lasted posts

Popular

saudi-yemen-4

ความจริงเยเมนเป็นเพียงเหยื่อชิ้นหนึ่งของซาอุดิอาระเบีย หากจะเดินตามรอยเลือดเหยื่อของซาอุดิอาระเบียที่หยดเป็นทาง เรายังจะสามารถพบความจริงที่น่าตกใจและสลดใจระคนกันดังนี้

  1. ซาอุดิอาระเบียอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติของพลเอกอับดุลฟัตตะฮ์ อัลซีซี ที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีมุฮัมมัด มุรซี แห่งอียิปต์ และทำลายขบวนการอิควานอัลมุสลิมูนทิ้ง ด้วยการประกาศให้เป็นองค์กรนอกกฎหมาย ทั้งนี้เพราะอุดมการณ์การต่อสู้ของขบวนการอิควานอัลมุสลิมูนเป็นอันตรายและคุกคามต่อการปกครองของซาอุดิอาระเบีย
  2. ซาอุดิอาระเบีย เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการให้กำเนิดขบวนการไอซิส ที่กำลังกลายเป็นมะเร็งร้ายในโลกอิสลาม ที่สำคัญเมื่อโฉมหน้าที่แท้จริงของกลุ่มไอซิสถูกเปิดโปงออกมา ซาอุดิอาระเบียก็ถีบหัวส่งกลุ่มไอซิสอย่างไม่แยแส
  3. การสนับสนุนผู้ปกครองประเทศบะฮ์เรน ในการปราบปรามประชาชนของตนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมืองและศาสนาของพวกเขา จนถึงขั้นที่ซาอุดิอาระเบียได้ส่งกองกำลังของตนเข้าไปปฏิบัติการในประเทศบะฮ์เรน จนถึงปัจจุบันก็ยังคงกองกำลังดังกล่าวไว้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประชาชนบะฮ์เรนกับประชาชนซาอุดิอาระเบียตามเมืองอุตสาหกรรมน้ำมันชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกนั้นมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดซึ่งกันและกัน และนับถือศาสนาอิสลามสำนักคิดเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับบะฮ์เรนยอมส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในซาอุดิอาระเบียโดยอัตโนมัติ
  4. การส่งออกแนวคิดทางศาสนาที่สร้างความเป็นปฏิปักษ์กับสำนักคิดทางศาสนาอื่นๆ ทั้งหมดในโลกอิสลาม เป็นที่มาของความรุนแรงทางศาสนาและวัฒนธรรมในหลายประเทศ เช่นปากีสถาน หรือแม้แต่ในประเทศซาอุดิอาระเบียเอง ซึ่งทางทิศตะวันออกของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ในสำนักคิดชีอะฮ์ ก็ถูกกดขี่ข่มแหง ลิดรอนสิทธิทางการเมืองและศาสนา จนกระทั่งเมื่อมีนักวิชาการทางศาสนาฝ่ายชีอะฮ์ยืนหยัดขึ้นต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้ นั่นคือ “เชคนิมร์ บากิรอัลนิมร์” ก็ถูกจับจำคุก และในที่สุดก็ถูกตัดสินประหารชีวิต
  5. ซาอุดิอาระเบียมีความสนิทชิดเชื้อกับตะวันตกแบบนายกับลูกน้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลประโยชน์เอื้ออำนวยกันทั้งการรับ การให้และการอุปถัมภ์ค้ำชูกัน ทั้งทางด้านยุทธศาสตร์ ทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ประเด็นนี้คงไม่ต้องอธิบายในรายละเอียด แต่ขอยกตัวอย่างเพียงสังเขป เช่นการที่ซาอุดิอาระเบียต้องจ่ายเงินค่าจ้างทำสงครามอ่าวเปอร์เซียหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้สหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่ซาอุดิอาระเบียเป็นลูกค้าซื้ออาวุธมูลค่าคราวละกว่าครึ่งแสนล้านดอลลาร์จากสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีความสามารถในใช้อาวุธดังกล่าว เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ซาอุดิอาระเบียมารู้จักวิธีใช้อาวุธที่ซื้อมาในราคาแสนแพงก็ตอนที่จะเข้าไปช่วยปราบปรามประชาชนชาวบะฮ์เรนและการบุกโจมตีประเทศเยเมนนี่เอง ความที่ไม่มีความรู้ในการใช้อาวุธรวมถึงการวางแผนยุทธศาสตร์การรบ ทำให้ซาอุดิอาระเบียจำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญทางการทหารจากสหรัฐอเมริกามาทำงานให้ แม้แต่ในการทำสงครามกับนักรบเกือกแตะจากเยเมน

แต่มาบัดนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า ความทันสมัยและครบครันของอาวุธยุทโธปกรณ์ งบประมาณจำนวนมหาศาล ไม่ใช่เรื่องสำคัญและรับประกันชัยชนะในการทำสงคราม ซึ่งข้อพิสูจน์นี้มีความเป็นจริงมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายในการทำสงครามและแนวคิดอุดมการณ์ในการต่อสู้ระหว่างซาอุดิอาระเบียที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ

ซาอุดิอาระเบีย

– เป็นผู้รุกราน มีความยโส โอหัง

– ปฏิบัติการจากคำสั่งของผู้อื่น

– ทหารไม่มีความมุ่งมั่นและความกล้าหาญในการรบ (เพราะไม่รู้ว่ารบไปทำไม และรบเพื่อใคร)

– อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยเกินไปที่จะใช้สู้รบกับเยเมน ซึ่งชำนาญภูมิประเทศมากกว่า

– ชาวซาอุดิอาระเบียทางภาคใต้ติดกับชายแดนเยเมน เดิมก็คือคนเยเมน แต่ถูกตัดแยกมาอยู่กับซาอุดิอาระเบีย

 เยเมน

– เป็นผู้ป้องกันมาตุภูมิของตนเอง

– ต่อสู้ด้วยจิตสำนึกรักชาติและต่อต้านการกดขี่

– มีความมุ่งมั่น กล้าหาญ อดทน และพร้อมเสียสละชีวิตในการรบ

– อาวุธยุทโธปกรณ์เหมาะสมกับตนเอง มีความชำนาญในการใช้อาวุธดังกล่าว (เพราะใช้กันมาเป็นร้อยปี) เหมาะแก่การนำพาและใช้งานในสภาพภูมิประเทศดังกล่าว คนซาอุกับคนเยเมนมือคนละชั้น

ลองได้ศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามดูก็จะพบว่า ทั้งในสงครามของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทหารหาญที่ตะลุยเข้าแนวรบก่อนนั้นเป็นชาวเยเมนจำนวนมาก ร่วมทั้งกองทัพของอิมามอะลี (อ.) ในสงครามซิฟฟิน และผู้ที่อยู่ร่วมต่อสู้กับอิมามฮูเซน (อ.) ในสมรภูมิกัรบะลาอ์

ศึกครั้งนี้เขียนแปะข้างฝาได้เลย ซาอุแพ้แน่นอน!! แพ้แบบขายหน้าชาวโลกด้วย…!

เรียบเรียง : Fareed Denyingyoch

islamicstudiesth