อุละมาอฺ วาฮาบีย์ ให้เกียรติท่านนบี ศ็อลฯจริงหรือ ?

va

ก่อนวะฮาบีย์จะใช้สิทธิพูดเรื่องการปกป้องเกียรติยศของศอฮาบะฮ์ท่านนบี ศ็อลฯ วะฮาบีย์น่าจะทบทวนตัวเองด้วยการให้คำตอบต่อตำราของตัวเองให้ได้เสียก่อนว่า ทำไมจึงมีการบันทึกเรื่องทำลายเกียรติยศและใส่ร้ายป้ายสีท่านนบี ศ็อลฯ ลองดูตัวอย่างจากหนังสือศอฮีฮ์มุสลิม ต่อไปนี้

ความน่าเชื่อถือที่ยังต้องสงสัย

ศอฮีฮ์มุสลิม เป็นตำราที่ได้รับการยกย่องและนับถือมากที่สุดอีกเล่มหนึ่งของพี่น้องอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ตลอดจนถึงพวกวะฮาบีย์ ผู้เขียนตำราเล่มนี้ คืออิมาม อะบุล ฮุเซน มุสลิม บิน ฮัจญาจญ์ บิน วัรด์ บิน กัรชาน อัลกุชัยรีย์ อัลอามิรีย์ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า มุสลิม ท่านเป็นนักรวบรวมฮะดีษที่มีชื่อเสียงรองจากบุคอรี แต่ถ้าฮะดีษใดที่ถูกบันทึกสอดคล้องตรงกันระหว่างอิมามมุสลิม กับอิมามบุคอรี ฮะดีษนั้นก็จะถูกยกมาตรฐานให้เพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก และจะเรียกฮะดีษเหล่านั้นว่า มุตตะฟะกุนอะลัยฮิ (สอดคล้องตรงกันระหว่างนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง)

อิมามมุสลิมเกิดที่เมืองนัยซาบูร มาจากครอบครัวของชาวอาหรับโดยแท้จากเผ่ากุชัยร์ قبيلة قُشَير  นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุว่า อิมามมุสลิม บิน ฮัจญาจญ์เกิดเมื่อ ฮ.ศ 206 ซึ่งตรงกับ ค.ศ 821 และเสียชีวิตใน ค.ศ 875

ว่ากันว่าท่านมาจากครอบครัวที่มีเกียรติ กล่าวคือ บิดาของท่าน เป็นผู้คงแก่เรียนที่สามารถให้ความรู้แก่บุตรได้อย่างดี เติบโตมาท่านมุสลิมก็เป็นผู้มีความรู้ทางศาสนาแตกฉาน และขัยนหมั่นเพียรในการศึกษาวิชาฮะดีษมากเป็นพิเศษ

ท่านเรียนฮะดีษตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ จากผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเมืองนัยซาบูร ท่านอิมามยะห์ยา บิน บะกีร อัตตะมีมีย์ เป็นผู้อาวุโสคนแรกที่ท่านมุสลิมนั่งเรียนวิชาฮะดีษด้วย การนั่งเรียนคราวนั้น ถือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของท่านมุสลิมเป็นยิ่งนัก ที่ทำให้ท่านเกิดมีแรงบันดาลใจในการพากเพียรร่ำเรียนวิชาฮะดีษด้วยใจรักมากขึ้น

ท่านตัดสินใจเดินทางออกจากถิ่นเกิดไปยังดินแดนแว่นแคว้นต่างๆเพื่อศึกษา ฮะดีษจากบรรดาผู้อาวุโส บรรดาอิมามทางวิชาการ ท่านฮากิม อันนัยซาบูร ได้กล่าวถึงท่านในหนังสือมุสตัดร็อกว่า “เขาร่ำเรียนฮะดีษจนหงอกขาวโพลนทั้งเส้นผมและเครา ที่แย้มออกมาปรากฏรอบๆผ้าโพกศีรษะ เขาเรียนวิชาฮะดีษตั้งแต่ฮ.ศ ๒๑๘ หลังจากนั้น ก็เดินทางท่องไปทั่วประเทศอิสลามหลายครั้ง เช่นเดินทางไปอิรัก ฮิญาซ ซีเรีย และอียิปต์

ปัญหาที่อยากนำมาเสนอก็คือว่า มีรายงานฮะดีษมากมาย ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ว่าต้องเชื่อถือ เพราะบันทึกในตำราศอฮีฮ์มุสลิม แต่มีลักษณะที่ลดทอนเกียรติคุณของท่านนบีศ็อลฯและค่อนข้างจะใส่ร้ายท่านนบี ศ็อลฯ หลายฮะดีษ ไม่ต่างจากศอฮีฮ์บุคอรี ตัวอย่าง ฮะดีษระดับ มุตตะฟะกุนอะลัยฮิ ในศอฮีฮ์บุคอรี-มุสลิม สองตำราคุณภาพในโลกวิชาการฝ่ายซุนนะฮ์

عن أنس رضي الله عنه : { أَنَّ نَاسًا اجْتَوَوْا فِي الْمَدِينَةِ فَأَمَرَهُمُ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم أَنْ يَلْحَقُوا بِرَاعِيهِ يَعْنِي الابِلَ فَيَشْرَبُوا مِنْ أَلْبَانِهَا وَأَبْوَالِهَا فَلَحِقُوا بِرَاعِيهِ فَشَرِبُوا مِنْ أَلْبَانِهَا وَأَبْوَالِهَا حَتَّى صَلَحَتْ أَبْدَانُهُمْ فَقَتَلُوا الرَّاعِيَ وَسَاقُوا الإبلَ فَبَلَغَ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم فَبَعَثَ فِي طَلَبِهِمْ فَجِيءَ بِهِمْ فَقَطَعَ أَيْدِيَهُمْ وَأَرْجُلَهُمْ وَسَمَرَ أَعْيُنَهُمْ

รายงานจากท่านอะนัส ร.ฎ กล่าวว่า มีประชาชนกลุ่มหนึ่ง(ที่เจ็บป่วย)เดินทางเข้ามายังเมืองมะดีนะฮ์ ดังนั้น ท่านนบี ศ จึงสั่งให้พวกเขาติดตามสัตว์เลี้ยงของท่าน หมายถึง อูฐ ดังนั้น ท่านได้ให้พวกเขาดื่มนมและเยี่ยวของมัน ดังนั้นพวกเขาก็ติดตามสัตว์เลี้ยงของท่านไป แล้วได้ดื่มทั้งนมและเยี่ยวของมัน จนกระทั่งสุขภาพของพวกเขาดีขึ้น พวกเขาจึงฆ่าคนเลี้ยงอูฐ แล้วปล้นเอาอูฐไปเสีย เมื่อท่านรอซูล ศ ทราบข่าว ท่านก็ส่งคนออกตามหา จนสามารถนำตัวพวกเขามาได้ ดังนั้น ท่านจึงตัดมือของพวกเขา และเท้าของพวกเขา และควักลูกตาของพวกเขา

وقال زهير : حدثنا سماك بن حرب ، عن معاوية بن قرة ، عن أنس : أن نفرا من عرينة أتوا رسول الله صلى الله عليه وسلم فبايعوه ، وقد وقع في المدينة الموم – وهو البرسام – فقالوا : هذا الوجع قد وقع يا رسول الله ، فلو أذنت لنا فرحنا إلى الإبل . قال : نعم ، فاخرجوا وكونوا فيها . فخرجوا ، فقتلوا أحد الراعيين وذهبوا بالإبل ، وجاء الآخر وقد جرح ، قال : قد قتلوا صاحبي وذهبوا بالإبل . وعنده شباب من الأنصار قريب من عشرين ، فأرسلهم إليهم وبعث معهم قائفا يقتص أثرهم . فأتي بهم فقطع أيديهم وأرجلهم وسمر أعينهم . أخرجه مسلم

ท่านซุฮัยร์กล่าวว่า ท่านสิมาก บิน ฮะร็อบ รับรายงานมาจากมุอาวียะฮ์ บิน กุรเราะฮ์ จากท่านอะนัส กล่าวว่า แท้จริง คนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาจากอะรีนะฮ์ เพื่อมาหาท่านรอซูล ศ แล้วพวกเขาก็ให้สัตยาบันต่อท่าน ขณะนั้น ในเมืองมะดีนะฮ์มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคชนิดหนึ่งเรียกว่า บัรซาม แล้วพวกเขากล่าวว่า โรคภัยนี้เกิดขึ้นแล้ว โอ้ท่านรอซูล ศ ดังนั้น ถ้าหากท่านอนุญาตให้แก่เรา พวกเราจะเดินทางไปกับอูฐ ท่านกล่าวตอบ ตกลง แล้วพวกเขาก็ออกเดินทางและอยู่ในการเดินทาง เมื่อพวกเขาออกไปแล้ว พวกเขาก็ได้ฆ่าคนเลี้ยงอูฐคนหนึ่ง แล้วนำอูฐเดินทางหนีไป คนเลี้ยงอูฐอีกคนกลับมาด้วยอาการบาดเจ็บ รายงานว่า เพื่อนของฉันถูกฆ่าเสียแล้ว และพวกเขาได้นำอูฐหนีไปแล้ว ขณะนั้น มีคนหนุ่มชาวอันศอรอยู่กับท่าน(นบี)เกือบ ๒๐ คน ดังนั้นท่านจึงส่งคนเหล่านั้นไปตามหาพวกเขาและได้ส่งคนสะกดรอยพวกเขาไปด้วย แล้วคนเหล่านั้น ก็สามารถนำตัวพวกเขามาได้ ดังนั้นท่าน(นบี)จึงตัดมือและเท้าของพวกเขา และควักลูกตาของพวกเขา รายงานโดย มุสลิม

ไม่ใช่เฉพาะแต่อิมามมุสลิมเท่านั้น ที่บันทึกเรื่องนี้ อิมามบุคอรีเองก็บันทึกไว้ด้วยเช่นกัน เรารู้สึกฉงน สนเท่ห์ยิ่งนัก เป็นไปได้อย่างไร มหาบุรุษผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างนบีมุฮัมมัด ศ จะทรมานคนผิด ด้วยกรรมวิธีที่ผิดเพี้ยนและแสนจะพิสดารเยี่ยงนั้น ? ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักศาสนา และไม่เข้ากับสติปัญญาของวิญญูชน เพราะท่านมีสิทธิสั่งประหารชีวิตคนผิดเหล่านั้นเสียในทันทีก็ได้อยู่แล้ว

ทั้งท่านบุคอรี ท่านมุสลิม สองจอมปราชญ์ของอิสลาม บันทึกเรื่องนี้มาได้อย่างไร เพราะถ้าเป็นผู้ศรัทธาต่อท่านนบี ศ เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีความรู้สึกต่อต้าน จะคัดค้านและไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด เพราะว่า ในบุคลิกภาพท่านนบี ศ ของเราไม่ใช่คนใจคออมหิตเช่นนั้น ขนาดฆาตรกรที่สังหารท่านฮัมซะฮ์ลุงของท่านอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน ท่านก็ยังมิได้แก้แค้นด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมเช่นนั้นเลย