lasted posts

Popular

Motanawe3h0066

 

 

วิเคราะห์ฮาดิษ เขาของชัยฏอน

 
ฮาดิษ “เขาของชัยฏอน” เป็นฮาดิษ ที่มีรายงานอยู่ตาราฮะดิษ ที่น่าเชื่อถือ อย่างมากมาย ซึ่งมีบันทึก 8 ซะนัด ศอฮิฮ ในบุคอรีย์ [1] 5 ซะนัดศอฮิฮ ในมุสลิม [2] 14 ซะนัดศอฮิฮ ในมุสนัดอะฮหมัด[3] สามฮาดิษ ในซุนัน ตีรมีซีย์ [4] หนึ่งฮาดิษ จาก มาลิก อิบนุ อะนัส(อิมามมาลิกีย์)[5] และจาก ซะฮาบีย์ อุลามาสายฮานาฟีย์ และนักริญาล หนึ่งฮาดิษ [6]

 
ตัวอย่างรีวายะฮ์

 
(عَن ابن‌عُمر قَالَ ذَکرَ النَّبِيُّ(صلى الله عليه وسلم): «اللَّهُمَّ بَارِکْ لَنَا في شامِنَا، اللَّهُمَّ بَارِکْ لَنَا في يَمَنِنَا». قَالُوا: وَفي نَجْدِنَا. قَالَ: «اللَّهُمَّ بَارِکْ لَنَا في شامِنَا، اللَّهُمَّ بَارِکْ لَنَا في يَمَنِنَا». قَالُوا: يَا رَسُولَ الله وَفِي نَجْدِنَا. فَأَظُنُّه قَالَ في الثَّالِثَة: «هُنَاکَ الزَّلاَزِلُ وَالْفِتَنُ، وَبِهَا يَطْلُعُ قَرْنُ الشَّيْطَانِ»)[7]

 

 

อับดุลลอฮ บิน อุมัร กล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ) กล่าวว่า โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดประทานความมงคลแก่ดินแดนชาม และเยเมน ให้แก่เราด้วยเถิด” ศอฮาบะฮ จำนวนหนึ่งจึงเอ่ยถามว่า แล้วในเมืองนัจด์ของเราละครับ ? ท่านศาสดาได้ล่าวดุอาซ้ำอีกครั้ง และศอฮาบะฮ ก็ได้ถามท่านศาสดาอีกครั้งเช่นเดียวกัน จนถึงครั้งที่สาม ศาสดา(ศ) ตอบว่า ในดินแดน จะปรากฎ ความอลม่าน และฟิตนะฮ จะเกิดขึ้น และเขาของชัยฏอนจะปรากฎขึ้น ณ ที่แห่งนั้น”

 

 

วิเคราะห์ความหมายของฮาดิษ “เขาของชัยฏอน”

 
ความหมายของฟิตนะฮ (فتنه)

 
ฟิตนะฮ ในเชิง ภาษา หมายถึง การฆ่า การปฏิเสธ การลงโทษ[8] ซึ่ง คำว่า ฟิตนะฮ ครอบครุลมถึงทุกๆความชั่วร้าย [9] และความเสื่อมเสีย และในทัศนะของอัลกุรอ่าน[10] ฟิตนะฮ นั้นร้ายแรงกว่าการฆ่า(وَالْفِتْنَةُ أَشَدُّ مِنَ الْقَتْلِ)

 
ความหมายของคำว่า กอรนุน ( قرن)

 
คำว่า กอรนุชชัยฏอน (قرن الشيطان) ที่มีปรากฎอยู่ในฮาดิษ ตามทัศนะทางลูฆอต(ภาษา) และผู้อรรถาธิบายศอฮิฮบุคอรีย์ หมายถึง เขาสัตว์[11],กลุ่ม,พลพรรค,อุมมัต,[12] อำนาจของชัยฏอน ที่เรียกร้องให้ มนุษย์ ทำการก้มกราบตน หรือ ทำให้มนุษย์หลงทาง [13]

 
เมือง นัจด์ ในเชิงภูมิศาสตร์

 
เมื่องนัจด์ และ ชัรกุลมะดีนะฮ ที่ปรากฎอยู่ในรีวายัต เขาของชัยฏอน หมายถึงสถานที่แห่งใดบนโลกนี้ ?
วะฮาบีย์บางกลุ่มให้ทัศนะว่า เมืองนัจด์ และชัรกุลมะดีนะฮ ในฮาดิษ กอรนุชชัยฎอน หมายถึง แผ่นดิน อิรัค ไม่ใช่แผ่นดินที่ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ และพลพรรคของเขา ปรากฎตัว[14] จากการเปรียบเทียบกับทัศนะของนักภูมิศาสตร์ และนักอักษรศาสร์ รวมทั้งเจ้าของตำราสานุกรม และ ผู้อรรถาธิบายตำราศอฮิฮบุคอรีย์ สอดคล้องกับคำอธิบายของวะฮาบีย์หรือไม่ ?

 
พวกเขาได้อธิบายว่า นัจด์ หมายถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ในระดับสูง[15] ซึ่งตรงข้ามกับแผ่นดินที่มีความลึกหรือลาดชัน[16] ซึ่งมีขอบเขตตั้งแต่ ตีฮามะฮ (พื้นที่ชายฝั่งที่แคบซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในเขตทะเลแดงอาหรับ อีกส่วนหนึ่งอยู่ในเขตชายแดนซาอุดิอาราเบีย และอีกส่วนอยู่ในเขตเยเมน) จนถึงแผ่นดินอิรัค [17]

 
นัจด์ เป็นคำนามเฉพาะ ใช้เรียกเมืองต่างๆของอาหรับ และครอบคลุม ดินแดนตั้งแต่ ฮิญาซถึงอิรัค[18] อิบนุอะซีร ญัซรีย์ และซุบัยดีย์ มีทัศนะว่า “นัจด์ หมายถึงแผ่นดินซึ่งอาหรับใช้ชีวิตอาศัยอยู่ที่นั่น ซึ่งขอบเขตของมันอยู่ระหว่าง อิรัค และ ฮิญาซ [19] นาญิด นัจด มุนาจิดะฮ คือคำนาม และคำว่า นัจดาต (نجدات) หมายถึง บุคคลกลุ่มหนึ่งจากคอวาริจญ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ นัจดะฮ บิน อามีร ฮัรวาลีย์ ฮานาฟีย์ [20]

 
ฮิญาซในคาบสมุทรอาหรับ มีเมืองหลักอยู่หลายเมืองด้วยกัน ได้แก่ มักกะฮมุกัรรอมะฮ มะดีนะตุรรอซูล และยังครอบคลุม ชามซีเรีย และจอร์แดน และทางทิศเหนือ และครอบคลุม ทะเลแดง ทางภาคตะวันตก ส่วนทางใต้และตะวันออก ครอบคลุม เมือง อาซีร จังหวัด หนึ่งของซาอุดิอาราเบีย [21] ดังนั้น นัจด์ จึงหมายถึง เมืองฮิญาซทางตะวันออก[22] และแผ่นดินนี้ ยังเป็นสถานที่ปรากฎตัวของ กลุ่ม การอมีตะฮ ,มุซัยลามะฮ กัซซาม และวะฮาบีย์ รวมถึงกลุ่มที่บิดเบือนจากศาสนา ซึ่งปัจจุบันคือ เมืองหลวงของกลุ่มวะฮาบีย์ ที่เรียกว่า ริยาฎ [23]ซึ่งแผ่นดิน นัจด์ ยังแตกออกเป็นเมืองย่อยๆหลายเมือง โดยเมืองที่สำคัญได้แก่ อัยยีนะฮ ญุบัยละฮ ดัรอียฮ และ ริยาฎ [24]

 

 

ฮาฟิษ วะฮบะฮ หนึ่งในฑูตอาวุโสของซาอุ ประจำกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นผู้ปกป้องแนวทางวะฮาบีย์ ได้บันทึกในหนังสือของเขา ถึงขอบเขตของนัจด์ คือ แผ่นดินระหว่าง อิรัค ถึง ฮิญาซ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของมะดีนะฮ [25] โดยแผ่นดิน นัจด์ คือส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองต่างๆในอาหรับ ซึ่งทางเหนือไปสุดที่ กุรบาตุลมุลฮ ทางใต้สุดถึง วาดีดาวาซิร ทางตะวันออก ไปสุดถึง อะฮซาอฺ และทางตะวันตก สุดถึง ฮิญาซ [26] ประเด็นสำคัญคือ เมื่อฮิญาซอยู่ในภาคตะวันตกของนัจด์ เท่ากับนัจด์อยู่ทางตะวันออกของฮิญาซ ฮาฟิษ ได้กล่าวว่า ริยาฎ คือ เมืองหลวงของนัจด์ เป็นสถานที่พำนักของ อาลีเชค มูฮัมมัด บิน อับดุล วะฮาบ หรือ ลูกหลานของเขา [27] นอกจากนี้ อาลูซีย์ยังได้อธิบายเช่นเดียวกันถึง ใจกลางของดินแดนแห่งนี้ ซึ่งมีจุดเริ่มจาก ดัรอียะฮ ไล่ไปถึง ริยาฎ [28]
ดังนั้นข้อสรุปแรก นัจด์ ตามหลักฐานทางภูมิศาสตร์ คือ แผ่นดินที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของมะดีนะฮ ซึ่งมี จังหวัดริยาฎ อัยยีนะฮ (สถานที่ถือกำเนิดของ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ) และดัรอียะฮ (สถานที่ถือกำเนิดของ มูฮัมมัด บิน ซาอูด) นอกจากนี้ อิบนุตัยมียะฮ ยังมีคำกล่าวว่า ตะวันออกของมะดีนะฮ คือ สถานที่ปรากฎตัวของมุซัยละมะฮ กัซซาม และการแอบอ้างเป็นศาสดา [29] ทัศนะที่วะฮาบีย์ อ้างว่า นัจด์ หมายถึง อิรัค จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

 
วิเคราะห์ซะนัด รีวายะฮ์

 
ฮาดิษดังกล่าวรายงานจากผู้รู้ระดับสูงของอะฮลิซุนนะฮ์ จำนวน ๖ ท่าน (บุคอรีย์ มุสลิม อะฮหมัด บิน ฮัมบัล ตีรมีซีย์ มาลิก บิน อานัส และ ซะฮาบีย์ ) โดยมีเนื้อหาที่แตกต่าง รายงานจาก ศอฮาบะฮ จำนวนสามท่าน (อับดุลลอฮ บิน อุมัร อบูฮุรอยเราะฮ อบูมัสอูด อันศอรีย์ ) มีจำนวนโดยรวมคือ ๓๒ ฮาดิษ และตามหลักการแล้ว ฮาดิษที่ บุคอรีย์ และมุสลิม ได้รายงาน ถือ เป็นศอฮิฮ และในหลักวิชาริญาล ชั้นของนักรายงาน ยังถือเป็นศอฮิฮ และท่านติรมีซีย์ ยังได้นำซะนัด ศอฮิฮ ยกมาอ้างอิงรีวายัตดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้น ไม่มีข้อสงสัยใดๆถึงความศอฮิฮ ของซะนัดฮาดิษ เขาของชัยฏอนแต่อย่างใด และฮาดิษนี้ จึงเป็นฮาดิษที่มาจากท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ) อย่างแน่นอน

 
อธิบายรีวายะฮ์

 
มีการนำเสนอฮาดิษนี้ ในรูปแบบเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งฮาดิษในหัวข้อนี้ได้เป็นสามประเภท หนึ่งคือ รีวายัตที่มาจากท่านศาสดา(ศ) ที่ได้ดุอาให้ชาวซีเรีย และเยเมน และพูดถึงเมืองนัจด์ ว่าจะเกิด ฟิตนะฮ และเขาของซาตานจะงอกที่นั่น และอีกรูปแบบหนึ่ง ศาสดาได้ชี้ไปทางทิศตะวันออก และเขาของชัยฏอน จะปรากฎที่นั่น ส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่มีการกล่าวถึงสถานที่เจาะจง แต่มีคำกล่าวจากศาสดา ว่า ฟิตนะฮ มาจากที่นั่น และเขาของชัยฏอนจะงอกที่นั่นเช่นเดียวกัน นี่คือรูปแบบทั้งสามประเภท
เพื่อทำความเข้าใจฮาดิษนี้ให้ดียิ่งขึ้น ขอเริ่มจากคำถามเหล่านี้

 
๑ ทำไมท่านนบี ไม่รวมชาวนัจด์ ในการขอดุอาให้มีสิ่งดีงามเหมือนชาวชาม และเยเมน และหลังจากที่ศอฮาบะฮ ได้ถามถึงสามครั้ง ไม่เพียงแต่ท่านจะไม่ดุอา ท่านยังแจ้งข่าวซึ่งไม่ตรงกับที่ศอฮาบะฮ ได้ขอให้ท่านดุอาให้ ?

 
เมื่อพิจารณา รูปแบบของการตอบคำถามของศาสดา ชี้ว่า จะมีกลุ่มหนึ่งของชาวนัจด ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของมะดีนะฮ ที่นำฟิตนะฮมาในอนาคต แน่นอนว่า ท่านศาสดาเข้าใจถึงคำถามของบรรดาศอฮาบะฮ ทว่า ท่านต้องการตอบคำถามในรูปลักษณะนี้ เพื่อให้ อัศฮาบ และอุมมัต อิสลาม ตระหนักถึง อันตรายอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นอิสลามฉีกเป็นเสี่ยงๆในอนาคต

 
๒ ทำไมท่านศาสดา ถึงเปรียบ ถึงเขาของชัยฎอน ?

 
เมื่อบทบาทของชัยฏอนในการฟิตนะฮ สิ่งที่ทำให้ชัยฏอน สัญญาก่อน ถูกขับออกจากสวรรค์ คือ การหลอกลวง มนุษย์ให้หลงผิดจากแนวทางแห่งสัจธรรม และดึงพวกเขาไปสู่ทางแห่งบาฏิล ดังนั้น พระองค์จึงได้เตือนมนุษย์ในรูปลักษณะนี้คือ (نَّ الشَّيطَانَ کَانَ لِلْإِنْسَانِ عَدُوًّا مُبِينًا) ­[30] “แท้จริง ชัยฏอนนั้น เป็นศัตรูที่ชัดเเจ้งของมนุษย์” ดังนั้น สิ่งแรกคือ เราจะต้องไม่ตาม ผู้สาบานเป็นศัตรูของมนุษย์ คือ ชัยฏอน และออกห่างจากมัน และเมื่อกล่าวว่า กลุ่มหนึ่งจากชาวนัจด์ คือ ผู้ฟิตนะฮ ดังนั้นความหมายของมันก็ คือ คนกลุ่มหนึ่งจากเมืองนัจด์ จะเป็นหนึ่งในสมาชิก และพรลพรรคที่ทำงานให้ชัยฏอน ความหมายของฮาดิษจึงหมายถึง พวกเขา เปรียบดั่งเขาของชัยฏอน ที่สามารถทำร้ายผู้อื่น ซึ่งพวกมันจะทำร้าย ศาสดา และมุสลิม ด้วยนามของอิสลาม เพื่อทำลายอิสลาม

 
๓ ชาวนัจด์ ในฮาดิษ หมายถึงใคร ?

 
ในอรัมภบทของบทความนี้ เราได้กล่าวไปแล้วว่า นัจด์ หมายถึงดินแดนที่ใหญ่ที่สุดของอาหรับซาอูดีย์ ซึ่งมีขอบเขตตั้งแต่ ติฮามะฮ จนถึงแผ่นดิน อิรัค[31] ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของมะดีนะฮ์ [32]ได้แก่ เมือง ริยาฎ อัยยีนะฮ ดัรอียะฮ ริยาฎ [33] มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบเกิดที่ อุยัยนะฮ [34]และ มูฮัมมัด บิน ซาอูด ได้ทำสัญญาของ อิบนุอับดุลวะฮาบ ให้ ใช้ข้ออ้างในการ “ตักฟีร” เพื่อโค่นศัตรูของพวกตน และยึดทรัพย์สินของพวกเขา โดยถือเป็นฮาล้าล รวมถึงการปล้นสดม ดังนั้น ตัวตนของ เขาชัยฏอน ผู้ที่อยู่เข้าข่ายของ ผู้สังหารผู้หนึ่ง [35] เท่ากับ สังหารประชาชาติหนึ่ง จึงไม่ใช่ใครอื่นอีกนอกจากพวกเขา ดังนั้น การที่ท่านศาสนฑูต ไม่กล่าวดุอาให้ชาวเมืองนัจด์ และยังได้บรรยายว่า มีฟิตนะฮ มีผู้ทำให้มนุษย์อยู่ที่นั่น ในความเป็นจริง สิ่งที่ท่านได้สื่อกับคู่สนทนา คือ ประเด็นในเรื่อง ฟิตนะฮ และหายนะ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากแผ่นดินแห่งนี้ ท่านศาสดา(ศ) จึงได้เตือนถึงภัยที่จะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้พวกเขา ตกอยู่ในฟิตนะฮอันนี้ และมุ่งสู่เส้นทางของพระอัลลอฮ ไม่ใช้หนทางของซาตาน

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ กับ ฮาดิษ เขาของชัยฏอน

 
มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ กำเนิดในเมืองอุยัยนะฮ [36] เขาปฏิเสธความเชื่อของมุสลิมในหลายมัซฮับ ทัศนะของเขาเลยเถิดจนถึงขั้นที่ เจ้าเมืองบางจังหวัดไม่อาจยอมรับได้ แม้แต่บิดา และพี่น้องของเขาเอง ก็ไม่ยอมรับความเลยเถิดของเขาในเรื่องนี้ ถึงขั้นที่ผู้ตนรอบตัวเขา ต่างพากันพูดว่า เขาจะหลงทางในไม่ช้า และจะทำให้คนโง่เขลาหลงผิด และมันก็เกิดขึ้น [37] ในช่วงเริ่มต้น เขามีความชอบที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ผู้อ้างตนเป็นศาสดา อย่างเป็นพิเศษ อาทิ มุซัยละมะ กัซซาบ ซัจญาฮ ตะมีมีย์ อัซวัด อุนซีย์ และ ฏอลีฮะ อะซะดีย์ นักประวัติศาสตร์บางท่านมีความเห็นว่า ลึกๆแล้ว เขาเองก็ต้องการที่จะอ้างตนเป็นศาสดา เพียงแต่เขาไม่มีอำนาจพอที่จะทำเช่นนั้น [38]

 
ในปี ฮศ ๑๑๖๐ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้ทำสัญญากับ มูฮัมมัด บิน ซาอูด[39] ที่เมือง ดัรอียะฮ [40] นั่นก็คือ ใครที่ต่อต้านพวกเขา จะต้องถูกทำลายภายใต้คำสั่งทางศาสนา และภารกิจการขยายสำนักคิดของตน [41]

 
มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ มีทัศนะว่า ประชาชนทุกคนเป็นกาเฟร เว้นแต่ผู้ที่มีความเชื่อเหมือนกับเขา ดังนั้น เขาจึงถือว่า ชีวิต และทรัพย์ของผู้ใดก็ตามที่มีอะกิดะฮต่างจากเขา ถือเป็น มุบาฮ อนุญาตให้ฆ่า หรือ ยึดทรัพย์สินมาเป็นของพวกพ้องตนเองได้ ประกอบกับการทำสัญญา กับ มูฮัมมัด บิน ซาอูด ที่ต้องการอำนาจ การปล้น ฆ่า การเผาทำลาย จึงเริ่มต้นขึ้น [41]

 
อุศมาน บิน ซะนัด อัลบัศรีย์ กล่าวว่า มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ มีสร้างปัญหาใหญ่สองสิ่งด้วยกัน ประการแรกคือ การตักฟีรต่อประชาชนอย่างไร้เหตุผล ประการที่สองคือการความบ้าคลั่งในการหลั่งเลือดผู้ถูกกดขี่อย่างไร้เหตุผล [42]

 
กลุ่มวะฮาบีย์ เป็นกลุ่มที่สั่งห้ามการสรรเสริญต่อศาสดา บนมิมบัร และหลังจากอาซาน ครั้งหนึ่ง มีชายตาบอดผู้หนึ่งได้ขึ้นไปกล่าวอาซาน และหลังจากอาซานเขาได้ศอลาวาตต่อศาสดามูฮัมมัด (ศ) หลังจาก อิบนุอับดุลวะฮาบ ทราบเรื่อง ชายตาบอดจึงถูกนำตัวมาหาเขา และเขาได้ออกคำสั่งที่ไร้ความปราณี คือ การสั่งประหารชีวิต ชายตาบอดผู้สรรเสริญนบีหลังอาซาน [43] เรื่องยังคงดำเนินต่อไป มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้คอยช่วยเหลือ มูฮัมมัด บิน ซาอูด ในการก่อฟิตนะฮครั้งใหญ่ในหมู่มุสลิม และในฟิตนะฮ์มุสลิมนับพันคนต้องสังเวยเลือด ด้วยข้อกล่าวหา กุฟร ชีริก และบิดอะฮ อย่างน่าเวทนา [44]

 
ทัศนะของผู้รู้อิสลาม เกี่ยวกับฮาดิษเขาของชัยฏอน

 
ก่อนที่ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ และพรรคพวกของเขาจะปรากฎตัว นักอรรถาถิบายฮาดิษอธิบายกันว่า ฮาดิษนี้ หมายถึง ชาวตะวันออกในยุคสมัยนั้น ที่คอยสร้างความแตกแยก และการเป็นกุฟร ในหมู่มุสลิม [45] บางกลุ่มให้ทัศนะว่า ฟิตนะฮในรีวายัตนี้หมายถึง การสังหารอุษมาน [46] ,การปรากฎของดัจญาล [47] ,ฟิตนะของกลุ่ม มัฎัร และรอบีอะฮ์ [48] ฟิตนะฮจากสงครามญะมัล และซิฟฟิน และบางกลุ่มก็ยึดฮาดิษในเชิงซอฮิร คือ หมายถึงแผ่นดินนัจด์ และอิรัก [49] อิบนุฮะญัร มีทัศนะว่า ความหมายของนัจด์ คือ ทะเลทรายของอิรัค และไม่มีความหมายอื่นมากไปกว่านี้ [50]

 
ทว่าภายหลังการปรากฎตัวของ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ทัศนะของผู้รู้มีดังนี้

 
๑ เชคสุไลมาน บิน อับดุลวะฮาบ นัจดีย์

 
เชคสุไลมาน พี่ชายของ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ มีทัศนะว่า สิ่งต่างๆที่พิสูจน์ถึงความบาฏิลของวะฮาบีย์ คือ ฮาดิษต่างๆที่รายงานจากท่านนบี ซึ่งอยู่ในศอฮิฮบุคคอรีย์ และมุสลิม ซึ่งท่านศาสดาได้กล่าวว่า หัวของการกุฟร์ มาจากทางตะวันออก [51] และในอีกฮาดิษหนึ่งท่านศาสดาล่าวว่า “อีม่านจากมาจากเยเมน และฟิตนะฮ จะมาจากจุดที่เหล่าพลพรรคของชัยฏอนปรากฎตัว [52] ฉันขอเป็นพยาน ท่านรอซูลุลลอฮ เป็นผู้สัจจริง และปฏิบัติหน้าที่ตามอามานะฮ และได้ทำการเผยแพร่สาส์นรีซาละฮ และวะฮาบีคือผู้ถูกกล่าวในฮาดิษนี้ เพราะพวกเขาได้มอบความเป็นกาเฟรให้กับมุสลิม เนื่องด้วย การซียารัตกุบุร การขออิสติฆอซะตาอศาสดา(ศ) และอื่นๆ และเมืองนัจด์เป็นเมืองแรกที่ฟิตนะฮ ได้เริ่มต้นขึ้น และระหว่างเมืองต่างๆ ไม่มีเมืองใดจะมีฟัตวาจะมากมาย ยิ่งกว่าเมืองนัจด์ ตั้งแต่ยุคอดีต จนถึงปัจจุบัน และกลุ่มวะฮาบีย์ได้ปรากฎตัวขึ้นจากเมืองนี้[53]

 
๒ อะฮหมัด บิน ซัยนีย์ ดะฮลาน มุุฟตีย์ มักกะฮ มุกัรรอมะฮ

 
เชคอะฮหมัดมีทัศนะว่า ฟิตนะฮของวะฮาบีย์ คือหนึ่งในมุซีบัต หรือโศกอนาฏกรรม อันยิ่งใหญ่ของอิสลาม เพราะพวกเขาได้หลั่งเลือดผู้คนเป็นจำนวนมาก และพวกเขายังได้ยึดทรัพย์ปล้นสดมมหาศาล ถึงขั้นที่อันตราย และความเลวร้ายของพวกเขา ทำให้โลกต้องตกตะลึง ด้วยเหตุนี้จึงมีฮาดิษมากมายจากศาสดา ในหมวดของฟิตนะฮ ที่ได้ชี้ชัดว่า พวกเขานี่ละคือฟิตนะฮ เช่น คำกล่าวของศาสดาที่กล่าวว่า ชาวตะวันออกจะลุกขึ้ และอ่านกุรอ่าน แต่การอ่านอัลกุรอ่านของพวกเขาเป็นเพียงการอ่านเเบบนกแก้ว นกขุนทอง และไม่ปฏิบัติอามั้ลต่อมัน ดังนั้น พวกเขาจึงหลุดออกจากศาสนา รวดเร็วเปรียบดั่ง ธนูได้หลุดออกคันสร และสัญลักษณ์ของพวกเขาคือการโกนหัว [54]

 
๓ฮามิด อาฟันดีย์ ซะฮาวีย์

 
เชคฮามีด อาฟันดีย์ เป็นอุลามาชาวอิรัคที่ยืนยันว่า เขาของชัยฏอนหมายถึง มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ โดยเชคฮามีดได้ยึดตามคำพูดของคณาจารย์ บิดา และพี่น้องของเขา และถือว่า มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ เป็นผู้ปฏิเสธ หรือ กาเฟร [55]

 
๔ กอฎีย์อับดุรเราะฮมาน กุวะตีย์

 
กอฎีอับดุรเราะฮมาน ได้เขียนในอรัมบท ในหนังสือ ซะบีลุลนาญาฮ อัน บิดอะฮ อะลิซัยฆ วัฎอลาละฮ ว่า ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ กล่าวว่า

 

«سیظهر من نجد شیطان تتزلزل جزیرة العرب من فتنة»

 
“ชัยฎอนจะปรากฎจากเมืองนัจด์ ซึ่งแผ่นดินอาหรับจะสั่นสะเทือน เนื่องจากฟิตนะฮของมัน” และความหมายของฟิตนะฮ คือ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ [56]

 
ความเหมือนระหว่าง วะฮาบีย์ กับคอวาริจญ์

 
ตามที่อบูฮุรอยเราะฮ ได้กล่าวว่า
فکانوا یشتبهون الخوارج الذین کانوا یکفرون مرتکب الذنب

 
พวกเขาคล้ายพวกคอวาริญ ซึ่งได้มอบความเป็นกาเฟรต่อผู้อื่นที่กระทำบาป [57] ลัทธิวะฮาบีย์มีความคล้ายคลึงกับ คอวาริญจ์อยู่หลายประการด้วยกัน โดยตัวอย่างจากศอฮิฮ บุคอรีย์ และมุสลิม และอิบนุมาญะ ซึ่งรายงานจากศอฮาบะ ด้วยรูปคำที่หลากหลาย จำนวน ๗ ท่าน [58] และเนื้อหาของฮาดิษเหล่านั้นคือการออกจากศาสนาของคนกลุ่มนี้ อบูซะอีด คัดรีย์ กล่าวว่า

 
عَن النَّبِيِّ(صلى الله عليه وسلم) قالَ: «يَخْرُجُ نَاسٌ مِنْ قِبَلِ الْمَشْرِقِ وَيَقْرَءُونَ الْقُرْآنَ لاَ يُجَاوِزُ تَرَاقِيَهُمْ، يَمْرُقُونَ مِنَ الدِّينِ کَمَا يَمْرُقُ السَّهْمُ مِنَ الرَّمِيَّةِ، ثُمَّ لاَ يَعُودُونَ فِيهِ حَتَّى يَعُودَ السَّهْمُ إِلَى فُوقِهِ». قِيلَ مَا سِيمَاهُمْ؟ قَالَ: «سِيمَاهُمُ التَّحْلِيقُ»

 

 

ท่านศาสดา(ศ) กล่าวว่า จะมีชนกลุ่มหนึ่งออกมาจากทางตะวันออก พวกเขาจะอ่านกุรอ่าน เพียงลิ้น และ พวกเขาจะหลุดจากศาสนา ดั่งธนูที่หลุดจากคันสร และลักษณะเฉพาะของพวกเขาคือการโกนหัว [59]

 
ซัยนีย์ ดะฮลาน ได้กล่าวถึงความคล้ายคลึงนี้ว่าตามที่ท่านศาสดาได้กล่าวว่า ลักษณะของพวกเขาคือ การโกนหัว เป็นหลักฐานที่พาดพิงถึงฟิรเกาะฮนี้(วาฮาบีย์) ที่ออกมาจากทางตะวันออก มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ เคยออกคำสั่งให้ ผู้หญิงโกนหัวเหมือนชาย เขาสั่งให้ผู้หญิงโกนหัว แต่ก็มีสตรีบางคนได้ตอบกับเขา ว่า ผมของสตรี เปรียบดั่งความดีงามของบุรุษ และด้วยคำตอบนี้ ทำให้ มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้อีก [60]

 
สรุปผลการวิเคราะห์

 
จากการวิเคราะห์ฮาดิษ และทัศนะของอุลามาอะฮลิซุนนะฮ ทำให้ได้ความชดเจนและข้อสรุปว่า ความหมายของ ตะวันออกเมืองมะดีนะฮ คือ นัจด์ ในซาอุดิอาราเบีย เช่นเดียวกันที่อิบนุตัยมียะฮ ได้ยืนยันว่า ตะวันออกของมะดีนะฮ คือ ที่ที่ มุซัยละมะฮ กัซซาบ ออกมา [61] และสถานที่นั่นยังเป็นที่กำเนิดของมูฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ และเป็นที่ทำสัญญา อัปมงคล กับ มูฮัมมัด บิน ซาอูด และสถานที่เริ่มต้นฟิตนะฮ และการบิดเบือน และยังชัดเจนอีกว่า ความหมายของฮาดิษนี้ หมายถึง มูฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ

 

 

อ้างอิง

 
. [1] کتاب الاستسقاء(15)، باب مَا قِيلَ فِى الزَّلاَزِل ِو َالآيَاتِ(25)، جزء2، ص41؛ 2. الفتن باب قَوْل ِالنَّبِيِّ(صلى الله عليه و سلم) «الْفِتْنَةُ مِنْ قِبَلِ الْمَشْرِقِ»، ج 9، ص67 ، حديث1؛ 3. سند ديگر در ادامه حديث قبل؛ 4. الفتن باب قَوْل ِالنَّبِيِّ(صلى الله عليه وسلم) ± ² «الْفِتْنَةُ مِنْ قِبَلِ الْمَشْرِقِ»، ج9، ص67، حديث2؛ 5. فرض الخمس باب مَا جَاءَ فِى بُيُوتِ أَزْوَاجِ النَّبِىِّ(صلى الله عليه وسلم)، باب4، جزء4، ص100؛ 6. كتاب بدء الخلق باب صِفَةِ إِبْلِيسَ وَ جُنُودِ هِ، باب11، جزء4، ص150؛ 7. كتاب المناقب، باب حدثنا ابو معمر، باب6، جزء4، ص220؛ 8. كتاب المغازى، باب قُدُومُ الأَشْعَرِيِّينَ و َأَهْلِ الْيَمَنِ، جزء5، ص220، حدیث4
[2] . کتاب الفتن و أشراط الساعة، باب الفتنة من المشرق، جزء8(ج2)، ص180؛ 2. کتاب الفتن و أشراط الساعة، باب الفتنة من المشرق، جزء8 (ج2)، ص181
[3] . مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث6130، ج3، ص395؛ 2. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث5775، ج3، ص310؛ 3. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث4782، ج3، ص65؛ 4. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث5227، ج3، ص172؛ 5. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث4854، ج3، ص82؛ 6. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث4906، ج3، ص93؛ 7. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث5537، ج3، ص250؛ 8. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث5557، ج3، ص254؛ 9. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث،5792، ج3، ص314؛ 10. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث6046، ج3، ص375؛ 11. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث6174، ج3، ص407؛ 12. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث، 6207، ج3، ص416؛ 13. مسند عبدالله بن‌عمر، حدیث6395، ج3، ص465؛ 14. مسند ابومسعود انصاری، حدیث17530، ج7، ص112.
[4] . کتاب الفتن، ج3، ص350، باب 51، ح2344؛ 2. کتاب الفتن، باب65، ص362، ح2370؛ 3. کتاب الْمَنَاقِبِ بَاب فِي فَضْلِ الشَّام ِوَ الْيَمَنِ، جزء5، ص389، ح4047.
[5] تنویر الحوالک شرح موطأ مالک، ج3، ص141ـ142؛ موطأ مالک، کتاب الاستئذان، کتاب54، ح29
[6] سيرأعلام النبلاء، ذيل سالم بن عبدالله، ج5، ص383
[7] صحيح بخاری، كتاب الفتن، باب قَوْل ِالنَّبِىِّ( صلى الله عليه و سلم) «الْفِتْنَةُ مِنْ قِبَلِ الْمَشْرِقِ» ، ج9، ص67
[8] لسان العرب، ج‏13، ص319.
[9] مجمع البحرين، ج‏6، ص292.
[10] سوره بقره، آیه191.
[11] المنجد، ماده قرن، ج2، ص1304.
[12] عمدة القاري، ج7، ص59؛ ارشاد الساري، ج10، ص188.
[13] لسان العرب، ج13، ص331؛ فتح الباري، ج4، ص39.
[14] دعاوى المناوئين، ص239.
[15] تاريخ نجد، ص7؛ معجم البلدان، ج5، ص265؛ لسان العرب، ج3، ص413؛ العين، ص940؛ جمهرة اللغة، ج1، ص266، ج3، ص399 (چاپ قديم، ج1، ص451)؛ تاج العروس، ج2، ص508؛ منتهي الارب، ج4، ص1227؛ القاموس المحيط، ص303؛ مفردات، ص791؛ معجم مقايس اللغة، ص975؛ مجمع البحرين، ج3، ص148؛ مصباح المنير، ج2، ص593؛ معجم الوسيط، ص902.
[16] تاريخ نجد، ص7 ؛ إرشاد الساري، ج2، ص247؛ فتح الباري، ج13، ص39؛ العين، ص940؛ لسان العرب، ج3، ص413؛ تاج العروس، ج2، ص509؛ منتهي الارب، ج4، ص1227؛ مجمع البحرين، ج3، ص149.
[17] إرشاد الساري، ج2، ص247؛ عمدة القاري، ج7، ص59 و ج17، ص312؛ معجم البلدان، ج5، ص265؛ لسان العرب، ج3، ص414؛ تاج العروس، ج2، ص509؛ مجمع البحرين، ج3، ص149؛ مصباح المنير، ج2، ص593.
[18] تاريخ نجد، ص7 ؛ لسان العرب، ج3، ص415؛ تاج العروس، ج2، ص509؛ مجمع البحرين، ج3، ص149؛ منتهي الارب، ج4، ص1227؛ جمهرة اللغة، ج3، ص399 (چاپ قديم، ج1، ص451)؛ مصباح المنير، ج2، ص593.
[19] اللباب في تهذيب الانساب، ج3، ص299؛ تاج العروس، ج2، ص509.
[20] لسان العرب، ج3، ص419؛ اللباب في تهذيب الانساب، ج3، ص299.
[21] موسوعة العتبات المقدسة، ج3، ص7.
[22] دائرة المعارف القرن العشرين، ج10، ص54؛ آثار اسلامی مکه و مدینه، ص29.
[23] دائرة المعارف القرن العشرين، ج10، ص54.
[24] دائرة المعارف الاسلامية، ص477 ــ 478؛ جزيرة العرب في قرن العشرين، ص45؛ تاريخ نجد، ص28؛ آثار اسلامی مکه و مدینه، ص32.
[25] جزيرة العرب في قرن العشرين، ابتداء كتاب،
[26] เล่มเดียวกัน หน้า ๔๑
[27] เล่มเดียวกัน หน้า ๔๖
[28] تاريخ نجد، ص26.
[29] فصل الخطاب، ص100؛ الجواب الصحیح، ج6، ص128
[30] سوره اسراء، آیه 53.
[31] إرشاد الساري، ج2، ص247؛ عمدة القاري، ج7، ص59 و ج 17، ص312؛ معجم البلدان، ج5، ص265؛ لسان العرب، ج3، ص414؛ تاج العروس، ج2، ص509؛ مجمع البحرين، ج3، ص149؛ مصباح المنير، ج2، ص593.
[32] موسوعة العتبات المقدسة، ج3، ص7؛ دائرة المعارف القرن العشرين، ج10، ص54؛ آثار اسلامی مکه و مدینه، ص29
[33] دائرة المعارف الاسلامية، ص477ــ 478؛ جزيرة العرب في قرن العشرين، ص45؛ تاريخ نجد، ص28؛ آثار اسلامی مکه و مدینه، ص32.
[34] تاریخ نجد، ص111؛ عنوان المجد فی تاریخ نجد، ص33؛ علماء نجد، ج1، ص 129؛ مشاهیر علماء نجد، ص21؛ دعوة الشیخ محمد بن عبد الوهاب، ص7؛ الاعلام (قاموس تراجم الرجال و النساء)، ج6، ص257؛ جزیرة العرب في قرن العشرین، ص319؛ تاریخ نجد، ص31
[35] سوره مائده، آیه 32
[36] تاریخ نجد، ص111؛ عنوان المجد في تاریخ نجد، ص33؛ علماء نجد، ج1، ص129؛ مشاهیر علماء نجد، ص21؛ دعوة الشیخ محمد بن عبد الوهاب، ص7؛ الاعلام (قاموس تراجم الرجال و النساء)، ج6، ص257؛ جزیرة العرب في قرن العشرین، ص319؛ تاریخ نجد، ص31؛ اعلام الاسلام، ص37
[37] الدرر السنية في الرد على الوهابية، ص46؛ فتنة الوهابیة، ص1؛ الفجرالصادق، ص17؛ تاريخ نجد، ص120؛ اعلام الاسلام، ص38.
[38] الفجر الصادق، ص17.
[39] تاريخ آل سعود، ص21.
[40] تاریخ نجد، ص115؛ کشف الارتیاب، ص9؛ اعلام الاسلام، ص39.
[41] في منزل الوحی، ص 114( کان الشیخ عبد الله بن بلیهد عالم نجد یسعی ممتطاً جواداً … و هذا الرجل خلیفة محمد بن عبد الوهاب الحنبلي مجدد المذهب في نجد، و الذي خلع اسمه علی الوهابیین الذين اقتدوا به في اتباع ابن حنبل).
[42] اعلام الاسلام، ص39.
[43] เล่มด้วยกัน หน้า ๔๒-๔๓
[44] التوسل بالنبي و جهله الوهابيون، ص244؛ فتنة الوهابیة، ص 14؛ الدرر السنية في الرد علی الوهابية، ص44.
[45] عنوان المجد في تاریخ نجد، ج1، ص34ــ 68؛ تاريخ نجد، ص 116ــ119؛ کشف الارتیاب، ص 13ــ36 و 50ــ81
[46] فتح الباري، ج13، ص39؛ إرشاد الساري، ج10، ص189؛ عمدة القاري، ج24، ص199؛ حاشيه صحيح مسلم، جزء8، ج2، ص180.
[47] إرشاد الساري، ج10، ص188؛ عمدة القاري، ج24، ص199.
[48] إرشاد الساري، ج10، ص188.
[49] فتح الباري، ج6، ص423.
[50] عمدة القاري، ج24، ص199؛ حاشيه صحيح مسلم، جزء8، ج2، ص180.
[51] فتح الباري، ج13، ص39؛ ارشاد الساري، ج10، ص189.
[52] الصواعق الإلهیه في الرد علی الوهابیة، ص44
[53] เล่มเดียวกัน หน้า 137
[54] เล่มเดียวกัน หน้า45
[55] فتنة الوهابیة، ص18ــ19.
[56] الفجر الصادق، ص20ــ22.
[57] صفحة عن آل سعود الوهابیین، ص130.
[58] تاریخ المذاهب الإسلامیة في سیاسه و العقائد، ج1، ص236.
[59] صحیح بخاری، ج4، ص167و 217؛ ج 6، ص291؛ ج9، ص155؛ صحیح مسلم، ج3، ص110ــ117؛ شرح سنن ابن ماجه، ج1، ص72ــ74 ؛ تاريخ اسلام، ج1، ص719؛ شروح بخاری .
[60] صحیح بخاری، ج6، ص244.
[61] الفجر الصادق، ص21. با اين مضمون ر.ک: فتنة الوهابیة، ص13؛ كشف الارتياب، ص124ـ 125.