lasted posts

Popular

 

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นวะฮาบี1

pikiran-wahabi

 

ตรวจสอบจาก…

ด้านหลักการศรัทธา….

1. เปรียบเปรยว่าอัลลอฮฺ ประดุจสิ่งถูกสร้าง( ตัชบีฮฺ) และการพรรณนารูปทรงสัณฐานของอัลลอฮฺ(ตัจญซีม)

2. การให้ความหมายโองการ มูตาชาบีฮาต ที่คลาดเคลื่อน เช่น

* การให้ความหมาย “ อิสตาวา” ว่า นั่ง, ประทับ, สถิต อันหมายถึงอิริยาบถ หนึ่งซึ่งเป็นที่รับรู้กันดี 

*การให้ความหมาย “ ยาดุล “ ว่ามือ อันหมายถึง อวัยวะหนึ่งแห่งเรือนร่าง

*การให้ความหมาย “ วัจญฺ “ ว่า ใบหน้า หรือ พระพักตร์ ซึ่งก็หมายถึง อวัยวะหนึ่งแห่งเรือนร่างเช่นกัน 

*การให้ความหมาย “ ญัมบฺ ” ว่า สีข้าง อันเป็นส่วนหนึ่งของเรือนร่างแห่งพระองค์

*การให้ความหมาย “ นูซูล” ว่า ลงมา หรือ เสด็จลงมา อันหมายถึงการ เคลื่อนตัวจากทิศบนลงสู่ทิศล่าง

*การให้ความหมาย “ ซัคคฺ” ว่า หน้าแข้ง อันหมายถึง อวัยวะหนึ่งแห่งเรือนร่าง

*การให้ความหมาย “ อาซอบีอฺ” ว่า บรรดานิ้วมือ ซึ่ง เป็น อวัยวะปลีกย่อย ของมือ

*บอกว่าอัลลอฮฺนั้นทรงมีรูปทรงสัณฐานเหมือนเช่น นาบี อาดัม

*เติมคำว่า “ บิซาติฮี ฮะกีกอตัน”(ด้วยตัวตนแห่งพระองค์เองจริงๆ)ไว้ตอนท้ายของ โองการ ที่ส่อเค้าว่าเปรียบเปรยอัลลอฮฺดุจดังสิ่งถูกสร้าง(อายัต มูตาชาบีฮาต)

3. ชาววาฮาบีย์ มูญัซซีมะฮ์ บางท่าน ยึดถือว่า อัลลอฮฺนั้น

* ทรงมีเหงือก (اللثة)และมีฟันกราม (الأضراس)

* อัลลอฮฺนั่งพร้อมกับท่าน ศาสดา บนอารัชของพระองค์

* ทรงมีปาก (الفم)

(โปรดดูใน หนังสือ “ อิบฏอลุฏ ฏอวีลาต” ของท่าน อาบู ยะอฺลา อัล ฟัร-รออฺ)

4. การมอบหมาย(ตัฟวีด) ที่พวกเขา แอบอ้างนั้น ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับ การมอบหมายของ บรรดา ซาลาฟุตซอลิฮฺ

5 . อายะฮฺ มูตาชาบีฮะฮฺ( ที่ผิวเผินนั้น ดูเหมือนอัลลอฮฺดุจสิ่งถูกสร้าง )พวกเขาจะทำความเข้าใจกันโดยผิวเผินเท่านั้น โดยมิได้ให้ความกระจ่างดังที่บรรดาอุลามะอฺในอดีตได้อธิบายไว้

6. ต่อต้านแนว ทาง ของ อาชาอีเราะฮฺ และ มาตูรีดียะฮ์ ซึ่งนับได้ว่าเป็น แนวทางการศรัทธาที่ ปวงปราชญ์ส่วนใหญ่ทั้งอดีตและปัจจุบัน ได้ดำเนินอยู่

7. มักจะตำหนิ หลักการของ อาชาอีเราะฮ์ อยู่บ่อยๆ ซึ่งบางคนถึงกับ กล่าวหาว่า กลุ่ม อาชาอีเราะฮ์ นั้นเป็น กาฟิร(วัลอิยาซุบิลลาฮฺ)

8. เปรียบเทียบแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง อายะฮฺ มูตาชาบีฮะฮฺของ อะลุซซุนนะฮฺ อัล อาชาอีเราะฮฺ ว่าเหมือนกับ กลุ่ม มุอฺตาซีละฮฺ และ ญะฮฺมียะฮฺ
(กลุ่มชนหนึ่งที่ทำการผินความหมายของ โองการ มูตาชาบีฮะฮฺ ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธ ซีฟัตซัมอียะฮฺ(คอบารียะฮ์) หรือ กลุ่ม มูอัตตีละฮฺ (ผู้ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮฺ)

9. ปฏิเสธการ ศึกษาเล่าเรียนคุณลักษณะของ อัลลอฮฺ 20 ประการ และถือว่า มันคือ แนวคิดหนึ่งที่มาจาก หลักปรัชญาของชาวกรีก 

10. ซ่อนกายอยู่ในแนวทางของ ชาวซาลัฟ

11. อุลามะอฺ อะลิซซุนนะอฺ รู้จักชนกลุ่มนี้ ในนาม

“ อัล ฮาชาวียะฮฺ, อัลมูชับบีฮะฮฺ, อัลมูญัซซีมะฮฺ, หรือว่า อัล-ญะฮ์วียะฮฺ นั่นเอง

12. มักจะโพนทะนากันว่า ท่าน อิหม่าม อาบุลฮาซัน อัล-อัชอารีย์ ได้สำนึกตน จากแนวคิด อาชาอีเราะฮฺ และกลับคืนตนสู่แนวทางแห่ง ซาลัฟ (ตามแบบฉบับของพวกเขา)

13. มักอ้างกันว่า รูปแบบ ของ อุลามะอฺ ตามแนวทาง อาชาอีเราะฮฺในปัจจุบันนั้น ไม่ตรงต้องกับแนวทาง ของท่าน อีหม่าม อาบุล ฮาซัน อัลอัชอารีย์

14. ชอบอ้างกันว่า มุสลิมส่วนใหญ่ได้ตกสู่ห้วงเหวแห่งการตั้งภาคี

15. ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ แหล่งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ บรรดาศาสดา,หรือปวงปราชญ์ต่างๆ ด้วยเหตุผลเพื่อที่ว่า ต้องการหลีกให้ไกลจากการตั้งภาคี

16. ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ ชีริก จนเป็นเหตุให้ ตัดสินคนอื่น ว่ากระทำการชีริก

17. มอง ความ การอมัต และฐานันดรอันพิเศษ ของบรรดา วาลี อัลลอฮฺ อย่างดูแคลน

18. ฯลฯ

 

ที่มา http://www.sunnahstudent.com/forum/archive.php?topic=11572.0