lasted posts

Popular

2017-03-28_03-13-43-696x387

รากเหง้าลัทธิแห่งการหลั่งเลือด

ระหว่างศตวรรษที่ 18 ขบวนการฟื้นฟูอิสลาม ได้ผลิดอกออกผลอยู่ในหลายๆภาคส่วนของโลกอิสลาม อันเนื่องมาจากจักรวรรดิมุสลิมเริ่มสูญเสียการควบคุมเหนืออาณาเขตบริเวณรอบนอก ขณะเดียวกันฝั่งตะวันตก ก็กำลังริเริ่มแยกอิทธิพลของคริสตจักร ออกจากการมีบทบาททางการเมือง ในยุคสมัยนั้นประชาชนมีความเชื่อว่า รัฐเซคคิวล่าห์ ลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการคิดค้นใหม่ (innovation) และเป็นสิ่งใหม่ที่แฝงไปด้วยความรุนแรง ไม่ต่างไปจากปรากฏการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับมัน นั่นคือ การปฏิวัติเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ในยุโรป

ไม่มีวัฒนธรรมอื่นใดมองเห็นว่า ศาสนาเป็นเพียงกิจกรรมส่วนตัวของมนุษย์เพียงอย่างเดียว โดยถือว่าศาสนาไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางโลกและสังคม อย่างเช่นเรื่องของการเมือง เป็นตัน ดังนี้สำหรับชาวมุสลิม การกระจายตัวของอิทธิพลทางการเมืองในสังคม จึงจัดได้ว่าเป็นปัญหาศาสนาเช่นเดียวกัน เนื่องจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้มอบหมายภารกิจที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งแก่ชาวมุสลิม เช่น การสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นธรรม ในความหมายที่ว่า ทุกๆคนในสังคมจะต้องได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และด้วยความเคารพต่อกันและกัน เช่นนี้ความมั่นคงทางการเมืองของประชาชาติมุสลิม จึงขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ใจและการปฏิบัติตนให้อยู่ในครรลองของศีลธรรมและศาสนาของผู้คน หากคนยากไร้ถูกกดขี่ หรือ ผู้ขัดสนถูกกระทำการละเมิดในสิทธิอันชอบธรรมของเขา หรือหน่วยงานรัฐ กระทำการทุจริต อิสลามชี้แนะว่า นี่คือปัญหาของศาสนา ดังนั้นมันจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกๆคนที่จะต้องลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจนี้ และนำพาสังคมกลับสู่ความปกติสุข

ด้วยประการฉะนี้เอง นักปฏิรูป และนักฟื้นฟูในยุคศตวรรษที่ 18 ที่มีความเชื่อว่ามุสลิมควรได้รับคืนอิทธิพล และศักดิ์ศรีที่หายไป จึงควรย้อนกลับไปพึ่งพิงพื้นฐานแห่งความเชื่อเดิมของศาสนาอิสลาม และยึดมั่นในพระบัญญัติของพระเจ้าอย่างแท้จริง มากกว่าการไปยึดติดอยู่กับเป้าหมายที่เป็นวัตถุ ที่ซึ่งหมายปองอำนาจทางการเมืองเพียงเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยเท่านั้น ดังเช่นสิ่งที่สาวกแห่งลัทธิวะฮาบีปรารถนา

รากฐานของปรัชญาศาสนาอิสลามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสงคราม อันที่จริงแล้วสงครามต่างๆที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์อิสลามไม่ได้มีความเกี่ยวโยงกับการรุกราน หรือการหลั่งเลือด ทว่าอยู่บนพื้นฐานแห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ การปกปักษ์รักษาความชอบธรรม และเป็นไปเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชาติ ทั้งทางด้านจิตวิญญาณ และทางโลก ปรัชญาศาสนาอิสลามมีเจตนาต้องการปรับทิศทางของสังคมเพื่อความสงบสุขของผู้คน โดยมิได้มีเรื่องของการหลั่งเลือดเข้ามาเอี่ยวด้วย

ทัศนะที่ว่าให้ย้อนกลับไปสู้รากฐานเดิมของศาสนาอิสลามที่ท่านศาสดามุฮัมหมัดนำมา ในยุคที่ประชาชาติมุสลิมได้เหห่างออกจากหนทาง แน่นอนคือ ความคิดที่สมควรแก่การยกย่อง กระนั้นวะฮาบีก็คงจะทำการทรยศทัศนะคติเช่นนี้อยู่วันยันค่ำ ด้วยการบิดเบือนเสาหลักที่สูงสุดของศาสนาอิสลาม จัดการเปลี่ยนแปลงวิธีตีความหมายพระคัมภีร์ (อัลกุรอาน) และบทบัญญัติต่างๆ เพื่อรับใช้ผู้มีอำนาจ และกดขี่ชนผู้น้อย

ความเข้าใจ และการตีความอิสลาม ตามที่ลัทธิวะฮาบีนำเสนอ ส่งผลกระทบมากมายต่อสังคมและปัจเจกบุคคล เช่น ต่อบรรดาสตรี เป็นต้น ผู้ให้กำเนิดลัทธิวะฮาบี อิบนิ อับดุล วะฮาบ สร้างแนวคิดที่กระทำกับสตรีเยี่ยงวัตถุ พวกเขาส่งเสริมให้มี การกีดกันโอกาสทางการศึกษาของสตรี และกีดกันเสรีภาพในรูปลักษณะเช่นอื่น ซึ่งบิดเบือนกับความเป็นจริงของจริยธรรมอิสลามอันสูงส่ง และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบทบัญญัติที่แท้จริงของพระเจ้า รวมไปถึงวิถีชีวิตแห่งวีรสตรีผู้ประเสริฐ ซึ่งได้รับการยกย่องอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม เช่น ท่านหญิงมัรยัม ท่านหญิงอาซียะฮ์ ท่านหญิงคอดียะฮ์ ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ และท่านหญิงซัยหนับ เป็นต้น

อิสลามมอบสิทธิซึ่งชอบธรรมที่สุดแก่สตรี แต่ลัทธิวะฮาบีกลับบิดเบือนและกีดกันสิทธิเหล่านั้นอย่างโง่เขลา อิสลามรับประกันสถานะของสตรีตามพระประสงค์ของพระเจ้า โดยได้ให้เกียรติแก่สตรีเท่าเทียมกับบุรุษในการสร้างสรรค์ของพระองค์ พระเจ้าให้เกียรติกับสตรีเพศ ด้วยการมอบคุณค่าแก่พวกเธอ ผ่านความสัมพันธ์กับพระองค์เอง มิใช่ในความสัมพันธ์กับบุรุษเพศ หรือ สภาพสังคมใดๆก็ตาม ด้วยประการฉะนี้ หญิงที่มีเกียรติในทัศนะของอิสลาม คือ หญิงที่มีสถานะทางจิตวิญญาณและสติปัญญาสูงส่ง หรือ มี ‘ตักวา’ (ความยำเกรงต่อพระเจ้า) ในภาษาเชิงวิชาการอิสลาม ดังนี้ชายและหญิง จึงเท่าเทียมกัน ทว่าอาจมีภาระหน้าที่ รับผิดชอบที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม อิสลามสั่งว่า เมื่อสมรสแล้ว ฝ่ายชายมีหน้าที่เลี้ยงดู และให้ความปลอดภัยแก่ฝ่ายหญิง โดยเฉพาะในด้านปัจจัยครองชีพ และผู้หญิงก็มีสิทธิ์ในการเลือกสมรส หรือ หย่าขาดจากสามี หรือ ทำงานหาเลี้ยงตนเอง หรือครอบครัวได้ ภายใต้ข้อกฎหมายและหลักจริยธรรม อิสลามไม่อนุญาตให้มีการซื้อ-ขาย หรือกระทำการกดขี่ต่อสตรีเพศ หากเราลองพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน อันที่จริงแล้วอิสลามนำเสนอ เสรีภาพให้แก่ผู้หญิงมากเสียยิ่งกว่า สิ่งที่ตะวันตกได้นำเสนอเสียอีก ทว่ามันคือการบิดเบือนของสังคมและวัฒนธรรมต่างหาก ที่ลิดรอนสิทธิเหล่านี้จากสตรีเพศ มิใช่อิสลาม

สิทธิสตรีในอัลกุรอานมีว่าไว้อย่างสมบูรณ์และชัดเจน ซึ่งความเป็นจริงนี้จะไม่มีวันถูกทำให้ดับสลาย แม้ว่าบรรดาบุรุษผู้กดขี่ใดๆจะพยายามบิดเบือนมันก็ตาม

Cr.Abnewstoday