lasted posts

Popular

10836298_755149724577585_2053439011_n

 

ชำแหละ มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ อันนัจดีย์ ผู้นำสำนักคิด อัลวะฮฺฮาบีย์
จุดเริ่มเรื่องของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ

เรื่องของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบได้เริ่มขึ้นในตะวันออกกลางในปี ฮ.ศ.1143 และได้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในปี ฮ.ศ.1150 ที่เมืองอันนัจดฺ ซึ่งเขาได้เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.1206 เขาได้เริ่มเผยแพร่ด้วยกับการเรียกร้องที่มีการผสมผสานความคิดต่าง ๆ ของเขา โดยอ้างว่า ความคิดเหล่านี้มาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านและซุนนะฮฺนบี เขาได้ยึดเอาอุตริกรรมบางส่วนมาจากท่านตากียุดดีน อะฮฺหมัด อิบนุ ตัยมียะฮฺ แล้วได้นำมาฟื้นฟูใหม่อีกครั้ง

ส่วนหนึ่งจากอุตริกรรมที่ท่านอิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบที่เอามาจากอิบนุตัยมียะฮฺ คือ
1. การห้ามตะวัสสูลต่อท่านศาสดามูฮัมหมัด
2. การห้ามเดินทางเพื่อไปเยี่ยมสุสานท่านศาสดามูฮัมหมัดและคนอื่น ๆ จากบรรดาศาสนทูตและบรรดาคนซอและฮฺอื่น โดยมีจุดประสงค์เพื่อไปขอพร ณ ที่นั้น เพื่อหวังการตอบรับการขอพรจากอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)
3. ยัดเยียดการเป็นกาเฟรให้แก่บุคคลที่เรียกผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วยคำต่อไปนี้ :- يارَسُولَ اللهِ โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ , يَامُحَمَّدُ โอ้ท่านมูฮัมหมัด , يَاعَلِيَّ โอ้ท่านอาลี ,หรือกล่าวว่า يَاعبد القادِرِ โอ้ท่านอับดุลกอเดร จงช่วยฉันด้วย หรือเช่นถ้อยคำกล่าวเหล่านี้ นอกเสียจากจะต้องกล่าวกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
4. ยกเลิกการหย่าแบบมะฟุลบิฮ ที่มีมาพร้อมกับการผิดสาบาน เช่น สาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺในเรื่องที่เสนอว่าจะจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ
5. มีความเชื่อว่าอัลลอฮฺมีรูปร่างและมีทิศ

และเขาก็ได้อุตริเรื่องต่าง ๆ ด้วยกับตัวของเขาเอง ซึ่งสิ่งที่เขาได้อุตริขึ้นมาเช่นต่อไปนี้
1. การห้ามกล่าวซอลาวาตต่อท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ทัดจากอาซาน
2. ลูกศิษย์ของเขาได้ห้ามการจัดงานฉลองวันประสูติท่านศาสดา โดยคัดแย้งกับคำสอนของท่านอิบนุตัยมียะฮฺซึ่งเป็นอาจารย์ของพวกเขา

ท่านมูฟตีย์อัชชาฟีอียะฮฺ (ผู้ชี้ขาดในเรื่องของศาสนาสำนักชาฟีอี) ในนครมักกะฮฺได้ตำหนิ มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ

ท่านเชค อะฮฺหมัด ซัยนีย์ ดะหฺลาน มูฟตีย์ประจำนครมักกะฮฺ ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่ในท้ายยุคการปกครองแบบอุสมานีย์ (อ๊อตโตมาน) ได้กล่าวในประวัติศาสตร์ของมูฮัมหมัด อิบนุ วะฮฺฮาบ ภายใต้หัวข้อเรื่อง “ฟิตนะฮฺ (การปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบ) ของกลุ่มวะฮฺฮาบียะฮฺ” ว่า เรื่องของอิบนุอับดุลวะฮฺฮาบเริ่มจากการแสวงหาความรู้ในนครมะดีนะฮฺอัลมูเนาวาเราะฮฺ ซึ่งบิดาของเขาเป็นนักวิชาการที่ซอและหฺ เช่นเดียวกับท่านเชคสุไลมานผู้เป็นพี่ชาย ปรากฏว่าบิดาและพี่ชายของเขาตลอดจนบรรดาคณาจารย์ได้ปลุกฝั่งเขาให้อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรง ต่อมาอิบนุอับดุลวะฮฮาบก็ได้เบี่ยงเบนและแต่งแต้มสิ่งที่บิดาและบรรดาคณาจารย์ได้เสี่ยมสอน จากคำพูด การกระทำ และการพิพาทของเขาในเรื่องของปัญหาศาสนามากมาย ผู้เป็นบิดาและบรรดาคณาจารย์ของเขาจึงได้เตือนถึงภัยร้ายที่เกิดจากมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ต่อผู้คนจากการอุตริกรรมที่เกิดจากการเบี่ยงเบนและการหลงผิดของเขา อันเป็นเหตุให้ปุถุชนทั่วไปหลงผิดและสร้างความขัดแย้งต่อบรรดาผู้นำศาสนาคนอื่น ๆ อีกทั้งยังยัดเยียดการเป็นกาเฟรแก่บรรดาผู้ศรัทธา

เพราะเขาได้อ้างว่า การไปเยี่ยมสุสานและการตะวัสสูลต่อท่านศาสดามูฮัมหมัด ตลอดจนบรรดาศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ บรรดาเอาลียะอฺ และบรรดาคนซอและหฺโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้รับความสิริมงคลนั้น ถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ และการเรียกท่านศาสดามูฮัมหมัดในขณะตะวัสสูลก็ถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺเช่นกัน การที่ผู้หนึ่งผู้ใดพาดพิงสิ่งหนึ่ง หรือการกระทำหนึ่งไปยังสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ถึงแม้ว่าจะเป็นแนวทางการด้านมาญาซอักลีย์ (การเรียกชื่อสิ่งหนึ่งโดยใช้สิ่งอื่นแทน) ก็ถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ เช่นการกล่าวว่า “ยานี้มีประโยชน์กับฉัน” การยึดเอาหลักฐานที่ไม่เป็นผลต่อสิ่งใด ๆ อย่างที่เขาต้องการให้แก่ตัวของเขาเอง การนำมาซึ่งสำนวนที่ปลอมแปลงด้วยกับสำนวนที่สละสลวย การปกปิดความถูกต้องต่อปุถุชนทั่วไปเพื่อให้พวกเขาปฏิบัติตาม และการประพันหนังสือต่าง ๆ ให้กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาเชื่อมั่นว่าบรรดานักวิชาการเตาฮีดทั้งหลายเป็นกาเฟร

ท่านเชคอะฮฺหมัด ซัยนีย์ ดะหฺลานยังได้กล่าวต่อไปว่า มีมากมายจากบรรดาคณาจารย์ของมูฮัมหมัด อิบนุ อัลวะฮฺฮาบ ณ นครมะดีนะฮฺได้กล่าวว่า “ต่อไปอีกไม่นาน ชายผู้นี้ (มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ) จะหลงผิด..” แล้วมันก็เกิดขึ้นเช่นนั้นจริง ๆ

มูฮัมหมัด อิบนุ วะฮฺฮาบได้อ้างว่า สำนึกความคิดที่อุตริหลักการเตาฮีด (วิชาการว่าด้วยการมีพระเจ้าองค์เดียว) เป็นหนึ่งจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ แท้จริงมนุษย์อยู่ในการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺมาตั้งแต่ 600 ปีมาแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องการปรับปรุงศาสนาอิสลามให้กับมนุษย์เหล่านั้น โดยที่เขา (อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ) ได้ตีความโองการแห่งอัลลอฮฺที่ถูกประทานลงมาในกลุ่มผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺว่าเป็นกลุ่มนักวิชาการเตาฮีด และเขายังได้กล่าวอีกว่า ผู้ที่ขอความช่วยเหลือจากท่านศาสดามูฮัมหมัดหรือคนอื่น ๆ จากบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ เอาลียะอฺ และบรรดาผู้ซอและหฺ หรือผู้ที่เรียกหรือขอชาฟาอะฮฺต่อท่านศาสดามูฮัมหมัดหรือบุคคลเหล่านี้ เขาเป็นเปรียบเสมือนบรรดาผู้ตั้งภาคี

ท่านเชคอะฮฺหมัด ซัยนีย์ ดะหฺลานยังได้กล่าวอีกว่า ท่านบุคอรีย์ได้กล่าวว่า ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร (รอฎิฯ) ได้รายงานจากท่านนบี (ศ็อลฯ) ในลักษณะของพวกคอวารีญ (الخوارج) ว่า “แท้จริงพวกเขาจะพูดถึงโองการต่าง ๆ ที่ประทานลงมาในกลุ่มกาเฟร แล้วได้ตีความโองการใส่ร้ายผู้ศรัทธา” และได้มีบางรายงานจากท่านอิบนุอุมัรอีกว่า ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้กล่าวว่า “สิ่งที่น่ากลัวยิ่งที่ฉันกลัวแทนประชาชาติของฉันคือ ชายผู้หนึ่งที่เขาได้ตีความอัลกุรอ่านซึ่งเขาจะวางอัลกุรอ่านในตำแหน่งที่ไม่ใช่ที่ของมัน” แน่นอนหลักฐานนี้และหลักฐานก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันถึงกลุ่มนี้

ต่อมาท่านเชคอะฮฺหมัด ซัยนีย์ ดะหฺลานได้กล่าวว่า และหนึ่งจากผู้ประพันหนังสือตอบโต้อิบนุวะฮฺฮาบก็คือ ท่านมูฮัมหมัด อิบนุ สุไลมาน อัลกุรดีย์ ผู้ประพันหนังสือ ฮะวาชีย์ ชัรฮุอิบนิฮาญ๊าร “حواشي شرح ابن حجر على متن بأفضل” ซึ่งท่านได้กล่าวว่า “โอ้อิบนุอับดุลวะฮฺฮาบ ฉันขอเตือนท่าน ให้ท่านยับยั้งลิ้นของท่านจากการใส่ร้ายมุสลิม”

ท่านเชคอะฮฺหมัด ซัยนีย์ ดะหฺลานยังได้กล่าวต่อไปว่า “และพวกเขา (วะฮาบียะฮฺ) ได้ห้ามการซอลาวาตต่อท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) บนประภาคารทัดจากอาซาน จนกระทั้งได้มีชายตาบอดที่ซอและหฺคนหนึ่งอาซาน และทำการซอลาวาตต่อท่านศาสดาทัดจากอาซาน หลังจากที่พวกเขาได้เคยประกาศห้ามกระทำดังกล่าว ดังนั้นพวกวะฮาบียะฮฺจึงนำตัวชายผู้นั้นไปยังมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบทำการตัดสิน แล้วอิบนุอับดุลวะฮฺฮาบจึงตัดสินได้ประหารชีวิตชายผู้นั้น และชายผู้นั้นก็จึงถูกประหาร…

(FR) LED autonome intelligent
www.sunna.in

ท่านเชคอะฮฺหมัด ซัยนีย์ ดะหฺลานได้กล่าวตัวบทที่เขาได้บันทึกว่า “ปรากฏว่ามูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบผู้สร้างอุตริกรรมด้วยกับอุตริกรรมเช่นนี้ได้ขึ้นคุตบะฮฺวันศุกร์ในมัสยิด อัดดัรอียะฮฺ โดยที่จะกล่าวในทุกคุตบะฮฺของเขาว่า “และผู้ใดที่ทำการตะวัสสูลต่อท่านศาสดา แน่แท้เขาได้เป็นกาเฟร
แล้ว”

ในขณะที่ท่านสุไลมาน อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ผู้เป็นพี่ชายและเป็นนักวิชาการศาสนา ได้ปฏิเสธต่อมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ โดยปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวในทุกการกระทำและทุกสิ่งที่มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ได้สั่งใช้ และไม่ยอมที่จะปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาได้อุตริขึ้นมาแม้แต่ครั้งเดียว ในวันหนึ่ง ท่านสุไลมาน อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ผู้เป็นพี่ชายไปกล่าวกับน้องชาย (มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ) ว่า “รูก่นอิสลามมีเท่าไร ? โอ้มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ !” เขากล่าวว่า “มีอยู่ห้า” ท่านสุไลมานจึงได้กล่าวต่อไปว่า “ท่านได้ทำให้รูก่นอิสลามมี 6 รูก่นแล้ว ซึ่งรูก่นที่ 6 ก็คือ ผู้ใดที่ไม่ยอมปฏิบัติตามท่าน เขาผู้นั้นไม่ใช่มุสลิม ซึ่งนี่แหละคือรูก่นอิสลามข้อที่หกที่ท่านได้อุตริขึ้น”

และเมื่อการโต้แย้งระหว่างเขากับพี่ชายของเขายึดเยื้อ ผู้เป็นพี่ชายจึงกลัวว่าน้องชายจะสั่งประหารตน จึงได้เดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ และได้เขียนหนังสือตอบโต้กับน้องชายของเขาและส่งไปยังเขา แต่นั่นก็ไม่ทำให้มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบผู้เป็นน้องชายโอนอ่อนลงแต่อย่างใด เช่นเดียวกับบรรดานักวิชาการสำนักคิดฮัมบาลีย์และกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้เขียนและประพันหนังสือตอบโต้

และอยู่มาวันหนึ่ง ก็ได้มีชายผู้หนึ่งผู้เป็นหัวหน้าเผ่า ๆ หนึ่งได้ถามกับมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ โดยที่เขาไม่สามารถที่จะตอบคำถามที่ถูกต้องของชายผู้นั้นได้ว่า “เมื่อมีชายคนหนึ่งที่พูดจริง มีศาสนา มีอะมานะฮฺได้บอกกับท่านโดยที่ท่านก็รู้ว่าเขาเป็นคนพูดจริงว่า “มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีคนจำนวนมากได้มุ่งหน้ามาหาท่าน โดยที่คนกลุ่มนี้อยู่ด้านหลังของภูเขาลูกนั้น ๆ แล้วท่านก็ได้ส่งทหารม้าไป 1000 คนให้สอดส่องดูคนกลุ่มนั้นที่อยู่หลังภูเขา แต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ แม้แต่คนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีใครสักคนจากคนกลุ่มนั้นที่จะมายังที่นั่น ท่านจะเชื่อคนหนึ่งพันคน หรือคนที่พูดจริงเพียงแค่หนึ่งคน ?”

มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ จึงตอบว่า “ฉันเชื่อคนหนึ่งพันคน” ผู้เป็นหัวหน้าเผ่าผู้นั้นจึงได้กล่าวว่า “แท้จริงมุสลิมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการที่มีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วก็ตามที่พวกเขาได้เขียนหนังสือไว้มากมาย พวกเขาต่างก็ยืนยันว่าสิ่งที่มาจากท่านนั้นเป็นเรื่องที่กุและจอมปลอมทั้งนั้น แน่นอนเราจึงเชื่อพวกเขา (บรรดานักวิชาการเหล่านั้น) และเราจะถือว่าท่านเป็นผู้ที่โกหก ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ถึงคำตอบในเรื่องดังกล่าว

ต่อมาก็ได้มีชายผู้หนึ่งได้กล่าวกับมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบว่า “ท่านได้นำเอาศาสนานี้มา ดังนั้นท่านคิดว่าศาสนานี้มันเชื่อม(และต่อเนื่องมาจากท่านศาสดามูฮัมหมัด) หรือว่าถูกแยก (โดยไม่มีผู้ใดที่เชื่อมต่อศาสนามาจนกระทั้งถึงตัวท่าน) ?

มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบจึงได้ตอบชายผู้นั้นไปว่า “แม้กระทั้งอาจารย์ของฉันและอาจารย์ของอาจารย์ของพวกเขาที่อยู่ในยุค 600 ปีที่ผ่านมา พวกเขาทั้งหมดเป็นมุชริกีน (ผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ) แล้วชายผู้นั้นจึงกล่าวว่า “ดังนั้นศาสนาของท่านถูกแยก ไม่มีการเชื่อมศาสนา (ด้วยกับนักวิชาการใด ๆ) ดังนั้นท่านได้ยึดเอา (วิชาการและหลักความเชื่อต่าง ๆ ) มาจากใคร ?” มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบตอบว่า “จากวิวรณ์ด้วยการดลใจ เช่นเดียวกับท่านนบีคิเดร ชายผู้นั้นจึงกล่าวต่อไปว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องการวิวรณ์และการดลใจก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดเฉพาะกับท่านเพียงผู้เดียว ทุกคนสามารถที่จะเรียกร้องวิวรณ์ด้วยการดลใจเสมือนอย่างที่ท่านได้เรียกร้องมัน” หลังจากนั้นชายผู้นั้นจึงได้กล่าวกับเขาต่อไปว่า “แท้จริงการตะวัสสูลได้ถูกรับรองด้วยการลงมติร่วมกันของกลุ่มอะฮฺลิสสุนนะฮฺ .. ดังนั้นการตะวัสสูลจึงได้ถูกกล่าวไว้สองแนวทาง และไม่เคยมีผู้ใดกล่าวว่า ผู้กระทำการตะวัสสูลจะเป็นกาเฟร”

มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบได้กล่าวยัดเหยียดผู้ที่อยู่ก่อนเขา 600 ปีเป็นกาเฟร เป็นมุชริกีน ซึ่งในนั้นก็ร่วมถึงอิบนุตัยมุยะฮฺผู้เป็นอาจารย์ของเขาด้วย นี่แหละคือความกล้าหาญแบบแปลก ๆ ที่มาจากชายผู้นี้ (มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ) ที่สามารถกล่าวหาผู้คนเป็นพัน ๆ ล้าน ๆ คนจากกลุ่มอะฮฺลิสสุนนะฮฺ บรรดาผู้ซึ่งนำอิสลามมายังชนรุ่นหลัง ๆ อีกทั้งยังจำกัดอิสลามไว้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติตามเขาเท่านั้น ในสมัยของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบมีกลุ่มอะฮฺลิสสุนนะฮฺไม่เกินหนึ่งแสนคน และชาวตำบลมัจดฺของเมืองฮีญาซซึ่งเป็นประชาชนของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้ยึดเอาความเชื่อของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แท้จริงแล้วผู้คนมีความหวาดกลัวมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ เพราะพวกเขารู้มาว่า มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ เป็นผู้ที่กระหายเลือดคนที่ไม่ปฏิบัติตาม

โดยที่มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ได้รับฉายาว่า “ผู้กระหายเลือดของผู้ไม่ปฏิบัติตาม” จากอัลอามีร อัซ-ซอนอานีย์ เจ้าของหนังสือ سبل السلام ดังนั้น ท่านอัลอามีร อัซ-ซอนอานีย์ จึงได้เริ่มกล่าวลักษณะของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบก่อนที่จะเข้าใจสภาพของโคลงกลอนว่า
“สลามต่อเมืองนัจดฺและผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองมัญดฺ มาดแม้นการให้สลามของฉันต่อที่ที่ห่างไกลมันก็ไม่ถูกพบ…”

(FR) LED autonome intelligent
www.sunna.in

โคลงวรรคนี้ได้ถูกกล่าวไว้ในสมุดบันทึกของท่าน อามีร อัซ-ซอนอานีย์ ที่ถูกทำเป็นเล่ม และความสมบูรณ์ของโคลงบทนี้ก็ได้อยู่ในหนังสือ البدر الطالع ของท่านเชากานีย์ และหนังสือ التاج المكلل ของท่านซิดดิ๊ก คอน ดังนั้นกลอนบทนี้จึงได้ล่องลอยไปทุก ๆ ที่ ซึ่งโคลงกลอนบทนี้ประมวลไปด้วยการกล่าวชม มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ด้วยกับการกระหายเลือด การปล้นสะดมทรัพย์สิน ความอาจหาญในการสังหารชีวิตมนุษย์ การลอบสังหารผู้คน การยัดเยียดการเป็นกาเฟรให้แก่ประชาชาติอิสลามในทุกหัวเมือง และจบด้วยการอธิบายสภาพของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ จากความหลงผิด การสุรุยสุร่ายในการฆ่าฟัน การปล้นชิง และตอบโต้ความคิดของเขา
และแน่นอน เชคสุไลมาน อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ผู้เป็นพี่ชายได้ประพันหนังสือที่มีชื่อว่า الصواعق الإلهية في الرد على الوهابية และหนังสือ فصل الخطاب في الرد على محمد بن الوهاب ตอบโต้น้องชายของเขา มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ
มุฟตีย์อัลฮานาบีละฮฺ (ผู้ชี้ขาดในเรื่องของศาสนาสำนักฮัมบาลีย์) ณ นครมักกะฮฺได้ตำหนิ มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ

ท่านเชคมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลลอฮฺ อันนัจดฺ อัลฮัมบาลียะฮฺ มุฟตีย์อัลฮานาบีละฮฺ ณ นครมักกะฮฺ (ท่านได้เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.1295) ได้กล่าวในหนังสือของเขา “السحب الوابلة على ضرائح الحنابلةً” ในประวัติของบิดาของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ อิบนุ สุไลมาน ในตัวบทที่ว่า “เขา (อับดุลวะฮฺฮาบ อิบนุ สุไลมาน) เป็นบิดาของมูฮัมหมัดผู้เป็นเจ้าของการเรียกร้องที่แพร่กระจายไปด้วยความชั่วร้ายในทุกสาระทิศ แต่ในระหว่างทั้งสอง (มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบกับบิดาของเขา) มีสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดว่า มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบไม่เคยที่จะแสดงตนด้วยการเรียกร้องไปสู่แนวทางอันชั่วร้าย เว้นแต่หลังจากที่บิดาของเขาได้เสียชีวิตไป และผู้ที่ฉันได้พบเห็นเขาจากนักวิชาการที่อยู่ในสมัยของ อับดุลวะฮฺฮาบ อิบนุ สุไลมาน ได้เล่าให้ฉันฟังว่า “ชายผู้นี้ (อับดุลวะฮฺฮาบ อิบนุ สุไลมาน ผู้เป็นบิดา) ได้โกรธกริ้วต่อลูกชายของเขา (มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ) เพราะว่าเขา (มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ) ไม่ยินดีและเห็นด้วยกับการปฏิบัติตามนิติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังได้ลงมติไว้

ผู้เป็นบิดาจะกล่าวกับผู้คนว่า “โอ้สิ่งที่พวกท่านได้เห็นที่มาจากมูฮัมหมัด (ลูกชายเขา) จากความชั่วร้าย แล้วอัลลอฮฺก็ได้ดลบันดาลให้เขาเป็นเช่นนั้น” และเช่นเดียวกันลูกชายของเขานามว่า สุไลมาน อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ผู้เป็นพี่ชายของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบก็ได้ปฏิเสธการเรียกร้องของน้องชาย และได้ตอบโต้อย่างหนักด้วยกับโองการต่าง และฮาดีษต่าง ๆ เพื่อให้เขาได้กลับมา เขาไม่ยอมรับสิ่งอื่นใด และไม่รับฟังคำพูดของผู้รู้คนใด ทั้งรุ่นก่อนและรุ่นหลัง นอกจากเขาจะเชื่อฟังท่านตากียุดดีน อิบนุ ตัยมียะฮฺ และท่านอิบนุกอยยิมเท่านั้น เพราะเขาเห็นว่าคำพูดของท่านทั้งสองนี้เป็นตัวบท ซึ่งจะไม่รับการตีความใด ๆ และจะใช้ตัวบทนี้ทำร้ายผู้อื่นตามแบบของตน

ท่าน อิบนุอาบีดีนได้ตำหนิ มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ
ท่านอิบนุอาบีดีน อัลฮานีฟีย์ได้กล่าวตอบโต้มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบว่า “ความปรารถนาในกลุ่มผู้ปฏิบัติตามอิบนุอับดุลวะฮฺฮาบ อัลคอวาริญในสมัยของเรานี้ก็คือคำพูดที่ว่า “และพวกเขาจะยัดเหยียดการเป็นกาเฟรในกับบรรดาอัครสาวกของท่านนบีของเรา” ซึ่งท่านก็รู้มาแล้วว่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ในการเรียกคอวาริญ

แต่คำว่าคอวาริญก็คือคำที่อธิบายถึงบุคคลที่ออกจากท่านอาลี อิบนุ ค็อตตอบ แต่มันก็เพียงพอที่จะเรียกกลุ่มวะฮฺฮาบียะฮฺว่าเป็นกลุ่มคอวาริญ เพราะหนึ่งจากความเชื่อของพวกเขาที่ว่า ผู้ใดที่ออกจากการปฏิบัติตามแนวทางพวกเขาผู้นั้นก็คือกาเฟร อย่างที่มันได้เกิดขึ้นในสมัยของเราในกลุ่มผู้ปฏิบัติตามมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮฺฮาบ ซึ่งพวกเขาได้ออกจากนัจดฺ และได้ทำการยึดครองอัลฮารอมัยน์ (มักกะฮฺและมะดีนะฮฺ) และพวกเขาก็ได้อ้างสำนักฮัมบาลีย์เป็นทัศนะของพวกเขา แต่พวกเขาก็เชื่อว่าพวกเขาคือมุสลิม และผู้ใดที่ขัดแย้งต่อความเชื่อของเขา ถือว่าผู้นั้นเป็นมุชริกีน และถือเป็นที่อนุมัติให้สังหารกลุ่มอะฮฺลิสสุนนะฮฺ ฆ่านักวิชาการอะฮฺลิสสุนนะฮฺได้ ด้วยกับการตัดสินดังกล่าว..”

ที่มา..http://www.sunna.in/

(FR) LED autonome intelligent
www.sunna.in