lasted posts

Popular

2017-03-28_03-13-43-696x387

ความเป็นจริง ทั้งท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) และท่านอิมามอะลี (อ) เองก็ได้เคยเตือนเรา ถึงการปรากฏขึ้นของ มารผจญสีดำ (สัญลักษณ์ ISIS)

ในอัลฟีตาน ตำรารวบรวมวจนะ(ฮาดิษ)ของท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) อันเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย โดยนักปราชญ์เรืองนาม Nuyam bin Hammad ในปี ฮ.ศ. 229 ได้บันทึกวจนะหนึ่งที่รายงานโดยท่านอิมามอะลี (อฺ) จากท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า:

“หากท่านเห็น ธงสีดำ (ผงาดขึ้น) ดังนั้นจงยืนหยัดและอย่าได้ขยับมือและเท้าของท่านเถิด จะมีผู้คนปรากฏขึ้น พวกเขาอ่อนแอ และ ไร้ความสามารถ หัวใจของพวกเขาเปรียบดั่งก้อนอิฐซึ่งทำจากเหล็ก (หยาบกระด้าง) พวกเขาคือผู้คนแห่งรัฐ (ผู้คนของ Al Dawla) พวกเขาไม่มีสัจจะ และไม่รักษาสนธิสัญญา พวกเขาจะเรียกร้องสู่สัจธรรม ทว่าพวกเขามิใช่ผู้ที่มาจากมัน ชื่อพวกเขาเป็นฉายา (เช่น อบูมูฮัมหมัด) และนามสกุลของพวกเขาเป็นชื่อเมือง (เช่น Al Halabi) และผมของพวกเขาถูกปล่อย(ยาว) เหมือนผู้หญิง (ดังนั้น) จงละทิ้งพวกเขาเถิด ท้ายที่สุดพวกเขาจะสู้รบกันเอง เมื่อนั้น อัลลอฮฺ (ซ.บ.)จะนำพาสัจธรรมมาจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์”

อีกบทหนึ่ง ซึ่งท่านอิมามอะลี (อ) ได้แนะนำถึง วิถีแห่งสัจธรรม เมื่อประชาชาติต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งระหว่างศาสนา หรือเมื่อสังคมต้องพบกับความตึงเครียดทางการเมือง มีความรุนแรงและสับสน ความว่า

“หากว่าท่านกำลังต่อต้านมุสลิมกลุ่มหนึ่ง และกลุ่มของผู้ไม่ศรัทธาก็ต่อต้านพวกเขาเช่นกัน ดังนั้นพึงสังวรเถิดว่า ท่านกำลังหลอมตัวท่านเองกับกลุ่มผู้ไม่ศรัทธาและทำการต่อต้านพี่น้องของพวกท่านเอง ในกรณีเช่นนี้ จงรู้ไว้เถิดว่า แน่นอนมันได้เกิดสิ่งผิดปกติกับทัศนะของท่านแล้ว หากท่านอยากรู้ว่ามุสลิมที่มีความสัจจริงที่สุดอยู่ ณ แห่งหนใด ดังนั้นจงมองหาเถิดว่า ลูกศร (ปลายกระบอกปืน)ของพวกผู้ไม่ศรัทธาเพ่งเล็งไปยังทิศทางใด”

ในบทนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้อ้างอิงถึง เหตุการณ์ที่ซึ่งบรรดามุสลิมจะรบราฆ่าฟันกันเอง ด้วยการช่วยเหลือจากพันธมิตรซึ่งมิใช่ชาวมุสลิม หากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เรายังสามารถนำวจนะดังกล่าวมาเทียบเคียงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ่นในยุคปัจจุบัน เนื่องมาจากความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ว่า อำนาจตะวันตกสมรู้ร่วมคิดกับผู้ก่อเหตุความไม่สงบภายใต้นามของอิสลาม ในการก่อการร้าย และเข่นฆ่าชาวมุสลิม แม้พวกเขาจะอ้างถึงความต้องการที่จะทำลายพวกผู้ก่อการร้าย แต่สิ่งที่พวกเขาทำ คือได้ให้การสนับสนุนทั้งทางด้านงบประมาณ และอาวุธ แถมยังคอยฝึกยุทธวิธีก่อเหตุความรุนแรงให้แก่พวกผู้ก่อการร้ายอีกด้วย

ย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในตะวันออกกลางปัจจุบัน เราพบเสียงสะท้อนจากวจนะของท่านอิมามอะลี (อ) เช่นนั้น ก้องกังวานอยู่ระหว่างชุมชนมุสลิม และผู้นำศาสนา อาทิเช่น นักการศาสนาผู้มีชื่อเสียง อย่าง เลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์ ซัยยิดฮาซัน นัศรุลลอฮ์ และ ผู้นำสูงสุดรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อยาตุลลอฮฺ ซัยยิดอะลี คาเมเนอี ซึ่งทุกๆการตัดสินใจ และทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของทั้งสอง รวมไปถึงนโยบายต่างๆของพวกเขา ก็ถูกร่างอยู่ภายใต้กรอบของข้อศาสนาดั่งวจนะที่ว่าไว้

และแม้ผู้อ่านจะเป็นผู้ที่มีความเห็นมิชอบกับนักการศาสนาทั้งสอง ทว่าตรงนี้มิใช่ประเด็น เพราะการทำความเข้าใจถึงนโยบายทางการเมือง และจุดยืนของพวกเขาต่อคู่อริต่างหาก คือ ประเด็นสำคัญ และสมควรยิ่งจะนำมาขบคิด

ISIS เป็นชื่อที่ถูกนำมาขายภายใต้ ขบวนการต่อสู้อิสลาม ทั้งๆที่อุดมการณ์ของ ISIS และสิ่งที่พวกเขาแสดงออก กลับตรงข้ามกับหลักคำสอนของอิสลามอย่างสิ้นเชิง มันเป็นความไม่ลงรอยที่เราจำเป็นต้องศึกษาและตั้งข้อสังเกต อันมีที่ไปที่มาจากส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และความละโมบของผู้มีส่วนได้เสีย

แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างความเชื่อและศาสนาจะปรากฏอยู่ตามหน้าประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษ และแม้ว่าประชาชาติมุสลิมจะมีการโต้เถียงกันถึงกรณีที่ว่า นิกายหรือสำนักคิดของฝ่ายใดถูกต้องที่สุด โดยพิจารณาจากข้อกฎหมาย บทบัญญัติ และหลักจริยธรรม ทว่าบรรดานักการศาสนาต่างก็รับรู้ และแสดงออกทางความเชื่อเหมือนกันอย่างหนึ่งที่ว่า มนุษย์อาจมีความผิดพลาด แต่อิสลามนั้นสมบูรณ์ ดังนี้ ความขัดแย้งระหว่างนิกายอิสลามดั้งเดิม จึงถือกำเนิดมาจากความต้องการที่จะพิสูจน์หาหนทางแห่งพระเจ้าที่สมบูรณ์ที่สุด และมิได้เป็นไปเพื่อลบล้างความเชื่อของผู้คนอื่นด้วยความรุนแรง และไร้ความปราณี

ย้อนกลับไปในยุคของท่านศาสดาแต่ละองค์ ตั้งแต่ ศาสดาอาดัม,โนอาห์, อิบราฮิม, อีซา (พระเยซู), ยะฮ์ยา และศาสดามูฮัมหมัด เราจะเห็นได้ว่า ทุกท่านล้วนมีภารกิจร่วมกันเป็นหนึ่ง คือ การนำพามนุษย์เข้าสู่การเคารพภักดีคำสั่งของพระเจ้า ความเมตตากรุณาปราณีของพระองค์ที่มีต่อสิ่งถูกสร้าง รวมไปถึงการนำพามนุษย์เข้าพบกับความสงบสุขแห่งจิตวิญญาณ ถึงแม้ว่า บรรดาศาสดาเหล่านั้นจะถูกส่งลงมาในยุคสมัยและยังประชาชาติที่แตกต่างกันในหน้าประวัติศาสตร์ของเรา ทว่าสาส์นสำคัญของพวกเขากลับเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นสัจธรรมที่มิมีวันดับสลาย และมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า

นับจากเสียงร้องขออภัยโทษของศาสดาอดัม ยันลมหายใจสุดท้ายของชีวิตท่านศาสดามูฮัมหมัด สาส์นจากพระเจ้าสู่มนุษยชาติมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ อิสลาม

ขณะที่ “อิสลาม” ตีความหมายครอบคลุมถึง วิถีแห่งผู้ยอมจำนน และจะว่าให้ถูก มันคือ เสรีภาพที่แท้จริง เพราะอิสระชน คือ บุคคลผู้ซึ่งไม่ยอมมอบหมายตนและทุกสิ่งอย่างที่เข้ามี ทั้งทางกายและใจไว้ ณ ที่อื่นใด เว้นเสียแต่ ณ เอกองค์ผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้น วิถีแห่งผู้ยอมจำนนแบบอิสลาม จึงมิได้ เริ่มต้นที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด เพียงแต่มันถูกทำให้สมบูรณ์ที่สุดในยุคสมัยของท่าน สาส์นสุดท้ายแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านศาสดานำมาป่าวประกาศนั้น เป็นดั่งเสียงเรียกสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า คือความเมตตาและทางนำสุดท้ายของมวลมนุษยชาติให้ยึดถือ มันคือ แสงสุดท้ายแห่งความหวังก่อนที่ความชั่วร้ายจะครอบงำ จนกระทั่งโลกแห่งวัตถุจะไม่หลงเหลือร่องรอยแห่งสัจธรรมความจริง

อิสลามจะถูกปกปักษ์รักษาไว้เช่นนี้ นับจากวันแรกจวบจนวันสุดท้าย มันมีเพียง ‘เรา’ ประชาชาติมุสลิมต่างหาก ที่เขียนอิสลามให้แตกต่างไปจากเดิม ในความต้องการครอบครองศาสนา และสร้างแบรนด์ให้แก่อำนาจของพระเจ้า และเป็นเราอีกนั่นแหละ ที่ละเลยบทบัญญัติ ทั้งยังคอยวางแผนเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของพระองค์เพื่อรับใช้กิเลศ ตัณหาและความใคร่ในสิ่งซึ่งเป็นวัตถุทั้งหลาย

Cr.Abnewstoday