lasted posts

Popular

478

ที่มาของวาฮาบีในการต่อต้านซุนนะฮ์นะบี (ศ)

การปกปิดซุนนะฮ์นะบี (ศ )คือ อาชญากรรมทางศาสนา
ถึงแม้ว่าท่านนบี ศ จะได้สั่งบรรดามุสลิมให้บันทึกฮะดีษและเผยแพร่คำสอนของท่านออกไปยังผู้คนที่อยู่ภายนอก แต่บรรดาผู้ปกครองอาณาจักร์ภายหลังจากยุคของท่าน กลับมีพฤติกรรมบิดเบือนด้วยการประกาศห้ามบันทึกฮะดีษของ ท่านนบี ศ ยิ่งกว่านั้น ยังห้ามประชาชนมิให้บอกเล่าฮะดีษนบี ศ ในมัสยิดอีกด้วย!
มีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจนว่า ทั้งอะบูบักร์และอุมัร ได้เก็บรวบรวมฮะดีษต่างๆของท่านนบี ศ แล้วนำมาเผาทิ้ง !
ท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบนั้น ใช้ความรุนแรงโดยอำนาจการปกครองต่อบรรดาศอฮาบะฮ์ของท่านนบี ศ เป็นอย่างยิ่ง  ด้วยการเฆี่ยนตีบ้าง จับขังบ้าง สาเหตุเพียงเพราะจับได้ว่า มีบางคนสนทนาบอกเล่ากัน เกี่ยวกับฮะดีษใด ฮะดีษหนึ่งของท่านนบี ศ !
อย่างเช่น เขาได้ออกคำสั่งอย่างเป็นทางการบังคับบรรดาข้าหลวงของเขาเก็บเผาทำลายหรือลบซุนนะฮ์ที่ได้บันทึกรวบรวมไว้ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม !
คำอธิบายชัดเจนที่สุด สำหรับเรื่องนี้ ไม่มีครั้งใดเทียบเท่า การเปล่งคำขวัญว่า \\\”คัมภีร์ของอัลลอฮ์ก็พอแล้วสำหรับเรา !\\\” ที่อุมัรได้เปล่งออกมาเพื่อทำความเข้าใจกับบรรดาผู้นำเผ่ากุเรชต่อหน้าท่านนบี ศ ก่อนที่ท่านจะหลับตาไปชั่วนิรันดร์ ตั้งแต่นั้นมา พวกเขาได้ถือปฏิบัติตรงกันในหมู่พวกเขาว่าจะยอมรับอัลกุรอานเท่านั้น โดยจะไม่ยอมรับซุนนะฮ์ของท่าน !
แต่สำหรับท่านอะลี อ และบรรดาอิมาม อ จากเชื้อสายของท่านนบี ศ นั้น ได้ต่อต้านคำสั่งห้ามการบอกเล่าฮะดีษอย่างแข็งขันและได้สนับสนุนบรรดาศอฮาบะฮ์ให้บอกเล่าและบันทึกฮะดีษ เพื่อเป็นการกระทำตามคำสั่งของท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ ที่ให้บันทึกแบบอย่างของท่าน ซึ่งได้มีการรายงานถ่ายทอดไว้อย่างครบครันในตำราอ้างอิงของชีอะฮ์
มีบันทึกในหนังสือสุนันอะบูดาวูด ๒/๑๗๖ ว่า
عن عبد الله بن عمرو قال: كنت أكتب كل شئ أسمعه من رسول الله(ص)أريد حفظه فنهتني قريش ، وقالوا أتكتب كل شئ تسمعه ورسول الله(ص)بشر يتكلم في الغضب والرضا؟! فأمسكت عن الكتاب ، فذكرت ذلك لرسول الله(ص)فأومأ بإصبعه الى فيه فقال: أكتب ، فوالذي نفسي بيده ما يخرج منه إلا حق !
รายงานจากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ กล่าวว่า ฉันได้บันทึกทุกเรื่องราวจากท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ ที่ฉันต้องการจะจดจำไว้ แต่แล้วพวกกุเรชได้สั่งห้ามเสีย พวกเขากล่าวว่า ท่านจะบันทึกทุกเรื่องราวที่ได้ฟังมาจากท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ ตามที่ท่านพูดทั้งในยามโกรธและในยามพึงพอใจกระนั้นหรือ ? ดังนั้นฉันจึงถือหนังสือไว้ เพราะว่าฉันเคยกล่าวอย่างนี้ต่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ แล้วท่านได้ใช้นิ้วชี้ไปที่มันแล้วกล่าวว่า จงเขียน ดังนั้นขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ จะไม่มีอะไรออกมาจากท่านนอกจากสิ่งสัจธรรม\\\”
อะห์มัด บิน ฮัมบัล บันทึกในหนังสือมุสนัด เล่ม ๒ หน้า ๒๑๕ รายงานจากอับดุลลอฮ์ บินอัมร์ บิน อาศ กล่าวว่า
عن(عبدالله بن عمرو بن العاص قال قلت: يا رسول الله إني أسمع منك أشياء أفاكتبها ؟ قال: نعم . قلت: في الغضب والرضا؟ قال: نعم ، فإني لا أقول فيهما إلا حقاً !)
รายงานจากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ กล่าวว่า ฉันได้กล่าวกับท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ ว่า แท้จริงฉันได้ฟังเรื่องต่างๆจากท่าน แล้วฉันจะบันทึกมันได้ไหม ? ท่านตอบว่า ได้ ฉันกล่าวว่า ทั้งเรื่องในยามโกรธและในยามพอใจ หรือ ?ท่านกล่าวว่า ใช่แล้ว เพราะฉันทั้งในสองกรณีฉันจะไม่กล่าวอะไรนอกจากสัจธรรม\\\”  
อัลฮากิม ๑/๑๐๕ ฮะดีษอันนะซาอีย์ บทนี้ และอีกฮะดีษหนึ่งกล่าวว่า \\\”และไม่มีอะไรออกมาจากเขา นอกจากสัจธรรม\\\” หลังจากนั้นเขากล่าวว่า นักศึกษาควรรู้ในความรู้เกี่ยวกับฮะดีษนี้ไว้ด้วยว่า นักฮะดีษไม่ได้วิจารณ์อัมร์ บิน ชุอัยบ์แต่อย่างใดเลย กล่าวคือ เมื่อฮะดีษใดถูกรายงานมาจากอัมร์ บิน ชุอัยบ์ จากมุญาฮิด จากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์นั้น พวกเขาจะถือว่าเป็นฮะดีษที่ศอฮีฮ์
ในหน้า ๑๐๖ บันทึกฮะดีษว่า \\\”ใช่แล้ว ไม่สมควรที่ฉันจะกล่าวอย่างอื่น นอกจากสัจธรรม\\\”แล้วเขาได้กล่าวว่า \\\”ผู้รายงานฮะดีษนี้ บุคอรี มุสลิมถือเป็นหลักฐานนอกเหนือจากอัลวะลีด\\\”
ท่านอัลฮากิมบันทึกไว้ในหนังสือมุสตัดร็อก ๓/๕๒๘ มีรายงานอัมร์ บิน ชุอัยบ์ จากบิดาของท่าน จากปู่ของท่าน ได้กล่าวว่า

(عن عمرو بن شعيب عن أبيه عن جده قال: قلت يا رسول الله أتأذن لي فأكتب ما أسمع منك؟ قال نعم . قلت في الرضاء والغضب؟ قال: نعم فإنه لاينبغي لي أن أقول عند الرضاء والغضب إلا حقاً ! ثم قال (صحيح الإسناد ولم يخرجاه )
ฉันได้กล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ ท่านจะอนุญาตให้ฉันบันทึกเรื่องที่ได้ยินมาจากท่านไหม ?ท่านกล่าวว่า ได้ซิ ฉันกล่าวว่า ทั้งในยามที่ท่านพอใจและในยามที่ท่านโกรธหรือ ? ท่านกล่าวว่า ใช่แล้ว เพราะไม่สมควรสำหรับฉันที่จะพูดไม่ว่าทั้งในยามพึงพอใจและในยามโกรธ นอกจากสิ่งสัจธรรม ! หลังจากนั้น เขากล่าวว่า \\\”เป็นฮะดีษศอฮีฮ์ แต่ทั้งสองท่าน(บุคอรี มุสลิม) ไม่บันทึก\\\”
มีคำถามว่า
๑-ศาสนาของพระเจ้าดำรงอยู่โดยคำสอนของบรรดานบี อ และคัมภีร์ที่ถูกประทานมา และการบันทึกเรื่องราวที่ท่านนบี ศ ต้องการและให้ความสำคัญ แล้วเหตุอันใดที่บรรดาศอฮาบะฮ์ ของท่านนบี ศ รุ่นแรกจึงสั่งห้ามการบันทึกฮะดีษของท่าน จึงทำให้ความจริงต่างๆสูญหายไปจากประชาชาติรุ่นหลัง และบรรดานักปกครองก็ยังไม่อนุญาตให้บันทึกตลอดเวลาเกือบสองศตวรรษ จนกระทั่งได้มีรายงานฮะดีษมาถึงเรายุคปัจจุบัน ตามลักษณะที่เป็นอยู่ นั่นคือ มีปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายทอดซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ ประดังพรั่งพรูมาอย่างมากมาย
เป็นการเปิดช่องทางหนึ่งให้ศัตรูดูหมิ่นดูแคลนศาสนาอิสลามที่ล้าหลังเกี่ยวกับงานบันทึก ซึ่งเป็นเงื่อนไขประการแรกที่แสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ?
๒-เมื่อพิจารณาดูคำรายงานของนักรายงานหนุ่ม ผู้มีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ อัลอาศ แล้ว เราจะเห็นความจริงที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งอย่างชัดเจนว่า คนตระกูลกุเรชที่เข้ารับอิสลามในสมัยนั้น ส่วนน้อยนักที่เข้ามารับอิสลามด้วยการตัดสินใจจากจิตศรัทธา
 ชาวกุเรชส่วนใหญ่ จำใจเข้ารับเพราะเกรงกลัวคมดาบของท่านนบี ศ ที่ได้เข้ายึดเมืองมักกะฮ์ได้สำเร็จ พวกเขากลัวว่า ท่านนบี ศ จะแต่งตั้งเชื้อสายของท่านเป็นผู้ปกครองสืบแทน 
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงได้พยายามเคลื่อนไหวในบรรดาศอฮาบะฮ์ ตั้งแต่ในสมัยที่ท่านนบี ศ มีชีวิตเพื่อห้ามการบันทึกคำพูดของท่านนบี ศ และได้ห้ามมาถึงอับดุลลอฮ์ อัลอาศ เพื่อมิให้เขาบันทึกฮะดีษของท่านนบี ศ 
โดยมีเหตุผลว่า มีบางเรื่องที่ท่านนบี ศ พูดในยามโกรธ และได้สาปแช่งคนบางคน ฉะนั้น ถ้าหากมีการบันทึกเรื่องเหล่านั้น ก็จะกลายเป็นความเชื่อส่วนหนึ่งในศาสนา แล้วจะเป็นอันตรายต่อสถานะของพวกกุเรชเหล่านั้น
แต่มีหลักฐานจากท่านนบี ศ ที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ได้สั่งให้พวกเขาจดบันทึกฮะดีษ เพราะว่าคำพูดของท่านอยู่ในความคุ้มครองของอัลลอฮ์ ตลอดเวลาทั้งในยามพึงพอใจและในยามโกรธ ตามความหมายในโองการนี้ ในซูเราะฮ์อัลนัจม์       وما ينطق عن الهوى    และเขาไม่พูดจากอารมณ์
๓-มีรายงานจากฮะดีษหนึ่ง โดยอับดุลลอฮ์ อัลอาศ ให้ความหมายบ่งชี้ว่า พวกที่ห้ามมิให้บันทึกฮะดีษของท่านนบี ศ นั่นเอง มีเจตนาที่จะกล่าวความเท็จ และใส่ไคล้ ลบหลู่ดูแคลนท่านนบี ศ ตั้งแต่ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ดังที่ท่านฮัยซุมีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือมัจมุอุซซะวาอิด ๑/๑๕๑ นั่นคือ : รายงานจากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง มีศอฮาบะฮ์ของท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ ส่วนหนึ่งอยู่กับท่าน และฉันเองก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น แต่ฉันเป็นเด็กกว่าพวกเขา ท่านนบี ศ ได้กล่าว ในขณะนั้นว่า
  من كذب على متعمداً فليتبوأ مقعده من النار . فلما خرج القوم قلت:كيف تحدثون عن رسول الله(ص)وقد سمعتم ما قال ! وأنتم تنهمكون في الحديث عن رسول الله(ص)؟! فضحكوا فقالوا: يا ابن أخينا إن كل ما سمعنا منه عندنا في كتاب !
ผู้ใดกล่างเท็จใส่ฉันโดยเจตนา ก็ให้เขาเตรียมที่นั่งของเขาไว้ที่นรก ครั้นเมื่อคนพวกนั้นออกมา ฉันได้กล่าวว่า \\\”พวกท่านพูดเกี่ยวกับท่านรอซูลุลอฮ์ ศ อย่างไร แล้วพวกท่านได้ยินท่านพูดว่าอย่างไร ? ขณะที่พวกท่านกล่าวเท็จในฮะดีษจากท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ ?แล้วพวกเขาก็หัวเราะ พลางกล่าวว่า :  โอ้ บุตรของพี่น้องของเราเอ๋ย ทุกเรื่องที่เราได้ยินมาจากท่าน ก็มีอยู่ในหนังสือสำหรับเราอยู่แล้ว!\\\”

รายงานนี้ มีความหมายว่า บรรดาพวกกุเรชเหล่านั้นเอง ที่เป็นพวกกล่าวความเท็จใส่ท่านนบี ศ จนทำให้ท่านนบี ศ เผยวจนะออกมาว่า ใหพวกเขาเตรียมที่นั่งไว้ในนรก 
เพราะเหตุว่า เมื่อพวกเขาออกมาข้างนอกแล้ว อับดุลลอฮ์ อัลอาศ ได้เข้าไปพูดเตือนสติพวกเขาทันที เพื่อให้พวกเขาเกิดความรู้สึกหวาดกลัว 
ในทำนองว่า พวกท่านได้ยินแล้วหรือยัง ว่าท่านรอซูลุลลอฮ์ พูดอย่างไรกับการที่พวกท่านโกหกใส่ท่าน ? คือท่านกล่าวว่า ใครก็ตามที่กล่าวความเท็จใส่ท่าน เขาผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษในนรกญะฮันนัม เพราะเท่าที่ผ่านมา ฉันรู้ว่าพวกท่านโกหกใส่ท่านนบี ศ 
แต่คนเหล่านั้นก็เย้ยหยัน และหัวเราะใส่หน้าอับดุลลอฮ์ อัลอาศ พร้อมกับกล่าวอย่างไม่แยแส ในทำนองว่า โอ้เด็กน้อย ทุกเรื่องที่เราได้ยินมาจากท่าน เราก็บันทึกคำพูดของท่านเหมือนเจ้านั่นแหละ นั่นก็คือ เราได้เล่าฮะดีษ จากที่มีบันทึกอยู่ที่เรา\\\”  
http://yomyai.igetweb.com/index.php