lasted posts

Popular

Jordan's King Abdullah (R) welcomes Saudi Arabia's Deputy Crown Prince and Defence Minister Mohammed bin Salman at the Royal Palace in Amman, on August 4, 2015. AFP PHOTO / POOL / MUHAMMAD HAMED / AFP / POOL / MUHAMMAD HAMED

จอร์แดนและประเทศมุสลิมอื่นๆ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับซาอุดีอาระเบียต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) เนื่องจากไม่มีผลผูกพันใด สำนักข่าว MEE (Middle East Eye) รายงาน

รายละเอียดการประชุมร่วมกับผู้นำรัฐสภาสหรัฐในเดือนมกราคม ที่ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกโดยสำนักข่าว MEE ในสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุ กษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ได้บอก “ความจริง” กับนักการเมืองอเมริกัน เกี่ยวกับพันธมิตรภายใต้การนำซาอุดีอาระเบียในการต่อสู้กับไอเอส

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับรูปแบบทางทหารของประเทศมุสลิมที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับซาอุดิอาระเบีย ซึ่งได้ประกาศในเดือนธันวาคม ที่ประกอบด้วย 34 ประเทศมุสลิม กษัตริย์อับดุลเลาะห์กล่าวว่า เป็นข้อตกลงที่ “ไม่มีผลผูกพัน” (non-binding) นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจอร์แดนและสมาชิกประเทศอื่นๆ จึงตกลงเข้าร่วม

“นี่เป็นเสมือนพันธมิตรที่ไม่มีผลผูกพัน เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าเราต่อต้านไอเอส ดังนั้นในกรณีนี้เรา (สมาชิก) ทั้งหมดจึงได้ลงนาม” เขากล่าว

กษัตริย์อับดุลเลาะห์กล่าวว่า ที่พันธมิตรซาอุดีอาระเบียเห็นต่างกัน เพราะเขาได้พยายามที่จะให้ริยาด “ไปยังกรุงไคโร ซึ่งจะทำให้เราฉายภาพอาหรับมุสลิมที่จับมือเป็นพันธมิตรต่อต้านไอเอส แต่ไม่ได้รับการยอมรับด้วยเหตุผลบางประการ”

หลังจากซาอุดิอาระเบียปฏิเสธการเข้าร่วมการเจรจาเผยในเมืองหลวงของอียิปต์ กษัตริย์อับดุลเลาะห์กล่าวว่า พวกเขาได้หาวิธีการอื่นแทน โดยเขากล่าวเพิ่มเติมว่า เขาได้มองถึงการจัดตั้ง “กองกำลัง” เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาไอเอสและกลุ่มอื่นๆ ที่คล้ายกัน

กษัตริย์อับดุลเลาะห์ได้แสดงความเห็นในระหว่างการประชุมกับนักการเมืองอเมริกันอาวุโสในเดือนมกราคม สำนักข่าว MEE ได้รับข้อมูลรายละเอียดของการประชุมดังกล่าวจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดการสนทนาดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เปิดเผยตัวตนเขา

เรื่องของกลุ่มพันธมิตรซาอุฯ เป็นหนึ่งในหลายหัวข้อที่ถูกอธิบายโดยกษัตริย์อับดุลเลาะห์ในที่ประชุม ซึ่งรวมถึงการที่กษัตริย์ยืนยันว่า อังกฤษและกองกำลังพิเศษจอร์แดนได้เข้าไปในลิเบียและโซมาเลีย

นอกจากนี้เขายังเปิดเผยว่า มีปฏิบัติการลับทางทหารของจอร์แดนเกิดขึ้นในซีเรีย และเขากล่าวหาว่าประธานาธิบดีตุรกี เรเยบ ตอยยิบ เออร์โดกัน เกี่ยวกับการส่ง “ผู้ก่อการร้าย” ไปยังยุโรป

ความขัดแย้งในพันธมิตร

เมื่อซาอุดิอาระเบียประกาศจัดตั้งพันธมิตรที่จะจัดการปัญหาไอเอสในเดือนธันวาคม ก็ได้สร้างความประหลาดใจ เพราะมันดูเหมือนจะได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

มุฮัมหมัด บินซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมและรองมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย  รีบเร่งดึงมาแถลงข่าวร่วมกันในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 15 เดือนธันวาคม และประกาศว่ากองกำลังพันธมิตรได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายยัง “กลุ่มการก่อการร้ายทั่วโลก” ทั้งในอัฟกานิสถาน, อียิปต์, ลิเบีย, อิรัก และซีเรีย

ซาอุดิอาระเบียเปิดตัวกองกำลังพันธมิตร “ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย” ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่มีขึ้นพร้อมกับการประกาศว่า “ศูนย์ปฏิบัติการร่วมจะอยู่ในริยาด” เพื่อที่จะ “ประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหาร”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ตามที่อ้างว่าเป็นเหตุผลในการจัดตั้งพันธมิตร นับตั้งแต่ที่ได้ประกาศไป

วันรุ่งขึ้นหลังจากได้มีการประกาศออกไป มีสมาชิกหลายประเทศของพันธมิตรกล่าวว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำประกาศนั้น

อินโดนีเซียกล่าวว่า จำเป็นต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติม และต่อมาจาการ์ต้าก็ประกาศว่า “ไม่ต้องการที่จะเข้าร่วมกองกำลังพันธมิตร”

รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน อาอิซัส ชาอุดรี (Aizaz Chaudhry) กล่าวว่า เขา “แปลกใจ” ที่มีการอ่านชื่ออิสลามาบัดรวมเข้าไปด้วย และนักการเมืองปากีสถานคนอื่นๆ ก็กล่าวว่า พวกเขาได้ยินครั้งแรกเกี่ยวกับการเข้าร่วมพันธมิตรก็จากสื่อ

มาเลเซีย เป็นสมาชิกอีกประเทศหนึ่ง ที่ออกมาปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการทหารโดยทันที

ความสับสนที่เกิดขึ้นท่ามกลางการประกาศจัดตั้งพันธมิตรนั้น ผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค จอร์จจิโอ กาฟิเอโร่ (Giorgio Cafiero) ผู้ก่อตั้ง Gulf State Analytics และ แดเนียล แว็กเนอร์ ซีอีโอของ Country Risk Solutions ได้บอกถึงการจัดตั้งพันธมิตรนี้ในสื่อฮัฟฟิงตันโพสต์ (Huffington Post) ว่า เป็น “บ้านที่ทำด้วยไพ่” (house of cards: สำนวน หมายถึงไม่มั่นคง)

การก่อตั้งพันธมิตรมีขึ้นในช่วงเวลาที่แรงกดดันเพิ่มขึ้นสูงในประเทศซาอุดิอารเบีย โดยต้องเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ที่เพิ่มมากขึ้นในสื่อภาษาอังกฤษ โดยซาอุฯ ถูกกล่าวหาว่าขาดความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในการต่อสู้กับไอเอสและอุดมการณ์ของพวกเขา ซึ่งหลายฝ่ายเอาไปเชื่อมโยงกับแนวคิดของริยาดซึ่งเป็นอิสลามอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว (ultra-conservative) ในแบบซาลาฟี (Salafist)

ที่กรุงวอชิงตัน กษัตริย์อับดุลเลาะห์ไม่ได้เจาะจงลงในรายละเอียดเกี่ยวกับพันธมิตรซาอุดีอาระเบีย แต่ในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้จากส.ส.พรรครีพับลิกันจากฟลอริด้า แอนเดอร์ เครนชอว์ (Ander Crenshaw)  กษัตริย์อับดุลเลาะห์บอกว่า เขากำลังมองหาวิธีที่จะ “สร้างกองกำลังอาหรับที่สามารถข้ามเข้าไปในพรมแดนต่างๆ”

เขาไม่ได้เปิดเผยว่าเขาวางแผนจะสร้างกองกำลังนั้นเช่นไร แต่ในส่วนของการสนทนาก่อนหน้านี้เขาแสดงให้เห็นว่า กองกำลังอังกฤษและจอร์แดนมีการทำงานลับร่วมกันในปฏิบัติการต่อสู้กับกลุ่มหัวรุนแรงอัลชาบับ (al-Shabab) ในโซมาเลีย

“เราเริ่มต้นด้วยอัลชาบับตอนที่พวกเขาเข้าไปในลิเบีย” เขากล่าว ซึ่งหมายถึงความวุ่นวายและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในลิเบียนับตั้งแต่นาโต้ได้สนับสนุนการปฏิวัติในปี 2011 เพื่อล้มล้างผู้นำ โมอัมมาร์ กัดดาฟี

ต่อมากษัตริย์อับดุลเลาะห์กล่าวว่า เขาต้องการที่ให้ประเทศแอฟริกาตะวันออกทำงานร่วมกันและมีความเป็นเจ้าของใน “กลุ่มต่อต้านการก่อการร้าย” แต่โดยมีอาหรับกำกับดูแล

กษัตริย์จอร์แดนมีประสบการณ์ทางการทหารสูง เขาผ่านการฝึกหลักสูตรเจ้าหน้าที่กองกำลังพิเศษจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนเฮิสต์ของอังกฤษในปี 1980 ก่อนที่จะรับราชการในกองทัพอังกฤษระยะเวลาสั้นๆ

นับตั้งแต่ได้เป็นกษัตริย์ในปี 1999 อับดุลเลาะห์ได้พยายามที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของจอร์แดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังพิเศษของประเทศจอร์แดน ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจอร์แดน ฌอน ยม (Sean Yom) จากมหาวิทยาลัยเทมเปิล (Temple University) ได้บอกกับสำนักข่าว MEE ก่อนหน้านี้ว่า นโยบายนี้จะทำให้กรุงอัมมานกลายเป็น “เมืองหลวงของกองกำลังพิเศษแห่งตะวันออกกลาง” โดยบอกว่า พวกเขามีกองกำลังพิเศษที่ดีที่สุดในภูมิภาค

ในการประชุมที่กรุงวอชิงตัน กษัตริย์อับดุลเลาะห์ประกาศว่า การต่อสู้กับ “ไอเอส” เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการต่อสู้กับ “ขุนโจรแห่งอิสลาม” เขาเสริมว่า การต่อสู้จะทอดยาวจากอินโดนีเซียจนถึงแคลิฟอร์เนีย

ส.ส. แอนเดอร์ เครนชอว์  เห็นด้วยกับกษัตริย์อับดุลเลาะห์และกล่าวว่า “จอร์แดนอยู่ในจุดกึ่งกลางของสงครามโลกนี้”

เครนชอว์ ถามกษัตริย์อับดุลเลาะห์ ถึงประสิทธิภาพของพันธมิตรซาอุฯ ต่อต้านไอเอส เมื่อเทียบกับพันธมิตรภายใต้การนำของสหรัฐฯ  และเขาขอความเห็นจากกษัตริย์เกี่ยวกับการที่วอชิงตันจะเข้าร่วมกับพันธมิตรริยาด

กษัตริย์อับดุลเลาะห์ตอบว่า “ไม่ว่าพันธมิตรใดที่เกี่ยวข้องกับจุดร้อนบนแผนที่นี้ ควรมีโฉมหน้าของมุสลิมหรืออาหรับ ด้วยนี่เป็นสงครามของมุสลิม แต่เราต้องอยู่บนความจริงเกี่ยวกับพันธมิตรที่ถูกจัดตั้งขึ้นมากมายนั้น ซึ่งเป็นกองกำลังที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างด่วน”

ไม่มีนักการเมืองอเมริกันใดที่อยู่ในที่ประชุมตอบสนองให้ความคิดเห็น

มานา ดับบาส (Manar dabbas) ผู้อำนวยฝ่ายการเมืองของจอร์แดน กล่าวพาดถึงถึงรายงานของสำนักข่าว MEE กับที่ปรึกษาด้านสื่อของรัฐบาล แต่เขาเพียงกล่าวว่า “บทสนทนาที่เรามีในวอชิงตันเป็นข้อมูลที่ไม่เปิดเผย (off the record)”

ที่มา : publicpostonline