lasted posts

Popular

2017-03-28_03-13-43-696x387

อิบนิ อับดุล วะฮาบ มีความต้องการจะนำพาอิสลามย้อนกลับไปสู่คำสอนดั้งเดิม ก่อนการถือกำเนิดขึ้นของ สำนักคิดต่างๆ และเพื่อไปสู่ความสำเร็จ เขาได้ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับ สำนักคิดอื่นๆอย่างสุดโต่ง เช่น สำนักคิดซูฟี, ชีอะฮ์, และอะฮลิซซุนนะฮ์ และทำการประณามกล่าวหา พวกเขาเหล่านั้นว่า ได้กระทำการบิดเบือน และสร้างอุตริกรรม (บิดอะฮ์) ขึ้นมาในศาสนา อับดุล วะฮาบยังได้ออกเผยแพร่ความเชื่อของเขา โดยได้ชวนเชื่อให้ประชาชาติมุสลิม ปฏิเสธบรรดาอุลามา (นักปราชญ์/นักวิชาการ) และการอรรถาธิบายศาสนาของพวกเขา ที่พัฒนามาจากการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย วจนะของท่านศาสดา และดำรัสแห่งพระเจ้า อยู่บนองค์ประกอบของความรู้ หลักฐานทางศาสนาและสติปัญญากว่าหลายร้อยศตวรรษ เขากำชับให้ประชาชน เมินเฉยใส่บรรดาผู้รู้ และหันมาทำความเข้าใจศาสนาและทำการตีความพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง หรือภายใต้การชี้นำของเขาเท่านั้น

จนแล้วจนรอด อิบนิ อับดุลวะฮาบ ก็ได้พบกับผู้มีพระคุณ นั่นคือ มูฮำหมัด อิบนิ ซาอูด หัวหน้ากองโจรทะเลทรายนัจดฺ ผู้ซึ่งยอมรับแนวความคิดของเขา อิบนิซาอูด มองเห็นโอกาสทองจากความเชื่อที่ปฏิเสธผู้รู้ และต่อต้านการนับถือศาสนาโดยใช้สติปัญญาของลัทธิวะฮาบี โดยเขาได้ใช้มันเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังทหารของเขา เพื่อเข้าปล้นทรัพย์ และยึดดินแดนต่างๆ จวบจนในปัจจุบัน วงศ์วาน อัล-ซะอูด ก็ยังคงเดินซ้ำรอยเท้าสีเลือดรอยเดิมของพวกเขา

อิบนิ อับดุลวะฮาบ อ้างว่า พระคัมภีร์อัลกุรอานคือ เสาหลักของอุดมการณ์ของเขา โดยบอกว่า ความเชื่อของเขาเท่านั้นที่ถูกต้องที่สุด และปฏิเสธสำนักคิดอื่นๆทั้งหมดอย่างสุดโต่ง ทว่าในการนี้ เขาได้ทำการบิดเบือนพระดำรัสแห่งอัลกุรอานอย่างรุนแรงเป็นที่สุด ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสว่า “ไม่มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา” (อัลกุรอาน บทที่ 2:256)

อิสลามกำชับให้มุสลิมเชื่อศรัทธาในสิ่งที่บรรดาศาสดาผู้ยิ่งใหญ่นำมา (อัลกุรอาน บทที่ 3:84) ขณะที่การมีอยู่ของศาสนาหลายๆศาสนาก่อนหน้าอิสลามของท่านศาสดามุฮัมหมัดนั้น เป็นไปโดยพระประสงค์ของพระเจ้า ตามที่อัลกุรอานได้ตรัสไว้ ความว่า “สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้น เราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้ และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์แล้วแน่นอนก็ทรงให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกันแล้ว แต่ทว่าเพื่อที่จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเจ้า” (อัลกุรอานบทที่ 5:48) เช่นนี้ ชาวมุสลิม จึงไม่เคย บริภาษผู้อื่นอย่างสุดโต่ง ด้วยความรุนแรง หรือ ตักฟีร (ตัดสิน) ผู้อื่นว่าไร้ศรัทธา จนกระทั่งลัทธิวะฮาบี ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งมันได้ทำการประณาม ตีตรา ผู้บริสุทธิ์จากศาสนาอื่นๆ หรือแม้แต่มุสลิมด้วยกันเองที่มาจากสำนักคิดอื่น ว่ามิใช่ ผู้ศรัทธา และตัดสินว่าสามารถทำการสังหารได้อย่างไร้ความปราณี

วันวานผ่านพ้น และลัทธิวะฮาบีก็ยิ่งทวีความรุนแรงหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการจากไปของ อับดุล วะฮาบ เมื่ออัล-ซะอูดได้ใช้แนวความเชื่อของลัทธิวะฮาบี สถาปนาราชอาณาจักรของพวกเขา อับดุล อัล อาซิซ บุตรของอิบนิ ซะอูด และรัชทายาท ใช้แนวคิดวะฮาบี ตัดสินผู้นับถือศาสนาจากสำนักคิดและศาสนาอื่นๆ สร้างความชอบธรรมให้กับเขาในการปลิดชีวิตของบรรดาผู้ต่อต้านการขึ้นมามีอำนาจและการกดขี่ของเขา

ในปี 1801 เขาได้ยกกองกำลังเข้ารุกรานเมืองกัรบาลา แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ในอิรัก สถานที่ฝังเรือนร่างอันบริสุทธิ์ ของท่านอิมามฮูเซน (หลานรักท่านศาสดา) และสังหารมุสลิมชาวชีอะฮ จำนวนนับพันคน รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก ต่อมาไม่นาน ในปี ค.ศ. 1803 ด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนกของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในนครเมกกะ จำต้องยอมจำนน และมอบอำนาจการปกครองให้พวกเขาขึ้นเป็นผู้นำซาอุดีอาระเบีย ด้วยเกรงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน หากมิกระทำเช่นนั้น

เราคงจำไม่ได้เสียแล้ว ถึงเหตุการณ์ที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ มะฮด์ดีนะฮ์ถูกยึดครอง โดยอำนาจเผด็จการและกองกำลังโหดร้ายป่าเถื่อน อัล-ซะอูด เข้าบุกค้นโรงเรียน มัสยิด และที่อยู่อาศัย กองทัพของอัล-ซาอูด กระทำการสังหารชีวิตผู้บริสุทธิ์กว่าหลายร้อยคน ทั้งเด็ก สตรี คนชราถูกฆาตกรรมอย่างไร้ความปราณี และปราศจากความสงสารแม้อ้อนวอนขอชีวิต ขณะที่บรรดานักการศาสนาวิงวอนไม่ให้กองทัพซาอูดทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ทว่า อัลซาอูด กลับเพิกเฉย เดินหน้าปล้นสะดมทรัพย์สินแห่งมหานคร อีกทั้งยังจุดไฟเผาห้องสมุดของเมืองมะฮดีนะห์ที่ศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างไร้ยางอาย อัลซาอูด จัดการกับเมืองมะฮดีนะฮ์ ให้เป็นตัวอย่างแก่เมืองอื่นๆ เพราะมะฮดีนะฮ์ คือมหานครในประวัติศาสตร์ซึ่งทำการต้อนรับขับสู้ท่านศาสดาแห่งอิสลามด้วยความยินดี พวกเขาทำลายลงย่อยยับ ซึ่งมหานครแห่งแรกที่มัสยิดถูกสร้างขึ้น บัดนี้อัลซาอูดและวงศ์วานได้ละเลงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยคราบเลือด

ขณะที่ร่องรอยแห่งท่านศาสดาองค์สุดท้ายยังคงชัดเจนอยู่ อัลซะอูดได้เติมแผ่นดินให้เต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้ และความหวาดกลัว ทว่าความรุนแรงต่างๆได้ถูกลบเลือนออกจากหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ เรื่องราวแห่งเลือด แผนการทรยศต่ออิสลาม และความป่าเถื่อน ได้ถูกกลืนกินให้หายไป ด้วยน้ำมือของวงศ์วานแห่งซะอูดในความพยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่

อย่างไรก็ดี เมื่อปี 1815 พวกออตโตมานส่งมูฮัมหมัดอาลีปาชา ผู้ว่าการอียิปต์ เข้าบดขยี้กองกำลังวะฮาบี และทำลายเมืองหลวงของพวกเขา ทว่าพวกวะฮาบีก็กลับขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1เมื่อผู้นำประเทศซาอุดีอาระเบียอีกคนหนึ่งคือ อับดุล อาซิซ ทำการผลักดันรัฐใหม่และเริ่มสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ให้กับตัวเองในตะวันออกกลาง ด้วยกองทัพเบดูอินของเขาที่รู้จักกันในนาม “อิควาน” -กลุ่มภราดรภาพมุสลิม

เราสามารถมองเห็นรากเหง้าของ ISIS จากการถือกำเนิดขึ้นของกลุ่มอิควาน เพื่อทำลายระบบชนเผ่า และตัดขาดพวกเขาออกจากชีวิตเร่ร่อน ซึ่งขัดกับหลักศาสนาอิสลาม นักการศาสนาประจำลัทธิวะฮาบีจัดการให้พวกเบดูอิน อาศัยอยู่ในเขต โอะเอ-ซีส (oases) ที่ซึ่งพวกเขาเรียนรู้งานเกษตรกรรมและงานฝีมือสำหรับใช้ในชีวิตประจำ และในขณะเดียวกันก็ได้รับการปลูกฝังแนวคิดศาสนาอิสลาม ฉบับลัทธิวะฮาบี

พวกเบดูอินถูกส่งเสริมให้ทำการต่อสู้ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมเดิมของพวกเขา พวกเขาถูกเสี้ยมสอนให้ทำการปล้นสะดม และโจมตีผู้อื่นตามแบบฉบับของการญิฮาดในแนวทางวะฮาบี ท้ายที่สุด นักรบเบดูอินเหล่านี้ ก็ได้ผันเปลี่ยนกลายเป็นกลุ่มคนที่มีความรุนแรงและสุดโต่ง ไม่เหมือนกับครั้งก่อน ที่ซึ่งชาวเบดูอินจะไม่โจมตีคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ ในการจู่โจมแบบเก่า ทว่า ณ บัดนี้ พวกเขากลายมาเป็น กลุ่มอิควาน ที่มีกิจวัตรประจำคือ การกระทำการข่มเหง และสังหาร “พวกนอกรีด” แม้เป็นเพียงชาวบ้านตาดำๆ ที่ปราศจากอาวุธ ทั้งผู้หญิงและเด็ก ๆ พวกเขาตัดคอบรรดาเชลยผู้ชาย และเชือดคอหอยผู้คนเป็นนิจสิน

Cr.Abnewstoday