากุเรช

สถานะหะดีษ ซอฮิฮ์  ดูมุสนัดอะหมัด หะดีษที่ 20892 ฉบับตรวจทานโดยเชคชุเอบ อัลอัรนะอูฏี

 

ญาบิร บิน สะมุเราะฮ์ เล่าว่า  ท่านรอซูลุลลอฮ์ () กล่าวว่า 

 

يَكُونُ بَعْدِي اثْنَا عَشَرَ أَمِيرًا ثُمَّ لَا أَدْرِي مَا قَالَ بَعْدَ ذَلِكَ فَسَأَلْتُ الْقَوْمَ فَقَالُوا قَالَ كُلُّهُمْ مِنْ قُرَيْشٍ

 

จะมี 12 อะมีร หลังจากฉันทุกคนมาจากเผ่ากุเรช

สถานะหะดีษ ซอฮิฮ์  ดูมุสนัดอะหมัด หะดีษที่ 20921 ฉบับตรวจทานโดยเชคชุเอบ อัลอัรนะอูฏี

 

ญาบิร บิน สะมุเราะฮ์ เล่าว่า  ท่านรอซูลุลลอฮ์ () กล่าวว่า 

 

يَكُونُ بَعْدِي اثْنَا عَشَرَ أَمِيرًا قَالَ ثُمَّ تَكَلَّمَ فَخَفِيَ عَلَيَّ مَا قَالَ قَالَ فَسَأَلْتُ بَعْضَ الْقَوْمِ أَوْ الَّذِي يَلِينِي مَا قَالَ قَالَ كُلُّهُمْ مِنْ قُرَيْشٍ

 

จะมี 12 อะมีร หลังจากฉันทุกคนมาจากเผ่ากุเรช

สถานะหะดีษ ซอฮิฮ์  ดูมุสนัดอะหมัด หะดีษที่ 21088 ฉบับตรวจทานโดยเชคชุเอบ อัลอัรนะอูฏี

ท่านจะเห็นได้ว่า ใจความในตำราฝ่ายซุนนี่กล่าวว่า

((จะมี ‹12 คอลีฟะฮ์ หรือ ‹ 12 อะมีร สืบทอดหน้าที่ผู้นำภายหลังจากท่านนะบี ))

 

ด้วยเหตุนี้นักวิชาการทั้งฝ่ายวาฮาบี(ชื่ออาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้)และฝ่ายคณะเก่า(ชื่ออาจารย์อารีฟีน แสงวิมานหรือนายอัซฮะรีย์)จึงกล่าวว่า มีท่านอาลีคนเดียวที่เป็นคอลีฟะฮ์ของโลกซุนนี่ ส่วนลูกหลานของอาลีที่เป็นอะฮ์ลุลบัยต์อีก 11 คนไม่ได้เป็นคอลีฟะฮ์ของโลกอิสลาม  โดยท่านอาจารย์ทั้งสองได้เล่นลิ้นกับศาสนาของอัลลอฮ์ว่า หะดีษสิบสองอิหม่ามในตำราชีอะฮ์นั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดเลยกับหะดีษสิบสองคอลีฟะฮ์หรือสิบสองอะมีรของฝ่ายซุนนี่เพราะ

 

คอลีฟะฮ์ หรือ อะมีร มีความหมายไม่เหมือนกับคำว่า อิม่าม

 

เพื่อพิสูจน์ว่า สามคำดังกล่าวคือ คอลีฟะฮ์,อะมีรและอิหม่ามนั้นได้สื่อถึงความหมายอันเดียวกัน เราจะต้องตามไปอ่านการสนทนาของชาวอันศ็อรและชาวมุฮาญิรีนที่ปรึกษาหารือกัน เรื่องคอลีฟะฮ์หลังจากท่านนะบี(ศ)วะฟาต ณ.สถานที่ๆมีชื่อว่า “ สะกีฟะฮ์ บะนีซาอิดะฮ์ “ ตามที่อัลบุคอรีบันทึกไว้ในซอฮีฮุลบุคอรี หะดีษเลขที่ 3667 และ 3668 และอิบนุฮะญัรอัลอัสก่อลานีได้อธิบายหะดีษบุคอรีบทนี้ไว้ในหนังสือฟัตฮุลบารี-หะดีษ-ที่3394

 

ท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าว่า : หลังจากท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)เสียชีวิต… ชาวอันศ็อรได้มารวมตัวกันที่สะอัด บิน อุบาดะฮ์(ซอฮาบะฮ์ชาวอันศอร)ที่ “ สะกีฟะฮ์ บะนีซาอิดะฮ์ “ ชาวอันศ็อรกล่าวว่า

مِنَّا أَمِيرٌ وَمِنْكُمْ أَمِيرٌ    

 

จากพวกเราจะต้องมีอะมีร หนึ่งคนและจากฝ่ายท่านมี อะมีร หนึ่งคน

 

แล้วท่านอะบูบักร อุมัรและอะบูอุบัยดะฮ์ บินญัรร๊อห์ ได้ไปหาพวกเขา(ชาวอันศ็อร) อุมัรกำลังจะพูด แต่อะบูบักรได้ให้เขานิ่งเงียบ  อุมัรได้กล่าวว่า วัลลอฮ์ ฉันไม่ต้องการสิ่งนั้นยกเว้นฉันได้เตรียมคำพูดหนึ่งเอาไว้(ซึ่ง)มัน(เป็นคำ พูดที่)ทำให้ฉันประทับใจ  ฉันเกรงว่าท่านอะบูบักรจะพูดมันไม่ลึกซึ้ง  จากนั้นอะบูบักรได้กล่าวแล้วเขาได้กล่าวคำพูดที่ลึกซึ้งมากของมนุษย์เขา กล่าวในคำพูดของเขาว่า

 

نَحْنُ الْأُمَرَاء وَأَنْتُمْ الْوُزَرَاء  

 

พวกเรา(ชาวมุฮาญิรีน)คืออะมีร ส่วนพวกท่าน(ชาวอันศ็อร)คือวะซีร(ที่ปรึกษา)

 

อิบนุหะญัรได้อธิบายวรรคนี้ว่า  ท่านเซด บิน ษาบิต ได้ยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า

 

إِنَّ رَسُول اللَّه (ص) كَانَ مِنْ الْمُهَاجِرِينَ وَإِنَّمَا الْإِمَام مِنْ الْمُهَاجِرِينَ ، فَنَحْنُ أَنْصَار اللَّه كَمَا كُنَّا أَنْصَار رَسُول اللَّه صَلَّى اللَّه عَلَيْهِ وَسَلَّمَ . فَقَالَ أَبُو بَكْر : جَزَاكُمْ اللَّه خَيْرًا فَبَايَعُوهُ

 

แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์()เป็นชาวมุฮาญิรีน และแท้จริงอิม่าม จะต้องมาจากชาวมุฮาญิรีน  ส่วนพวกเราคืออันซอรุลเลาะฮ์ เหมือนที่พวกเราคืออันศ็อร(ผู้ช่วยเหลือ)ท่านรอซูล() อะบูบักรจึงกล่าวว่า ขออัลลอฮ์ตอบแทนความดีแก่พวกท่าน แล้วพวกเขาได้ให้สัตยาบันกับเขา(อะบูบักร)    

ดูหนังสือฟัตฮุลบารี หะดีษที่ 3394

กลับมาดูที่หะดีษของอัลบุคอรี ต่อ

 

فَقَالَ حُبَابُ بْنُ الْمُنْذِرِ لاَ وَاللَّهِ لاَ نَفْعَلُ ، مِنَّا أَمِيرٌ وَمِنْكُمْ أَمِيرٌ

 

 

ฮุบ๊าบ บินมุนซิร(ฝ่ายอันศ็อร)ได้กล่าวว่า ไม่พวกเราจะไม่ยอมทำ(เช่นนั้น) จากพวกเราจะต้องมีอะมีร หนึ่งคนและจากฝ่ายท่านมี อะมีร หนึ่งคน

 

อะบูบักรจึงกล่าวว่า

 

لاَ ، وَلَكِنَّا الأُمَرَاءُ وَأَنْتُمُ الْوُزَرَاءُ   

 

ไม่ได้ แต่ว่าพวกเราคือบรรดาอะมีร และพวกท่านคือบรรดาวะซีร

พวกเขา(พวกมุฮาญิรีน)คือ จุดศูนย์รวมของชาวอาหรับ(เพราะมี)บ้าน(หมายถึงมักกะฮ์) และพวกเขาคือชาวอาหรับที่มีเชื้อสายดีที่สุด ดังนั้นพวกท่านจงมอบบัยอะฮ์ให้กับอุมัรหรืออะบูอุบัยดะฮ์เถิด

 

فَقَالَ عُمَرُ بَلْ نُبَايِعُكَ أَنْتَ ، فَأَنْتَ سَيِّدُنَا وَخَيْرُنَا وَأَحَبُّنَا إِلَى رَسُولِ اللَّهِ – صلى الله عليه وسلم – . فَأَخَذَ عُمَرُ بِيَدِهِ فَبَايَعَهُ ، وَبَايَعَهُ النَّاسُ ، فَقَالَ قَائِلٌ قَتَلْتُمْ سَعْدَ بْنَ عُبَادَةَ . فَقَالَ عُمَرُ قَتَلَهُ اللَّهُ

 

ฝ่ายอุมัรได้กล่าวว่า แต่ว่าเราจะมอบบัยอะฮ์ให้ท่าน เพราะท่านคือหัวหน้าของเราคือคนดีของเรา และเป็นที่รักของท่านรอซูล(ศ)มากกว่าพวกเรา อุมัรได้จับมืออะบูบักรแล้วมอบบัยอะฮ์ให้เขา และผู้คนก็ได้บัยอะฮ์แก่เขา มีชายคนหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านได้สังหารสะอัดบินอุบาดะฮ์เสียแล้ว แล้วอุมัรได้กล่าวว่า ขอให้อัลลอฮ์โปรดสังหารสะอัดด้วยเถิด

 

ดูซอฮิฮ์บุคอรี หะดีษที่ 3667 และ 3668

อิบนุหะญัรได้อธิบายวรรคนี้ว่า  อิบนุต-ตีนกล่าวว่า

 

إِنَّمَا قَالَتْ الْأَنْصَار ” مِنَّا أَمِير وَمِنْكُمْ أَمِير ” عَلَى مَا عَرَفُوهُ مِنْ عَادَة الْعَرَب أَنْ لَا يَتَأَمَّر عَلَى الْقَبِيلَة إِلَّا مَنْ يَكُون مِنْهَا ، فَلَمَّا سَمِعُوا حَدِيث ” الْأَئِمَّة مِنْ قُرَيْش ” رَجَعُوا عَنْ ذَلِكَ وَأَذْعَنُوْا

 

ที่จริงชาวอันศ็อรได้กล่าวว่า จากพวกเราจะต้องมี “ อะมีร “ หนึ่งคนและจากฝ่ายท่านมี “ อะมีร “ หนึ่งคน ตามที่พวกเขารู้ดีว่า มันเป็นธรรมเนียมของชาวอาหรับว่า จะไม่ยอมให้ใครมาเป็นหัวหน้าปกครองเผ่าหนึ่งๆ นอกจากผู้นั้นจะต้องมาจากเผ่านั้น  ต่อมาเมื่อพวกเขา(ชาวอันศ็อร)ได้ยิน หะดีษท่านนะบี()ที่กล่าวว่าอิม่าม ต้องมาจากเผ่ากุเรช “ พวกเขาจึงได้ย้อนเปลี่ยนจากธรรมเนียมนั้นและได้ให้การยอมรับ

ดูหนังสือฟัตฮุลบารีย์ โดยอิบนุหะญัร  หะดีษที่ 3394

 

 

วิจารณ์

ตำราหะดีษฝ่ายซุนนี่ใช้คำ ‹12 คอลีฟะฮ์ › หรือ ‹ 12 อะมีร › หลังจากท่านนะบี(ศ)  และพวกที่มีอคติต่อชีอะฮ์ได้ออกมาประกาศว่า

คอลีฟะฮ์ หรือ อะมีร มีความหมายไม่เหมือนกับคำ→ ‹ อิหม่าม

 

แต่เมื่อเราได้อ่านคำสนทนาระหว่างชาวอันศ็อรกับชาวมุฮาญิรีนเรื่องคอลีฟะฮ์ ที่สะกีฟะฮ์ในหนังสือซอฮิ๊ฮ์บุคอรีและฟัตฮุลบารี ชัรฮุลบุคอรี หะดีษที่ 3394 แล้ว   โดยท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าว่า : หลังจากท่านรอซูล(ศ)เสียชีวิต ชาวอันศ็อรได้รวมตัวกันที่ “ สะกีฟะฮ์ บะนีซาอิดะฮ์ “

 

และชาวอันศ็อรกล่าวว่า ((จากพวกเราจะต้องมีอะมีร หนึ่งคนและจากฝ่ายท่านมี อะมีร หนึ่งคน))

หะดีษของอัลบุคอรีบทนี้เล่าว่า ชาวอันศ็อรคุยกันถึงเรื่อง อะมีร แล้วท่านอะบูบักรก็บอกกับชาวอันศ็อรว่า  (( เรา(ชาวมุฮาญิรีน)คือ อะมีร ส่วนพวกท่านคือ วะซีร (ที่ปรึกษา) ))   ตรงวรรคนี้อิบนุหะญัรได้ยกคำพูดของท่านเซด บินษาบิต(ชาวอันศ็อร) มาอธิบายโดยท่านเซดได้กล่าวว่า  (( ท่านรอซูลุลลอฮ์()เป็นชาวมุฮาญิรีน และอิม่าม จะต้องมาจากชาวมุฮาญิรีน ))

 

ดูหนังสือฟัตฮุลบารี หะดีษที่ 3394

 

จากการสนทนาของเหล่าซอฮาบะฮ์ที่สะกีฟะฮ์ ทำให้เราจับใจความได้ดังนี้

  1. ซอฮาบะฮ์ที่สะกีฟะฮ์กำลังพูดเรื่อง(อะมีร หรือ คอลีฟะฮ์ ) แต่ทำไมท่านเซด บิน ษาบิตกลับพูดถึงเรื่อง(อิหม่าม )ว่าจะต้องเป็นชาวมุฮาญิรีน ท่านเซดไม่รู้ดอกหรือว่า ที่ผู้คนที่นั่นกำลังหารือเรื่องคอลีฟะอ์
  2. ทำไมท่านอะบูบักรจึงไม่ตำหนิท่านเซดว่า คุณพูดนอกเรื่อง เพราะพวกเรากำลังหารือกันเรื่องคอลีฟะฮ์ แต่คุณกลับไปพูดเรื่องอิหม่าม และที่สำคัญก็ไม่มีใครโต้แย้งด้วย
  3. หรือว่า ท่านอะบูบักรเข้าใจดีว่าคำ(อิหม่าม)กับคำ(คอลีฟะฮ์)และ(อะมีร)ก็คือเรื่องเดียวกัน ดังนั้นท่านอะบูบักรจึงได้ขอบใจต่อเซด ที่ช่วยพูดในเชิงให้การสนับสนุนเขา

ขอให้เราย้อนกลับมาดูสิ่งที่อัลบุคอรีเล่าอีกครั้งในวรรคถัดมา ฮุบ๊าบ บินมุนซิร(ฝ่ายอันศ็อร)ซึ่งอยู่ที่นั่นด้วยได้โต้แย้งฝ่ายมุฮาญิรีนว่า

لاَ وَاللَّهِ لاَ نَفْعَلُ ، مِنَّا أَمِيرٌ وَمِنْكُمْ أَمِيرٌ  ไม่ เราจะไม่ยอมทำ(เช่นนั้น คือไม่ยอมให้พวกมุฮาญิรีนเป็นคอลีฟะฮ์ฝ่ายเดียว แต่) จากพวกเราจะต้องมี “ อะมีร “ หนึ่งคนและจากฝ่ายท่านมี “ อะมีร “ หนึ่งคน   พอถึงวรรคนี้ อิบนุหะญัรได้อธิบายว่า มีซอฮาบะฮ์ได้ยกหะดีษ(อะอิมมะฮ์มินกุเรช)ขึ้นมา

فَلَمَّا سَمِعُوا حَدِيث ” الْأَئِمَّة مِنْ قُرَيْش ” رَجَعُوا عَنْ ذَلِكَ وَأَذْعَنُوا

 

เมื่อชาวอันศ็อรได้ยินหะดีษนะบี(ศ)ที่กล่าวว่า “ อิหม่าม ต้องมาจากเผ่ากุเรช “  ชาวอันศ็อรจึงได้ยอมรับว่า พวกมุฮาญิรีนคืออิหม่าม เพราะมุฮาญิรีนมาจากเผ่ากุเรช

 

ดูหนังสือฟัตฮุลบารี หะดีษที่ 3394

 

คำถามสำหรับวาฮาบี

 

1.หากคำ((อิหม่ามกับคอลีฟะฮ์))ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แล้วทำไมชาวอันศ็อรจึงไม่โต้แย้งต่อฝ่ายมุฮาญิรีนว่า โอ้ท่านเซดและท่านอะบูบักร เรากำลังสนทนาเรื่อง “คอลีฟะฮ์” นะครับ ไม่ใช่เรื่อง “อิหม่าม” อย่าเข้าใจผิด

2.ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนให้ท่านอะบูบักรเป็นคอลีฟะฮ์ ก็ได้แสดงหลักฐานต่อชาวอันศ็อรว่า “ อิหม่ามต้องมาจากมุฮาญิรีน “ และ “ อิหม่ามต้องมาจากเผ่ากุเรช “ จะเห็นได้ว่า ไม่มีซอฮาบะฮ์สักคนในที่นั้นได้ยกหะดีษมาแสดงว่า (คอลีฟะฮ์ต้องมาจากเผ่ากุเรช) หรือ  (คอลีฟะฮ์ต้องมาจากมุฮาญิรีน) จากการที่ซอฮาบะฮ์ที่นั่นบางคนได้นำคำอิหม่ามมาสนทนาในวงหารือเรื่องคอลีฟะฮ์  และที่สำคัญคือ ฝ่ายอันศ็อรได้ยอมรับโดยไม่ได้โต้แย้งอะไรต่อหะดีษที่ว่า อิหม่ามต้องเป็นชาวกุเรช   ย่อมแสดงว่า ซอฮาบะฮ์ที่เป็นชาวอันศ็อรเข้าใจดีใช่ไหมว่า อิหม่ามกับคอลีฟะฮ์คือเรื่องเดียวกัน  แต่เราแปลกใจยิ่งนักต่อชาววาฮาบีและอะชาอิเราะฮ์ในยุคนี้ ที่อ้างนักอ้างหนาว่า พวกเขาคือผู้ทำตามซอฮาบะฮ์กลับแกล้งทำไขสือมาโต้แย้งกับฝ่ายชีอะฮ์ว่า  หะดีษ 12 อิหม่ามของชีอะฮ์ กับ 12 คอลีฟะฮ์ของซุนนี่มันคนละเรื่องกัน นี่แหล่ะที่เขาเรียกคนประเภทนี้ว่า นักบิดเบือนศาสนาตัวจริง  อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตำหนินักปราชญ์ของพวกยะฮูดีและนะซอรอที่บิดเบือนความหมายคัมภีร์เตารอตและอินญีลไปตามนัฟซูของพวกเขา  ไว้ในอัลกุรอ่านว่า  (( โอ้รอซูลเอ๋ย ! จงอย่าให้เป็นที่เสียใจแก่เจ้าซึ่งบรรดาผู้ที่รีบเร่งกันในการปฏิเสธศรัทธา จากหมู่ผู้ที่กล่าวด้วยปากของพวกเขาว่า พวกเราศรัทธาแล้วโดยที่หัวใจของพวกเขามิได้ศรัทธา และจากหมู่ผู้ที่เป็นยิวด้วย โดยที่พวกเขาชอบฟังคำมุสาพวกเขาชอบฟังเพื่อพวกอื่นที่มิได้มุ่งหาเจ้า พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำหลังจาก (ที่มันถูกวางใน) ที่ของมัน พวกเขากล่าวว่า หากพวกท่านได้รับสิ่งนี้ก็จงเอามันไว้ และถ้าหากพวกท่านมิได้รับมันก็จงระวัง และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ซึ่งการทดสอบเขาแล้ว เจ้าก็ไม่มีสิทธิแต่อย่างใดจากอัลลอฮ์ที่จะช่วยเหลือเขาได้ ชนเหล่านี้แหล่ะคือผู้ที่อัลลอฮ์มิทรงประสงค์จะให้หัวใจของพวกเขาสะอาด โดยที่พวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกนี้และจะได้รับการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก ))

ซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์  : 41

 

เรานึกไม่ถึงว่า ยุคนี้จะมีนักวิชาการวาฮาบีและอะชาอิเราะฮ์กล้าบิดเบือนความหมายหะดีษของท่านนะบี(ศ)เรื่องสิบสองผู้นำตามนัฟซูของตัวเอง นะอูซูบิลลาฮิ มินชัรริฮุมา เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ให้พ้นจากความต่ำทรามทางความคิดแบบนี้ด้วยเถิด อามีน