lasted posts

Popular

th

ระหว่าง ISIS(ดาอิช) กับวะฮาบีย์
ครั้งหนึ่้ง พวกเขาเคยมุ่งไปตาม ถนน ซอย และตลาด และทุกๆสถานที่ที่ผู้คนรวมตัวกันอยู่ที่นั่น พร้อมกับชักดาบขึ้น และกล่าวอ้าง ไม่มีการตัดสินใดๆนอกจากการตัดสินของพระเจ้า และหลังจากนั้นคมดาบก็ได้ห่ำหันผู้คน โดยไม่สนใจว่าใครจะเห็นพ้องหรือเห็นต่าง
สิ่งที่กล่าวเป็นอัรมภบทนั้น คือ ไม่ใช่ห้วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ในอดีต แต่ ณ ปัจจุบัน นี้ เหตุการณ์และการกระทำของกลุ่มตักฟีรีย์ ได้ฟ้องถึงความเหี้ยมโหดของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาได้กระทำในวันนี้ ช่างคล้ายคลึงกับสิ่งที่คอวาริจ ได้กระทำในอดีตยิ่งนัก
ระหว่างตักฟีรีย์ในอดีตกับตักฟีรีย์ในยุคปัจจุบัน มีจุดร่วมอยู่หลายประการ ซึ่งส่วนมากนั้นเป็นไปได้ว่า พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้เลย คำถามจากจุดนี้คือ เรื่องราวเหล่านี้ เริ่มต้นมาจากไหน
แหล่งที่มีของกลุ่มสุดโต่งที่แท้จริง จะต้องเริ่มกันที่ เมือง นัจดฺ เพราะ แผ่นดินนี้แหละคือ ศูนย์กลางทางการเมือง และศูนย์บัญชาการหลักของ กลุ่มต่างๆ ภายหลังจากการ วะฟาตของท่านศาสดา(ศ) ซะฮลฺ ฮะนีฟะฮ ผู้ซึ่งเป็นพยาน การปรากฎของ มุซัยละมะฮ์ กัซซาบ ผู้มุสา ได้ทำสัญญากับ ซัจญาฮ ตะมีมียะฮ์ และ ซะฮลฺ คนนี้นี่แหละ คือ ผู้เป็น บรรพบุรุษ ของ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ เจ้าของแนวความคิดวะฮาบี
ตามลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว จะเห็นว่า หลังจากท่านนบีวะฟาต ชาว นัจดฺ จำนวนมาก ได้ละทิ้งศาสนาอิสลาม และตกมุรตัดไป ความเป็นมุรตัดของพวกเขาดำเนินไปจนถึงขั้น ก่อกบฎต่อ อาลี บิน อบีฏอลิบ(อ) ซึ่งรู้จักกันในนาม คอวาริจญ์ พร้อมทั้งแอบอ้างแสดงจุดยืน ด้วยสโลแกนที่ว่า ไม่มีการตัดสินใดๆนอกจากการตัดสินของพระเจ้า คนเหล่านี้ ฆ่ามุสลิมมากมาย ภายใต้สโลแกนนี้ ไม่ว่าจะในอิรัค หรือ อิหร่าน และยังถืออีกว่า การสังหารมุสลิม นั้นเป็นสิ่งฮะลาล กองทัพเหล่านี้ ได้อรรถาธิบายศาสนา ไปตามอำเภอใจ ให้เป็นไปในทางรุนแรง ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่สำคัญที่สุดที่ทำให้บุคคลเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปเป็นปีศาจ และเรื่องหลักที่สำคัญที่สุดการสร้างแนวคิดนัจดีย์ให้มั่นคง โดยการตอบโต้กับคนอื่นๆ พวกเขาได้กระทำเช่นนี้ก่อนที่พวกเขาจะเข้ารับอิสลามเสียอีก.

วันเวลาผ่านไปได้ไม่นาน อาหรับ นัจดี ภายใต้นาม «قرمطيان» ยังคงพยายาม เผยแพร่การปฏิวัติของตนสู่ดินแดน ซึ่งนี่เป็นเหตุที่ทำให้การจู่โจมอย่างป่าเถื่อน ทั้งในอิรัค และซีเรีย เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย พวกเขายังแพร่ขยายความรุนแรงลามไปถึงชายแดนอิยิปต์ การทำลายอย่างบ้าคลั่งในครั้งนั้นเป็นไปในรูปแบบที่แม้แต่กะบะฮฺ ยังต้องเสียหายเพราะฝีมือของคนเหล่านี้
หลังจากนั้น จึงเข้าสู่ บะอฺละบัก และหลังจากที่ได้กระทำการสังหารหมู่ผู้คนในเมืองนั้นแล้ว พวกเขาก็ได้เลือกเส้นทางของ ซะละมียะฮฺ และแม้ว่าพวกเขาจะรับประกันเรื่องความปลอดภัยให้แก่ชาวเมืองอย่างไร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พบเห็น บุคคลผู้รับใช้อะฮฺลุลบัยต์ ปฏิบัติภารกิจ ช้าหรือเร็วก็ต้องลงเอยด้วยการถูกล่าสังหารหมู่ จนกระทั่ง บุคคลเหล่านี้ ต้องหลบหนีออกนอกเมือง และไม่สามารถอยู่อาศัยในเมืองนั้นได้อีกต่อไป
ความน่ากลัวนี้ วางอยู่บนพื้นฐานแนวคิดหนึ่ง ซึ่ง อันนุวัยรีย์ ได้กล่าวเกี่ยวกับ การสร้างอิทธิพลทางความคิดให้กับ เยาวชนชาว กะรอมีตีย์ว่า “เช่นเดียวกับที่ ฏอบรีย์ ได้ เล่าถึงเรื่อง คนหนุ่มชาวมุสลิมที่หันมารับแนวทางใหม่ และละทิ้ง ครอบครัว และมารดาของตน จากจุดนี้จึงชี้ให้เห็นว่า หลักสำคัญที่สุดของแนวทางกะรอมีตีย์ คือ การทำให้เลือดเป็นสิ่งมุบาฮฺ
ยุคสมัยผ่านไป แต่กะรอมีตีย์ ยังคงรักษาดุลอำนาจต่อไป กระทั่ง มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้วางข้อตกลงกับ อิบนุ ซะอูด ในการเผยแพร่ศาสนาของตน และหากต้องการรู้จัก มูฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ และอิบนุซะอูดให้ดีแล้ว เพียงพอแล้วที่จะกล่าวว่า การหลั่งเลือด การทำลาย และการปล้นสดม คือสโลแกนหลักของพวกเขาเหล่านี้
อิบนุ อับดุลวะฮาบ มีหน้าที่ ในการออกฟัตวา ฮะลาล สำหรับการหลั่งเลือดมุสลิมผู้ไร้ความผิด ส่วนอาลิซะอูด มีหน้าที่ในการปฏิบัติตามฟัตวาให้เป็นจริง และจากปฏิบัติการอันนี้ มุสลิมจำนวนหนึ่ง ต้องตกเป็นเหยื่อสังเวยต่อคมดาบ และถูกกล่าวหาว่า เป็นกาเฟร หรือไม่ก็ตกมุรตัด เพื่อจะได้ปล้น ฆ่า ได้อย่างที่ไม่มีผู้ใดต้องการท้วงติง
หากพิจารณาจะเห็นว่า แนวคิดล้างสมองเยาวชนของกะระมิตี กับแนวคิดของวะฮาบี มีความแตกต่างไม่มากนัก เพราะบรรดา ผู้รู้วะฮาบี ก็ได้ออกฟัตวาในลักษณะนี้ อย่างที่เราเห็นกันอยู่ คือ”มันผู้ใด มิใช่ วะฮาบี มันผู้นั้นสมควรตาย และเพราะเหตุนี้ การฆ่าจึงง่ายดาย เพราะเมื่อฝ่ายตรงข้าม ทุกกล่าวว่า ตกศาสนา จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปลุกปั่นวัยรุ่นที่โง่เขลาให้สังหารผู้บริสุทธิ์
จากนั้น ซาอูด จึงได้ เริ่มต้น แผนการยึดแผ่นดินได้อย่างสะดวกสบาย โดยมีคำฟัตวาศาสนาเป็นตัวสนับสนุน ให้ราชวงศ์ซาอูด มีอำนาจในการปล้นสะดม และการเข้าทำลายตีเมืองพังพินาศยับเยินและมันก็เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น ลามไปถึงดินแดน อะฮ์ซาอฺ ซึ่งในภายหลัง ก็ถูกยึดไปรวมไว้ เป็นแผ่นดินของซาอูด และหลังจากนั้น พวกเขาจึงเข้ายึดเมือง ฮิญาซ และทำสงครามกับเยเมน และหลังจากนั้น จึงเริ่มแผ่นดิน คิดยึดครอง อิรัค และชาม
เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ในอดีต เราจะขอนำเสนอ งานเขียนของ อุษมาน บิน บะชัร อันนัจดี นักประวัติศาสตร์ ร่วมสมัย ปฐมกษัตริย์ตระกูลซาอูด เขาเขียนไว้ในหนังสือชื่อดังของเขา คือ ความยิ่งใหญ่ และแนวทางในประวัติศาสตร์นัจดีย์ โดยกล่าวเกี่ยวกับ การสังหารหมู่ในกัรบาลา ปี1216 ฮิจเราะฮศักราชว่า
“ซาอูด ได้รวบรวมพลทหารมื้อเปื้อนเลือกทุกสารทิศ ทั้งอาหรับทะเลทราย และเมืองต่างๆ มุ่งหน้าสู่กัรบาลา ในเดือน ซุลกิอดะฮ และเมื่อเหล่าวะฮาบีได้เดินทางถึงเมืองกัรบาลา พวกเขาเริ่มบุกตีเมือง และบุกเข้าบ้านแต่ละหลัง รวมทั้งตลาด ชาวเมืองส่วนมาก ถูกสังหารในวันนั้น นอกจากนี้ วะฮาบี ยังได้ทำลาย กิบบะฮ ที่ประดับอยู่บนกุโบร ของ ฮูเซน บิน อาลี(อ) และไม่ว่าพวกเขาจะพบอะไรก็ตาม ทั้งทอง หรือ เงิน หรือเพชรพลอย พวกเขาจะยึดมันเป็นเจ้าของ และถือเป็นสินสงคราม และนำสมบัติเหล่านี้กลับไปยัง นัจด์
ครั้งหนึ่ง อุษมาน บิน บะชัร อันนัจดีย์ ได้ตอบคำถาม ถึงเหตุการณ์ (มีผู้ถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่) ด้วยความภาคภูมิใจว่า จงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้าเถิด ที่ทำให้เราเข้ายึดกัรบาลาได้ในเวลานั้น และได้เชือดประชาชนของเมืองนี้ และเราได้ตัดศรีษะของผู้คนในเมืองนี้ และบางคนเราได้จับเป็นเชลย และจากการกระทำนี้ เราจะไม่ขอการอโหสิใดๆ หรือแม้แต่มุสลิม ที้่เราได้ถือว่า เขาเป็นกาเฟร”
ในอีกส่วนของหนังสือ ได้รายงานว่า “เราได้รักษาการณ์อยู่ที่กัรบาลา ประมาณ 10 วัน และในช่วงเวลานั้น เราได้สังหาร และทำลายอาคารต่างๆ ซึ่งไม่มีใครจะคิดถึงเรื่องนี้ได้”
จากการยอมรับ และการอธิบายสาเหตุ อย่างเปิดเผยนี้ชี้ให้เห็นว่า วะฮาบี คือ กลุ่มเดียวเท่านั้นที่อ้างว่า พวกเขาได้ปฏิบัติตามศาสนาอิสลาม และถ้าหากผู้ใด ไม่ทำสงครามในศาสนานี้ เขาผู้นั้นย่อมไม่ใช่มุสลิม ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ มูฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ ได้เน้นยำ และยืนยันไว้ในตำราของเขา
อับดุลวะฺฮาบได้ฮุกุ่ม มัซฮับ อื่นเป็นกาเฟร หรือ การตักฟีร โดยเฉพาะกับชีอะฮ และยังถืออีกว่า แผ่นดินและประเทศของชีอะฮ คือแผ่นดินของกาเฟร ที่จะต้องทำสงครามและเข่นฆ่า และย้างอ้างอีกว่า ถึงแม้พวกเขา จะปฏิญาณต่อพระเจ้าองค์เดียวและศรัทธาต่อศาสดามูฮัมมัด แต่สิ่งที่เราพบก็คือ พวกเขาได้แสวงหาการตะวัซซุล ในหลักที่เราได้ฮุกุ่มไว้ ดังนั้นการฆ่าพวกเขาจึงเป็นวาญิบ และแผ่นดินของพวกเขาจึงเป็นแผ่นดินของกาเฟร และเราจะโจมตีพวกเขา

ในวันนี้ สำนักคิดของวะฮาบี ถูกรู้จักกันในนาม สำนักคิดซะลาฟี ตักฟีรีย กลุ่มแนวคิดที่ จัดตั้ง องค์กรก่อการร้าย อย่าง อัลกออิดะฮ หรือ ฏอลีบัน และดาอิชที่กำลัง สร้างความเสื่อมเสียให้อิสลาม และเข่นฆ่ามุสลิมอย่างเลือดเย็น

เสาหลักซึ่งเป็นตัวก่อรูป สำนักคิด ซลาฟี ตักฟีรีย์ คือ มีหลักสำคัญสองประการ
ประการแรกคือ ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง และประการที่สองมีหน้าที่ในการเผยแพร่ อะกีดะฮ

เนื่องจากมุสลิมไม่มีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่า “ไม่มีการตัดสินใดนอกจากการตัดสินของอัลลอฮ” ทว่าสำหรับซลาฟี์แล้ว มีความขัดแย้งมากมายในการพิจารณาถึงหลักฐานทางศาสนา กลุ่มหนึ่ง ก็ตีความไปด้านหนึ่ง อีกกลุ่มก็ตัดสินไปใขในอีกด้านหนึ่ง จึงทำให้คนรุ่นหลัง รับรู้และเข้าใจศาสนาอย่างผิดๆ และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการ”ตักฟีร”ขึ้นมา

แต่ก็หน้าแปลกใจที่จุดยืนและแนวคิดของวะฮาบี คือ การไม่เชื่อว่า อัลกุรอ่านสามารถทำความเข้าใจได้ หากปราศจากทัศนะและความที่พวกเขาได้ฮุกุ่มไว้ และหากใครที่ ได้ศึกษาอัลกุรอ่าน โดยไม่ตามทัศนะของพวกเขา พวกเขาจะถือว่าคนผู้นั้น ได้ตกศาสนา และเป็นกาเฟร นี่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่ไร้หลักฐาน เราพบตำรามากมายที่ยืนยันว่า ถ้าผู้หนึ่งไม่ได้ ศึกษาอัลกุรอ่านผ่านทัศนะของพวกเขา พวกเขาจะไม่ถือว่า คนผู้นั้นตกมุรตัดเท่านั้น แต่จะต้องทำการลงโทษคนผู้นั้นด้วย

และนอกจาก หลักสำคัญสองประการ คือ ภาคปกครอง และภาคอะกีดะฮ ยังมีอีกหลักหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจ คือหลักที่นับได้ว่า อันตรายที่สุดคือ “หากมุสลิมคนหนึ่งไม่สามารถพิสูจณ์ความศรัทธาของเขาได้ เขาคือกาเฟร “

โดยหลักฐานและข้อพิสูจน์ตามทัศนะของวะฮาบี ก็คือ คนๆนั้น จะต้องศรัทธาในแบบเดียวกับที่พวกเขาศรัทธา และถ้าหากไม่ศรัทธาในแบบที่พวกเขานำเสนอให้ เลือดและทรัพย์สินของคนผู้นั้น จะเป็นสิ่งฮาล้าล

และเมื่อถึงขั้นนี้ เราจึงพอสรุปได้ว่า ถ้าหากมุสลิมใช้กฎตักฟีร ต่อมุสลิมด้วยกัน แต่ละคนจะต้องกล่าวตักฟีรต่อกันอย่างไม่ต้องสงสัย และการฆ่าก็จะไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะถึงวันกิยามัต
ศาสนาอิสลาม ที่น่าจะกลายเป็นศาสนาแห่งประชาคมโลกจึงต้องมัวหมองเพราะการตักฟีร และการสร้างความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชาติมุสลิม