lasted posts

Popular

ลัทธิวะฮาบี, อัล-ซาอูด และไอซิซ – ตรีเอกภาพที่ชั่วร้าย

24-1429875793-23-1429759335-isis1

ถึงแม้ไอซิซจะถูกขายออกมาในฐานะขบวนการอิสลาม แต่ทุกอย่างที่มันสำแดงตัวและสั่งสอนกลับเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันกับอิสลามและคำสอนของอิสลาม การแบ่งแยกนี้เป็นไปเกินกว่าความแตกแยกอันใหญ่หลวงของอิสลาม ซึ่งจำเป็นต้องระบุว่าความแตกแยกนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเทพนิยายที่ซาอุดิอารเบียกระตือรือร้นที่จะนำออกมาขายแก่ชาวโลก

ถ้าความไม่เห็นพ้องกันทางศาสนาได้เกิดขึ้นมาตลอดหลายศตวรรษนี้ และถ้ามุสลิมได้ต่อสู้กันในเรื่องของสัจธรรม และโต้แย้งกันในเรื่องความชอบธรรม ความถูกต้อง และความสูงส่งทางศาสนาของสำนักคิดและหลักนิติศาสตร์ของตัวเองแล้ว นักวิชาการได้ทำเช่นนั้นมาแล้วในด้านความรู้และแสดงความเชื่อว่า มนุษย์นั่นเองที่มีข้อบกพร่อง ในขณะที่ศาสนาอิสลามนั้นสมบูรณ์แบบ

ความไม่เห็นพ้องกันในอิสลามเกิดขึ้นจากความปรารถนาที่จะเดินในหนทางของพระเจ้าให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่การกำจัดผู้คนด้วยสัจธรรมที่แข็งกระด้างและไร้ความปรานี

เมื่อมองย้อนกลับไปยังสายตระกูลที่ยืดยาวของบรรดาศาสดา นับตั้งแต่อาดัมมาจนถึงนูฮ์, อิบรอฮีม, อีซา, ยะห์ยา และมุฮัมมัด(ศ.) ทุกท่านล้วนมีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นก็คือพระบัญชาสูงสุดของพระเจ้า ความเมตตาอันไร้ขอบเขตของพระเจ้าที่มีต่อสิ่งสร้างสรรค์ของพระองค์และคำตักเตือนในเรื่องสันติภาพของพระองค์ และถ้าหากศาสนาทูตผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นจะมาในเวลาและสถานที่ที่ต่างกันในประวัติศาสตร์ของเรา แต่แก่นแท้ในสารของพวกเขาเป็นสิ่งที่คงทนถาวรและไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามพระประสงค์ของพระเจ้า จากเสียงร้องด้วยความสำนึกผิดและวอนขอการอภัยโทษของอาดัม จนถึงลมหายใจสุดท้ายของศาสดามุฮัมมัด สารของพระเจ้าที่ส่งมาถึงเราก็ยังคงเป็นอิสลาม เพราะอิสลามหมายถึงการยอมจำนน ในความเป็นจริง เสรีภาพที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวที่ถูกมอบให้แก่เราก็คือ การยินยอมมอบร่างกายและวิญญาณของเราให้แก่พระผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งมวล

อิสลามไม่ได้เริ่มต้นที่ศาสดามุฮัมมัด (ศ.) แต่มันถูกให้กำเนิดขึ้นใหม่พร้อมกับท่านและโดยผ่านท่านต่างหาก เป็นเสียงร้องเรียกครั้งสุดท้ายก่อนอาทิตย์ตก เป็นความเมตตาและการชี้นำครั้งสุดท้ายให้เราปฏิบัติตาม หรือไม่ปฏิบัติตาม เป็นรัศมีสุดท้ายแห่งความหวังก่อนที่ความชั่วร้ายจะเข้ามาแทนที่และชะตากรรมบทสุดท้ายของเราจะถูกบันทึกลงไป

อิสลามมีอยู่ในวันแรกเหมือนที่มันจะเป็นในวันสุดท้าย เราเองที่เรียกมันไปต่างๆ นานาตามความต้องการของเราที่จะยึดถือและเรียกขานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเราอีกนั่นเองที่หลงทางและสร้างเรื่อง มักมากและบิดเบือน เพื่อเห็นแก่ความทะยานอยากทางโลกเท่านั้น

ลัทธิวะฮาบีไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าการบิดเบือนที่ถูกสร้างขึ้น เป็นการแบ่งแยก เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง ที่มีแต่จะแพร่ลามไปเหมือนมะเร็งร้ายในโลกอิสลาม และขณะนี้ได้ข่มขู่คุกคามที่จะทำลายทุกศาสนา

ลัทธิวะฮาบีและกองทหารของมัน อาทิ อัล-กออิดะฮ์, ไอซิซ, โบโกฮารัม และอื่นๆ ทั้งหมดที่เหลือ เป็นแต่เพียงการปรากฏชัดของขบวนการอเทวนิยมขวาจัดที่ต้องการจะทำลายทุกศาสนาให้สิ้นไป

ลัทธิวะฮาบีไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งจากอิสลาม และอิสลามก็ไม่มีทางเป็นส่วนหนึ่งของวะฮาบี มันเป็นความโง่เขลาที่จะเกิดความเข้าใจไปว่าอิสลามอนุมัติให้ฆ่า ปล้นสะดม และกระทำการป่าเถื่อนชั่วร้าย อิสลามต่อต้านการกดขี่ การอยุติธรรม การประพฤติเสื่อมเสีย การหลอกหลวง การละโมบโลภมาก การคลั่งไคล้ การถือสันโดษ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่มีสมดุล ไม่มีความดีงาม ความเป็นธรรม ความเมตตา ความกรุณา และความสงสาร

ถ้าจะเป็นอะไรสักอย่าง ลัทธิวะฮาบีก็เป็นสิ่งที่ค้านกันอย่างยิ่งกับอิสลาม ดังเช่นที่หลายคนได้กล่าวกันมาก่อนแล้วว่า อิสลามไม่ใช่ลัทธิวะฮาบี ลัทธิวะฮาบีเป็นเพียงแค่การแสดงออกถึงความทะเยอทะยานทางการเมืองที่หลงผิดของชายคนหนึ่ง มุฮัมมัด อับดุล วะฮับ ชายผู้ถูกเกณฑ์จากอาณาจักรอังกฤษให้มากัดก่อนเนื้อแท้ของอิสลามและสร้างความแตกแยกขึ้นกับอุมมะฮ์(ประชาชาติ) ของอิสลาม

เมื่อลัทธิวะฮาบีเริ่มเข้าช่วงชิงดินแดนและจิตใจในฮิญาซ หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่าซาอุดิอารเบีย ตระกูลหนึ่งที่มีนามว่าอัล-ซาอูด ก็มองเห็นว่าสำนักคิดที่รุนแรงและก่อปฏิกิริยานี้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการอ้างสิทธิ์และรักษาอำนาจได้ สัมพันธมิตรที่ชั่วร้ายนี้ได้ทำให้ท้องฟ้าของอารเบียแปดเปื้อนมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ทำให้ขอบฟ้ามึดครึ้มขึ้นด้วยความอึมครึมของมัน

ขณะนี้ลัทธิวะฮาบีได้ให้กำเนิดปีศาจร้ายที่น่าขยะแขยงตัวหนึ่ง ที่เป็นความรุนแรงสุดโต่ง เป็นสัตว์ร้ายที่ผุดขึ้นมาและได้รับการเลี้ยงดูจากพิษร้ายของซาลาฟีและวะฮาบี ได้รับการเติมเชื้อเพลิงโดยเงินหลายพันล้านปิโตรดอลล่าร์ของอัล-ซาอูด เป็นอาวุธที่พวกจักรวรรดิ์นิยมใหม่ (neo-imperialist) นำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแทรกแซงทางทหารในมุมต่างๆ ที่มั่งคั่งของโลก

แต่ทว่ามหาอำนาจที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สร้างเครือข่ายแห่งความหวาดกลัวขึ้นทั่วโลกเพื่อถือสิทธิ์และกดขี่ได้ดีขึ้นเหล่านั้นกำลังจะสูญเสียการควบคุมสิ่งประดิษฐ์ของพวกเขา อย่างไอซิซและพี่น้องของมันไปด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้น เพราะพวกเขาทั้งหมดได้กลายเป็นนิวเคลียร์ ที่ไม่พันผูกอยู่กับห่วงโซ่ที่บรรพบุรุษได้ตีตรวนพวกเขาเอาไว้อีกต่อไป
การกระทำป่าเถื่อนชั่วช้าของไอซิซเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความรุนแรงซึ่งเป็นสันดานและเป็นศูนย์กลางของลัทธิวะฮาบีและซาลาฟี และถึงแม้ว่าตอนนี้โลกจะรู้จักแหล่งกำเนิดของการก่อการร้ายทั้งหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีอำนาจใดกล้าพอที่จะต่อต้านมัน โลกกลับเลือกที่จะเกลียดชังเหยื่อที่ถูกระบุตัวของมัน นั่นก็คือ อิสลาม

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2013 สภายุโรประบุว่าลัทธิวะฮาบีเป็นต้นตอสำคัญของการก่อการร้ายทั่วโลก และแม้กระทั่งมุฟตีใหญ่แห่งซาอุดิอารเบียที่ประณามไอซิซด้วยคำพูดรุนแรงก็ได้ยืนยันว่า “แนวคิดที่รุนแรง สุดโต่ง และก่อการร้ายไม่ได้เป็นแนวคิดของอิสลามแต่อย่างใด” แต่ก็อีกนั่นแหละ มุฟตีใหญ่ผู้นี้อาจจะหลงลืมประวัติศาสตร์ของลัทธิวะฮาบีหรือสิ่งที่ลัทธิวะฮาบีสารภาพออกมาไปเสียแล้ว

ลัทธิวะฮาบี

ระหว่างศตวรรษที่ 18 ขบวนการฟื้นฟูได้ผุดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลกอิสลามขณะเดียวกันกับที่มหาอำนาจแห่งจักรวรรดิ์มุสลิมก็เริ่มเสียการควบคุมอำนาจในดินแดนรอบนอกไป ในตะวันตกสมัยนั้น รัฐบาลเริ่มที่จะแยกโบสถ์ออกจากรัฐ แต่อุดมคติแบบฆราวาสนี้เป็นนวัตกรรมที่รุนแรง เป็นการปฏิวัติเช่นเดียวกับเศรษฐกิจการค้าที่ยุโรปกำลังพัฒนาอยู่ในขณะนั้น ไม่มีวัฒนธรรมอื่นใดที่จะถือว่าศาสนาเป็นการปฏิบัติส่วนตัวล้วนๆ ที่แยกออกไปจากการแสวงหาทางโลกอย่างเช่นการเมือง ดังนั้น สำหรับชาวมุสลิมแล้วการแบ่งฝ่ายทางการเมืองในสังคมถือว่าเป็นปัญหาทางศาสนาด้วยเช่นกัน เพราะคัมภีร์กุรอานได้มอบภารกิจศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งแก่มุสลิม คือการสร้างเศรษฐกิจที่ยุติธรรมที่ทุกคนจะปฏิบัติต่อกันด้วยความเท่าเทียมและความเคารพ ความเป็นอยู่ที่ดีทางการเมืองของอุมมะฮ์เป็นเรื่องของผลพวงอันศักดิ์สิทธิ์เสมอ ถ้าคนจนถูกกดขี่ ตกอยู่ในความเสี่ยง หรือมีการทุจริตในสถาบันต่างๆ ของรัฐ มุสลิมมีหน้าที่ที่จะต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้สังคมกลับสู่สภาพเดิม

ถ้านักปฏิรูปแห่งศตวรรษที่ 18 จะมีความเชื่อว่า หากมุสลิมจะได้อำนาจและศักดิ์ศรีที่เสียไปคืนมา พวกเขาจะกลับไปสู่รากฐานเดิมของศาสนาของพวกเขาที่รับรองว่าพระเจ้ามีอำนาจเหนือการเมือง ไม่ใช่แนวคิดวัตถุนิยมหรือความทะเยอทะยานทางโลก ลัทธิวะฮาบีก็จะมาทำให้ความปรารถนานั้นบิดเบือนไป

ไม่มีสิ่งใดที่เป็นการสู้รบเกี่ยวข้องกับ “รากฐานนิยม” นี้ ยังไม่มี แต่ระดับรากหญ้าของมันต่างหากที่มีความพยายามจะกำหนดทิศทางของสังคมขึ้นใหม่ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการญิฮาด

ถ้าเพียงแต่ว่าความคิดที่จะกลับไปสู่รากฐานของอิสลามในช่วงที่สังคมได้หลงออกไปจากแนวทางเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริง ลัทธิวะฮาบีก็จะดำเนินการเพื่อตลบหลังอุดมคตินั้นด้วยการหันเข้าหาเสาหลักที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอิสลาม ทำการบิดเบือนบทบัญญัติของอิสลาม และตีความตัวบทในคัมภีร์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจและกดขี่ผู้อ่อนแอ

ภายใต้การตีความคำสอนอิสลามของลัทธิวะฮาบี ผู้หญิงต้องกลับไปสู่สภาพที่ถูกทำให้เป็นวัตถุ สตรีที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นที่อิสลามให้เกียรติภายใต้การปกป้องของคัมภีร์กุรอาน สตรีมุสลิมผู้เป็นแบบอย่างเหล่านั้นเป็นตัวอย่างและเป็นแรงบันดาลใจ เช่น มัรยัม, คอดีญะฮ์, ฟาติมะฮ์, ซัยนับ ได้ถูกมุฮัมมัด อับดุล วะฮับ ล่ามโซ่ขังเอาไว้ในบ้าน

ในขณะที่อิสลามมอบสิทธิอันชอบธรรมภายในสังคมแก่สตรี ลัทธิวะฮาบีกลับปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างต่อพวกเธอ
และสำหรับผู้ที่ยังคงมีความเข้าใจว่าอิสลามไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งต่อสตรี ขอให้จำไว้ว่านั่นไม่ใช่อิสลาม แต่เป็นการตีความอิสลามของผู้ชายต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความเป็นเดือดเป็นแค้นของคุณ

อิสลามได้รับรองสถานะของสตรีตามความประสงค์ของพระเจ้า อิสลามได้วางตำแหน่งที่เท่าเทียมกันทั้งผู้ชายและผู้หญิงในเรื่องความศรัทธาของพวกเขา มีเพียงหน้าที่และความรับผิดชอบเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาแตกต่างกัน ไม่ใช่ความมีคุณค่า อิสลามเรียกร้องให้ผู้ชายจัดหาสิ่งต่างๆ ให้ผู้หญิง และให้ความมั่นคงแก่พวกเธอ ทั้งด้านการเงินและทางกาย ภายใต้คำสอนของอิสลามสตรีมีอิสระในการแต่งงาน หย่าร้าง และทำงาน ภายใต้คำสอนของอิสลาม สตรีไม่สามารถถูกนำมาขาย แลกเปลี่ยน หรือกดขี่ ภายใต้คำสอนของอิสลามสตรีมีเสรีภาพมากกว่าที่สตรีส่วนใหญ่ในตะวันตกได้รับ สังคมต่างหากที่ปฏิเสธสิทธิเหล่านั้นของพวกเธอ ไม่ใช่อิสลาม อ่านคัมภีร์กุรอานแล้วคุณจะได้เข้าใจ

เช่นเดียวกับมาร์ติน ลูเธอร์ ดับอุลวะฮับอ้างว่าเขาต้องการที่จะกลับไปสู่คำสอนของอิสลามแต่แรกเริ่ม และปฏิเสธการเพิ่มเติมภายหลังในยุคกลางทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามนั้นเขาจึงต่อต้านแนวคิดแบบซูฟีและอิสลามชีอะฮ์ โดยตราหน้าพวกเขาว่าเป็นแนวคิดใหม่นอกรีต(บิดอะฮ์) เพราะทั้งสองแนวคิดนั้นต่อต้านการใช้อำนาจบังคับในความศรัทธา เขายังผลักพันให้มุสลิมทั้งหมดปฏิเสธการอธิบายและตีความที่พัฒนามาตลอดหลายศตวรรษโดยอุมาลา(นักวิชาการ) และอธิบายความหมายตำราต่างๆ ด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ตามคำแนะนำของเขา

เรื่องนี้สร้างความโกรธเคืองให้แก่นักการศาสนาและข่มขวัญผู้ปกครองในท้องถิ่น ที่เชื่อว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการยึดมั่นอันเป็นที่นิยมเหล่านี้จะทำให้เกิดความไม่สงบในสังคม อย่างไรก็ตาม ในที่สุด วะฮับก็ได้พบผู้อุปถัมภ์ที่ชื่อมุฮัมมัด อิบนฺ ซาอูด หัวหน้าเผ่านัจด์ผู้นำแนวคิดของเขาไปใช้ อิบนฺ ซาอูดใช้ลัทธิวะฮาบีในการสนับสนุนการรณรงค์สู้รบเพื่อปล้นทรัพย์และดินแดนของตนอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่าความรุนแรงเช่นนั้นกระทำไปในนามของความดีที่ยิ่งใหญ่

จวบจนถึงทุกวันนี้ ราชวงศ์อัล-ซาอูดก็ยังคงปฏิบัติตามรอยเท้าเปื้อนเลือดนั้นอยู่

ถึงแม้ว่าคัมภีร์จะเป็นศูนย์กลางคติความเชื่อของอับดุล วะฮับ โดยยืนยันว่าศาสนาอิสลามตามแบบฉบับของเขาเท่านั้นที่ถูกต้อง เขาได้บิดเบือนสารจากคัภีร์กุรอานไปในลักษณะที่รุนแรงที่สุด คัมภีร์กุรอานได้ระบุไว้ว่า “ไม่มีการบังคับใดในเรื่องของศาสนา” (2:256)

มันเป็นกฎว่ามุสลิมจะต้องศรัทธาในสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ทุกท่าน (3:84) และการมีกลุ่มชนที่แตกต่างทางศาสนาเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า (5:48) ก่อนที่ลัทธิวะฮาบีจะเข้ามา มุสลิมคงรักษาความระมัดระวังในการตักฟีรผู้อื่น หรือการประกาศว่าพี่น้องมุสลิมเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา(กาฟิร) จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ แนวคิดซูฟี ซึ่งมองเห็นคุณค่าในธรรมเนียมประเพณีของศาสนาอื่นๆ เป็นรูปแบบของอิสลามที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตทั้งในด้านสังคมและศาสนา “จงอย่าสรรเสริญเยินยอศาสนาของตัวท่านเองให้เลิศลอยจนทำให้ท่านไม่ศรัทธาในศาสนาอื่นที่เหลือ” อิบนฺ อัล-อารบี ชายลึกลับผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวไว้ (d.1240) “พระเจ้าผู้ทรงรอบรู้และผู้ทรงปรากฏอยู่ทุกหนแห่งไม่สามารถถูกจำกัดอยู่กับความเชื่อของคนใดคนหนึ่ง” มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวซูฟีที่จะอ้างว่าเขาไม่ใช่ทั้งยิว หรือคริสเตียน หรือแม้แต่มุสลิม เพราะทันทีที่คุณได้สัมผัสถึงพระผู้เป็นเจ้า คุณจะละทิ้งการจำแนกที่มนุษย์กำหนดขึ้นนี้ไว้เบื้องหลัง

หลังจากวะฮับตาย ลัทธิวะฮาบีกลับมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เป็นเครื่องมือในการก่อการร้ายของรัฐ เมื่ออัล-ซาอูดต้องการที่จะสถาปนาราชอาณาจักรอิสระ อับดุลอาซิซ อิบนฺ มุฮัมมัด ผู้เป็นลูกชายและผู้สืบตระกูลของอิบนฺ ซาอูด ก็ได้ใช้การตักฟิรเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารประชาชนที่ต่อต้านทั้งหมด ในปี 1801 กองทัพของเขาได้เข้าปล้นเมืองกัรบาลาของชีอะฮ์ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอิรัก ปล้นสะดมสุสานของอิหม่ามฮุเซน และสังหารชาวชีอะฮ์หลายพันคน รวมทั้งผู้หญิงและเด็กๆ ในปี 1803 เมืองมักกะฮ์อันศักดิ์สิทธิ์ได้ยอมแพ้ต่อผู้นำซาอุดี้ด้วยความหวาดกลัวและเสียขวัญ
เราจำการปล้นเมืองมะดีนะฮ์อันศักดิ์ได้น้อยนิด เมื่อกองทหารของอัล-ซาอูดได้เข้าปล้นมัสยิด โรงเรียน และบ้านเรือน กองทัพของอัล-ซาอูดได้ฆ่าผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ หลายร้อยคน โดยไม่สนใจเสียงหวีดร้องของพวกเขา ขณะที่บรรดาอิหม่ามร้องขอว่าให้ปกป้องรักษามรดกตกทอดอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอิสลามเอาไว้ คนของอัล-ซาอูดกลับช่วงชิงและปล้นเอาไป และจุดไฟเผาห้องสมุดแห่งเมืองมะดีนะฮ์ อัล-ซาอูดได้สร้างตัวอย่างขึ้นในมะดีนะฮ์ เมืองที่เคยให้การต้อนรับอิสลามเป็นอย่างดี บนผืนดินที่เคยเป็นที่ตั้งของมัสยิดหลังแรกของอิสลาม อัล-ซาอูดได้ทำให้แผ่นดินนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดง

ในที่ที่รอยเท้าของศาสดาองค์สุดท้ายของพระเจ้ายังคงได้รับการเดินตาม อัล-ซาอูดกลับทำให้บรรยากาศของมันเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนจากความกลัว

แต่ความร้ายกาจเช่นนั้นได้ถูกลบออกไปจากตำราประวัติศาสตร์ เรื่องราวแห่งการทรยศหักหลังแบบนองเลือดและป่าเถื่อนเช่นนั้นได้ถูกกลืนไปหมดโดยอัล-ซาอูด เพราะตระกูลนี้พยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ และอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากตระกูลของศาสดา

ในที่สุด ในปี 1815 ออตโตมานได้ส่งข่าวไปยังมุฮัมมัด อาลี ปาชา ผู้ว่าการแห่งอียิปต์ ให้บดชี้กองกำลังของวะฮาบีและทำลายเมืองหลวงของพวกเขาเสีย แต่ลัทธิวะฮาบีได้กลายมาเป็นกองกำลังทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเมื่อผู้นำซาอุดี้ฯ อับดุลอาซิซ อีกคนหนึ่ง ได้ทำการผลักดันครั้งใหม่เพื่อความเป็นชาติ และเริ่มพยายามสร้างอาณาจักรอันกว้างใหญ่เพื่อตัวเขาเองในตะวันออกกลางด้วยกองทัพเบดูอีนที่จงรักภักดีของเขา ซึ่งรู้จักกันในนาม อิควาน “ภราดรภาพ”

ในอิควาน เราเห็นรากเหง้าของไอซิซ เพื่อการโจมตีเผ่าต่างๆ และแยกพวกเขาออกจากวิถีชีวิตร่อนเร่ที่ถือว่าไม่เข้ากันกับอิสลาม นักการศาสนาวะฮาบีได้จัดการให้เบดูอินกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในโอเอซิซ พวกเขาเรียนรู้วิธีการทำไร่และงานฝีมือสำหรับวิถีชีวิตแบบประจำที่ และถูกปลูกฝังด้วยแนวคิดแบบวะฮาบี เมื่อถึงเวลาออกปล้น ซึ่งเป็นการปล้นเอาสัตว์เลี้ยงในรูปแบบการญิฮาดของวะฮาบี นักรบเบดูอีนเหล่านี้จะเป็นนักรบที่ดุดันและรุนแรง พวกเขาปิดบังใบหน้าเมื่อเผชิญหน้ากับชาวยุโรปและชาวอาหรับที่ไม่ใช่ซาอุดี้ฯ และต่อสู้ด้วยหอกและดาบเพราะรังเกียจอาวุธที่ท่านศาสดาไม่เคยใช้ ในการปล้นแบบเก่า ชาวเบดูอีนจะพยายามให้มีการบาดเจ็บล้มตายน้อยที่สุด และจะไม่ทำร้ายคนที่ไม่ใช่นักรบ ปัจจุบันกลุ่มอิควานทำการสังหารหมู่ชาวบ้าน “ผู้ทิ้งศาสนา” ที่ไม่มีอาวุธไปเป็นพันๆ คน โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดเมื่อฆ่าผู้หญิงและเด็กๆ และจะเชือดคอเชลยผู้ชายทุกคนเสมอ

ในปี 1915 อับดุลอาซิซวางแผนที่จะพิชิตดินแดนฮิญาซ (พื้นที่ทางตะวันตกของซาอุดิอารเบียปัจจุบัน ที่ประกอบด้วยเมืองมักกะฮ์และมะดีนะฮ์) อ่าวเปอร์เซียไปจนถึงตะวันออกของนัจด์ และดินแดนที่ปัจจุบันคือซีเรียและจอร์แดนทางตอนเหนือ แต่ในช่วง 1920s เขาระงับความทะเยอทะยานของเขาไว้เพื่อให้ได้รับสถานะทางการทูตเป็นรัฐชาติ(nation state) กับอังกฤษและสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม กลุ่มอิควานยังคงทำการปล้นในดินแดนอิรักที่อยู่ในความอารักขาของอังกฤษ ทรานส์จอร์แดน และคูเวต โดยอ้างว่าไม่มีขอบเขตจำกัดในการทำญิฮาด กลุ่มอิควานถือว่าความทันสมัยทั้งหมดเป็นบิดอะฮ์ พวกเขาจึงได้โจมตีอับดุลอาซิซด้วยเช่นกัน ที่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ รถยนต์ โทรเลข ดนตรี และการสูบบุหรี่ หรือสิ่งใดก็ตามที่ไม่เคยรู้จักในสมัยของมุฮัมมัด จนกระทั่งในที่สุด อับดุอาซิซได้ทำการปราบปรามการก่อกบฏของพวกเขาในปี 1930

หลังจากการปราบกลุ่มอิควาน ลัทธิวะฮาบีอย่างเป็นทางการของราชอาณาจักรซาอุดี้ฯ ได้เลิกการญิฮาดทางทหาร และเปลี่ยนมาเป็นขบวนการอนุรักษ์นิยมที่เคร่งศาสนา

แต่จิตวิญญาณแห่งอิควานและความฝันที่จะขยายดินแดนของมันยังไม่ตาย และฟื้นขึ้นมาใหม่ในยุค 1970s เมื่อราชอาณาจักรนี้กลายเป็นศูนย์กลางนโยบายต่างประเทศของตะวันตกในภูมิภาคนี้ วอชิงตันยินดีกับการที่ซาอุดี้ฯ ต่อต้านแนวคิดแบบนัสเซอร์ (อุดมการณ์สังคมนิยมรวมอาหรับ หรือ pan-Arab ของประธานาธิบดีคนที่สองของอียิปต์ กามาล อับดุล นัสเซอร์) และต่อต้านอิทธิพลของรัสเซีย ภายหลังการปฏิวัติอิหร่าน ในปี 1979 มันได้ห้การสนับสนุนแก่โครงการของซาอุดี้ฯ ในการต่อต้านอิสลามชีอะฮ์โดยการขยายแนวคิดแบบวะฮาบีครอบคลุมทั่วโลกมุสลิม

เช่นเดียวกับที่แนวคิดแบบนัสเซอร์เป็นภัยคุกคามต่อทั้งซาอุดี้ฯ และสหรัฐฯ ในด้านที่มันนำมาซึ่งความเป็นเอกราชและความรู้สึกร่วมเป็นประชาคมและมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งตรงข้ามกับลัทธิล่าอาณานิคมและระบบศักดินา ขบวนการประชาธิปไตยชีอะฮ์ในอิหร่านแสดงตัวเป็นแรงผลักดันมากเกินไปทำให้หลายประเทศในภูมิภาคนี้ปฏิบัติตามเพื่อจะได้โดดเด่นขึ้นมา

และแล้วกรงล้อแห่งการโฆษณาชวนเชื่อก็เริ่มหมุนไป ทำให้อิหร่านกลายมาเป็นศัตรูที่ถูกหมายหัวของมหาอำนาจตะวันตกและเหล่าพันธมิตรของมัน อิหร่านกลายเป็นแหล่งกำเนิดของความชั่วร้ายที่อยู่เคียงข้างกันกับโซเวียตรัสเซีย ตลอดเวลานั้น ซาอุดิอารเบียถูกปล่อยให้สร้างอุตสาหกรรมลัทธินิยมความรุนแรงขึ้นในระดับมวลชน

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการห้ามส่งสินค้าในปี 1973 เมื่อผู้ผลิตน้ำมันปิโตเลียมในอาหรับตัดการจัดส่งน้ำมันให้กับสหรัฐฯ เพื่อประท้วงการสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอลของอเมริกา ทำให้ราชอาณาจักรนี้ได้รับเงินปีโตรดอลล่าร์ทั้งหมดที่มันต้องการเพื่อส่งออกอิสลามในรูปแบบเฉพาะตัวของมัน

การญิฮาดทางการสู้รบแบบเก่าเพื่อเผยแพร่ศาสนาถูกแทนที่ด้วยการรุกรานทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน สันนิบาตอาหรับที่มีสำนักงานใหญ่ในซาอุดี้ฯ ได้เปิดสำนักงานในทุกภูมิภาคที่มีมุสลิมอาศัยอยู่ และกระทรวงศาสนาซาอุดี้ฯ ได้ตีพิมพ์และแจกจ่ายคัมภีร์กุรอานฉบับแปลสายวะฮาบี ตำราคำสอนของวะฮาบี และหนังสือของนักคิดสมัยใหม่ที่ซาอุดี้ฯ พอใจ เช่น ซัยยิด อับดุลอะลา เมาดูดี และคุตบ์ ให้แก่ชุมชนมุสลิมทั่วตะวันออกลาง แอฟริกา อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และยุโรป ในสถานที่ทั้งหมดเหล่านี้ พวกเขาได้ให้ทุนจัดสร้างมัสยิดสไตล์ซาอุดี้ฯ ที่มีนักเทศนาธรรมสายวะฮาบี และจัดตั้งมัดรอซะฮ์ที่ให้การศึกษาฟรีแก่คนยากจน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหลักสูตรของวะฮาบี

ความเข้าใจอิสลามของมุสลิมค่อยๆ ปนเปื้อนด้วยมลพิษของลัทธิวะฮาบี และมุสลิมซุนนีเริ่มคิดและหายใจแบบวะฮาบี ไม่อยู่ในแนวเดียวกันกับธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาของตนเองอีกต่อไป ตัดขาดออกจากอิสลามที่ให้เสรีภาพในการคิด อิสลามสายกลาง อิสลามที่มีความเมตตา และอิสลามที่ไม่มีความรุนแรง

ในเวลาเดียวกัน คนหนุ่มจากประเทศมุสลิมที่ยากจน เช่นอียิปต์และปากีสถาน ผู้ที่รู้สึกถูกบังคับให้มาหางานทำในแถบอ่าวเพื่อจุนเจือครอบครัว ได้เข้าร่วมสมาคมกับผู้มั่งคั่งที่มีแนวคิดแบบวะฮาบีและนำความศรัทธานี้กลับบ้านไปด้วย พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ในมัสยิดและศูนย์การค้าของซาอุดี้ฯ ที่แบ่งแยกเพศ ชาวซาอุดี้ฯ ต้องการให้คล้อยตามในเรื่องศาสนาเพื่อตอบแทนกับความมีเมตตาของพวกเขา ดังนั้น การปฏิเสธอิสลามในรูปแบบอื่นและศาสนาอื่นทั้งหมดของวะฮาบีได้ฝังลึกอยู่ในแบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และเมืองบัฟฟาโล นิวยอร์ค เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในปากีสถาน จอร์แดน หรือซีเรีย ทุกแห่งกำลังบ่อนทำลายความแตกต่างหลากหลายแบบดั้งเดิมของอิสลามอย่างหนัก

มุสลิมรุ่นหนึ่งนี้จึงเติบโตขึ้นมากับอิสลามในรูปแบบที่แยกตัวออกไปจนทำให้พวกเขามีทัศนะคติเป็นลบต่อศาสนาอื่น และมีความเข้าใจแบบแยกนิกายที่คับแคบ ในขณะที่ไม่ได้เป็นพวกนิยมความรุนแรงด้วยตัวเอง นี่คือลักษณะที่แนวคิดแบบสุดโต่งได้พัฒนาขึ้น ในอดีต การตีความของอุลามาที่ถูกวะฮาบีปฏิเสธ ได้ควบคุมการอธิบายความหมายของความรุนแรงในตัวบท แต่ปัจจุบัน นักตีความอิสระที่ไม่มีคุณสมบัติอย่างอุษามะฮ์ บินลาดิน มีเสรีภาพที่จะพัฒนาการอ่านคัมภีร์กุรอานที่ผิดเพี้ยนอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้แนวคิดสุโต่งแพร่ขยายออกไป ซาอุดี้ฯ พยายามที่จะหันเหเยาวชนของตนออกไปจากปัญหาภายในราชอาณาจักรในสมัย 1980s ด้วยการส่งเสริมแนวคิดการรวบอิสลาม ซึ่งอุลามาวะฮาบีไม่เห็นด้วย

ไอซิซ – สิ่งประดิษฐ์ของลัทธิวะฮาบี

เหมือนกับกลุ่มอิควานก่อนหน้านี้ ไอซิซเป็นตัวแทนของกลุ่มกบฏต่อลัทธิวะฮาบีที่เป็นทางการของซาอุดิอารเบียสมัยใหม่ ดาบของมัน การปกปิดใบหน้า และการประหารด้วยการเชือดคอล้วนทำให้นึกถึงกลุ่มภราดรภาพมุสลิมดั้งเดิม แต่คนของไอซิซไม่น่าจะประกอบไปด้วยนักรบญีฮาดหัวแข็งไปเสียทั้งหมด พวกเขาจำนวนมากอาจจะเป็นพวกฆราวาสนิยมที่ไม่พอใจกับสภาพความเป็นอยู่ในอิรัก เป็นพวกบาธจากสมัยปกครองของซัดดัม ฮุซเซน และอดีตทหารจากองทัพของเขาที่ถูกปลดไป

นี่อาจจะเป็นคำอธิบายสำหรับความแข็งแกร่งของไอซิซในการต่อสู้กับกองกำลังทหารมืออาชีพ ในความเป็นไปได้ทั้งหมด ทหารเกณฑ์วัยหนุ่มบางส่วนได้รับแรงกระตุ้นจากลัทธิวะฮาบีหรือไม่ก็โดยอุดมการณ์มุสลิมที่เก่าแก่กว่า ในปี 2008 หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของหน่วยงานลับ MI5 ระบะว่า “ไม่ใกล้เคียงกับการเป็นผู้ฝักใฝ่ทางศาสนา สมาชิกจำนวนมากของพวกที่เกี่ยวข้องกับลัทธิก่อการร้ายไม่ได้ปฏิบัติศาสนกิจของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ หลายคนขาดความรู้ซึงทางศาสนาและอาจถือได้ว่าอ่อนหัดด้านศาสนา”

สัดส่วนที่มีนัยสำคัญของผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดฐานก่อการร้ายตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 เป็นเรื่องที่ไม่มีการสำรวจ หรือเป็นเรื่องที่คิดกันเอาเอง นักรบไอซิซที่หลงผิดหรือแฝงตัวมาย่อมไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา แต่พวกเขาถูกขายให้กับความรุนแรงที่เป็นความเจ็บปวดและการขาดทุนของพวกเขาเอง

ว่าที่นักรบญิฮาดสองคนที่ออกเดินทางจากเบอร์มิงแฮมเพื่อไปซีเรียเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วได้สั่งอิสลามจำลองมาจาก Amazon นักรบไอซิซไม่ใช่มุสลิมที่ศรัทธา เป็นเพียงต้นกำเนิดของพฤติกรรมต่อต้านสังคมเท่านั้น

มันอาจจะเป็นความผิดพลาดถ้าจะมองไอซิซว่าเป็นพวกย้อนยุค มันเป็นขบวนการสมัยใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งดึงเอาแรงบันดาลใจมาจากนักรบครูเสดอิควาน มันได้กลายเป็นธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเงินด้วยตัวเองกับสินทรัพย์ประมาณ 2 พันล้านดอลล่าร์ มันปล้น ขโมยทองแท่งจากธนาคาร ลักพาตัว สูบน้ำมันในดินแดนที่มันพิชิตได้ ทำให้มันเป็นกลุ่มนักรบญิฮาดที่ร่ำรวจที่สุดในโลก ไม่มีอะไรที่เป็นความบังเอิญหรือไร้เหตุผลเกี่ยวกับความรุนแรงของไอซิซ วิดีโอการประหารชีวิตถูกเตรียมการเป็นอย่างดีและมียุทธศาสตร์เพื่อสร้างความหวาดกลัว ไม่ให้เกิดการโต้แย้ง และเห็นความวุ่นวายในกลุ่มประชากรที่มากขึ้น

ไอซิซไม่ได้เป็นเพียงแค่กองทัพก่อการร้าย มันเป็นขบวนก่อการร้ายที่มีความทะเยอทะยานจะสร้างจักรวรรดิ์ และถ้าวิธีการของมันจะน่าสะพรึงกลัวและบ้าเลือด แต่นั่นก็แทบจะไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ นั่นคือสิ่งที่ไอซิซได้มาจากตัวอย่างในอดีต การฆ่าคนจำนวนมากเป็นบรรยากาศของยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งมหาอำนาจตะวันตกได้ให้ตัวอย่างไว้หลายต่อหลายครั้ง

ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่การเกิดรัฐฆราวาสขึ้นแห่งแรกในยุโรป ฝ่ายชาโคแบง (Jacobins) ได้ตัดศีรษะผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ ประมาณ 17,000 ต่อหน้าสาธารณชน

บอลเชวิคของโซเวียต, เขมรแดง และยุวชนแดง (Red Guard) ล้วนแล้วแต่ได้ใช้ลัทธิก่อการร้ายอย่างเป็นระบบเพื่อกวาดล้างมนุษย์ที่ทุจริต

ในยุค 1990s อาร์เมเนียได้เข่นฆ่าชาวอาเซอร์ไปนับร้อยๆ คน ในปฏิบัติการกวาดล้างชาติพันธุ์ขนานใหญ่ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกันนั้น ไอซิซใช้ความรุนแรงเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหนึ่งเดียวที่จำกัดและถูกกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้โดยไม่ใช้วิธีการฆ่า เมื่อเป็นเช่นนั้น มันจึงเป็นการแสดงออกถึงด้านมืดของความทันสมัยอีกวิธีหนึ่ง การฆ่าที่กลายเป็นอุตสาหกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และการเมือง

เหนือสิ่งอื่นใด ไอซิซต้องการจะสร้างระบอบการปกครองแบบคอลิฟะฮ์ของมุสตอฟา เคมาล อาตาเติร์ก ในตุรกี ที่ถูกประกาศให้เป็นโมฆะในปี 1925

ระบอบคอลิฟะฮ์เป็นจดหมายที่ส่งไม่ถึงผู้รับทางการเมือง แต่เนื่องจากมันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพแห่งอุมมะฮ์ และเชื่อมโยงกับท่านศาสดา มุสลิมซุนนีจึงคร่ำครวญกับการสูญเสียมันไปราวกับเป็นบาดแผลทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม แต่ทว่าโครงการคอลีฟะฮ์ของไอซิซไม่ได้รับการสนับสนุนจากอุลามาในระดับสากล และถูกหัวเราะเยาะไปทั่วโลกมุสลิม

ที่เขากล่าวว่า ขอบเขตจำกัดของรัฐชาติเริ่มจะปรากฏชัดเจนขึ้นในโลกของเรา มันเป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีธรรมเนียมของลัทธิชาตินิยม และเขตแดนที่ขีดขึ้นโดยผู้รุกรานเป็นสิ่งที่บีบคั้นจนเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างจิตวิญญาณแห่งความเป็นชาติที่แท้จริง นี่ก็เช่นกัน ไอซิซไม่ใช่เพียงส่งเสียงกลับไปยังยุคที่ผ่านพ้นมาแล้วเท่านั้น แต่มันกำลังประกาศชัดว่าเป็นเรื่องของปัจจุบันอย่างแท้จริง

รัฐชาติแบบประชาธิปไตยเสรีที่เกิดขึ้นในยุคเพื่อช่วยส่งเสริมการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เกิดอุดมการณ์แห่งความรุ่งเรืองด้านสิ่งจำเป็นในทางปฏิบัติ ไม่ใช่จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์อีกต่อไป มันไม่ใช่อุดมคติ จุดอ่อนของมันคือการไร้ความสามารถที่จะเปิดใจกว้างต่อชนกลุ่มน้อยต่างชาติพันธุ์ เป็นความรับผิดชอบที่ล้มเหลวของความชั่วร้ายที่เลวร้ายที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ในส่วนอื่นๆ ของโลกที่มีความทันสมัยแตกต่างไปยากนี้ ระบอบการเมืองอื่นๆ อาจเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าก็ได้ ดังนั้น รัฐเสรีจึงไม่ใช่ผลที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ของความทันสมัย ความพยายามในการสร้างประชาธิปไตยในอิรักใช้วิธีการรุกรานแบบล่าอาณานิคม การปราบปรามและยึดครองอาจจะส่งผลให้มีการกำเนิดอย่างผิดธรรมชาติ และไอซิซก็ผุดขึ้นมาจากผลของความโกลาหลนั้น

ไอซิซประกาศสงครามกับทุกฝ่าย ทั้งซุนนี, ชีอะฮ์, คริสเตียน, ยิว, พุทธ, ยาซิตี้ ไม่มีใครรอดพ้นไปจากอาชญากรและฆาตรกรที่ไร้พระเจ้ากลุ่มนี้ได้

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ขณะนี้ซาอุดิอารเบียได้กลายมาเป็นเป้าหมายของนักรบไอซิซ ราวกับการแสดงโศกนาฏกรรมกรีก ไอซิซพยายามที่จะโจมตีผู้ที่สร้างมันขึ้นมา หมายมั่นกับการผลักดันขอบเขตแห่งการยอมรับเพื่อสร้างตัวขึ้นมาใหม่ไม่ใช่ในฐานะศาสนา แต่เป็นขบวนการอเทวนิยมสุดโต่งที่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า ในทุกรูปแบบและทุกการแสดงออกของมัน

ถ้าลัทธิวะฮาบีไม่ทำให้คุณหวาดกลัว ไอซิซน่าจะทำได้

มันอาจจะ แค่อาจจะ เป็นความคิดที่ดีที่จะเลือกพันธมิตรเหล่านั้นที่มีความตั้งใจจะกำจัดและทำลายไอซิซ แล้วปฏิเสธมหาอำนาจหนึ่งที่ได้ทำให้ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น นั่นก็คือ  ราชอาณาจักร หรือซาอุดิอารเบียนั่นเอง

———–

แปลจากเรื่อง Wahhabism, Al Saud and ISIS – the unholy trinity which should have you terrified

เขียนโดย Catherine Shakdam

http://www.immjournal.com/2072