lasted posts

Popular

 

badari_islam-61

 

ตัสนีมนิวส์ –  รายงานจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ว่า ท่านอายะตุลลอฮ์อาซิฟ มุฮ์ซินี หนึ่งในนักวิชาการศาสนาที่โดดเด่นของอัฟกานิสถาน ในนามผู้ปาฐกถาคนแรกหลังจากพิธีเปิดการประชุมสภาสูงสุดของสมัชชาโลกการตื่นตัวของอิสลาม ท่านได้เริ่มต้นการพูดด้วยการเน้นย้ำถึงความสามัคคีและเอกภาพของประชาชาติมุสลิมทั้งหลาย

 

ท่านกล่าวว่า : “การตื่นตัวของอิสลามนั้นจะเกิดขึ้นบนรากฐานต่างๆ ของหลักคำสอนของอิสลาม บนพื้นฐานของโองการอัลกุรอานที่ว่า إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِنْدَ اللَّهِ أَتْقاكُمْ (แท้จริงผู้มีเกียรติในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮ์ คือผู้ที่มีความยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า) นั้น ถือว่าชนชาติและเผ่าชนทั้งหลายนั้นมีความเท่าเทียมกัน และความมีเกียรติของพวกเขาที่มีต่อกันนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของคุณลักษณะแห่งตักวา (ความยำเกรงและการปฏิบัติตนตามบทบัญญัติของพระเจ้า)”

 

อายะตุลลอฮ์อาซิฟี มุฮ์ซินี ได้กล่าวเสริมว่า : “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า การตื่นตัวของอิสลามในเบื้องต้นนั้นจะต้องปรากฏภาพในความเป็นพี่น้องกันในระหว่างมัซฮับ (สำนักคิด) ทั้งหลายของอิสลาม และหนึ่งในเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของการประชุมสุดยอดนี้จะต้องเป็นประเด็นสำคัญนี้”

 

ผู้ปาฐกถาคนแรกหลังจากพิธีเปิดการประชุมคือ “ตาญุดดีน ฮิลาลี” นักวิชาการศาสนาและนักคิดผู้มีชื่อเสียงชาวอียิปต์ เขาได้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเนื้อแท้ (อัตลักษณ์) ของกลุ่มตักฟีรีและพื้นฐานความเชื่อที่ผิดพลาดของพวกเขา และกล่าวว่า : “พวกเขา (กลุ่มตักฟีรี) ไม่ยอมรับความเป็นมุสลิมของพวกเราไม่ว่าจะเป็นชีอะฮ์หรือซุนนี แต่ด้วยเหตุผลข้ออ้างของกลุ่มตักฟีรีอุบาทว์ที่เขาได้หยิบยกจากเรื่องเหลวไหลและสิ่งงมงายที่ปลอมปนเข้ามาในมัซฮับ (สำนักคิด) ชีอะฮ์และอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ และไม่มีนักวิชาการคนใดจากทั้งสองมัซฮับนี้ยอมรับมัน มันได้กลายเป็นเหตุผลข้ออ้างในมือของพวกเขา”

 

เขากล่าวเสริมว่า : “ชีอะฮ์และซุนนีจำเป็นจะต้องออกห่างจากความเชื่อที่เหลวไหลเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น มีผู้กล่าวว่า หากท่านไม่กีดศีรษะท่านก็ไม่ใช่มุสลิม หรือมีผู้กล่าวว่า หากไฟได้ลุกไหม้หนวดเคราของเพื่อนบ้านของท่าน ก็จงเอาน้ำรดเคราของตัวท่านเองและอย่าได้ไปใส่ใจอะไรต่อมัน”

 

ฮิลาลีได้กล่าวต่อไปอีกว่า : “เหล่านี้คือสิ่งอุตริ (มัจญ์อูลาต) ที่กลายเป็นข้ออ้างใส่ร้ายของพวกตักฟีรีและกลุ่มก่อการร้าย ความเชื่อต่างๆ ที่เหลวไหลเหล่านี้เป็นเหมือนกับโรคเอดส์ที่เป็นอันตรายต่อชีอะฮ์และซุนนีดั้งเดิม”

 

ผู้ปาฐกถาคนถัดไปคือ “คอลิด อัลมุลลา” ผู้นำกลุ่มชนมุสลิมแห่งอิรัก และนักวิชาการที่โดดเด่นของชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์แห่งอิรัก เขาได้นำเสนอเนื้อรายละเอียดเกี่ยวกับความจำเป็นของเอกภาพในโลกอิสลาม โดยกล่าวว่า : “พวกเราชาวชีอะฮ์และชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ของอิรักได้เข้าสู่สงครามใหญ่กับกลุ่มแนวคิดตักฟีรี แต่อัลฮัมดุลิลลาฮ์ (มวลการสรรเสริญและการขอบคุณพึงมีแด่พระผู้เป็นเจ้า) ที่ทุกกลุ่มชนของชาวอิรักได้ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อทำการต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ล่วงละเมิดทรัพย์สินและเกียรติ (สตรี) ของประชาชน ทำการตัดศีรษะและเผาประชาชน”

 

ผู้นำกลุ่มนักวิชาการมุสลิมแห่งอิรักได้กล่าวเสริมว่า : “คำถามของผมก็คือว่า พวกเราจะทำอย่างไรกับการขยายตัวอย่างกว้างขวางของกลุ่มตักฟีรี พวกคลั่งศาสนาและพวกปัญญาทึบเหล่านี้”

 

เขาเสริมว่า : “คำว่า “ร่อวาฟิฎ” หมายถึงการเรียกชาวชีอะฮ์ว่า “รอฟิฎี” (คนนอกรีต) นั้น เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และจะต้องไม่ถูกนำเสนอในสื่อต่างๆ ทำนองเดียวกับที่คำว่า “นะวาซิบ” ที่หมายถึงการเรียกชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ว่าเป็น “นาซิบี” (ผู้ตั้งตนเป็นศัตรูกับอะฮ์ลุลลบัยติ์) นั้นผิดพลาด หมายความว่า ความหมายของคำว่า “นาซิบี” ซึ่งถูกใช้กับบรรดาผู้ต่อต้านอะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดานั้นไม่เป็นผลใดๆ สำหรับชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ เนื่องจากชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ คือผู้ที่รักในอะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)”

 

คอลิด อัลมุลลา กล่าวว่า : “ในศาสนาของเรา คนผิวขาวไม่ได้มีความประเสริฐเหนือไปกว่าคนผิวดำ และคนอาหรับก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนไม่ใช่อาหรับ ดังนั้นเราจะต้องไม่ปล่อยให้ทัศนะขัดแย้งต่างๆ ระหว่างชีอะฮ์และซุนนี เป็นสาเหตุทำให้เกิดการสร้างสำนักคิดใหม่และการสร้างแนวคิดตักฟีรี”

 

เขากล่าวเสริมว่า : “ดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นในที่ประชุมนี้ ทั้งชีอะฮ์และซุนนีได้มานั่งประชุมร่วมกัน เหตุผลในอันดับแรกของมันนั้นเกิดจากความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางอิสลาม และอันดับถัดไปนั้นเกิดจากการตระหนักถึงภยันตรายและแผนสมคบคิดของกระแสตักฟีรีที่มีต่ออิสลาม”

 

“เชคมะห์มูด อัล ซุมัยดะอี” เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินวะก็อฟ (อุทิศ) ของชาวซุนนีในอิรัก คือผู้ปาฐกถาคนถัดไปในการประชุมของสภาสูงสุดของสมัชชาโลกการตื่นตัวของอิสลาม เขาได้ย้ำถึงการรวมตัวและเอกภาพของชาวซุนนีและชีอะฮ์ และผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจากมัน พร้อมกับกล่าวว่า : “กระแสแนวคิดที่วันนี้ได้เข้ามาสู่สนามในนาม “ตักฟีร” (การตัดสินผู้ที่มีความคิดต่างว่าไม่ใช่มุสลิม) นั้น พวกเขาต้องการที่จะหลั่งเลือดพี่น้องของตนเองด้วยคำว่า “อัลลอฮุ อักบัร” (อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่) สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและจะต้องเยียวยารักษามันด้วยเอกภาพระหว่างชีอะฮ์และซุนนี”

 

เขาเสริมว่า : “พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดหน้าที่ให้เรากำชับความดี (อัลอัมรุ บิลมะอ์รูฟ) และห้ามปรามความชั่ว (อันะฮ์ยุ อะนิลมุงกัร) และ “มะอ์รูฟ” (ความดี) ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเราคือเอกภาพ (วะห์ดะฮ์) และ “มุงกัร” (ความชั่วร้าย) ที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับเราคือการสร้างความแตกแยก”

 

อัล ซุมัยดะอี ได้กล่าวว่า : “ผมขอกล่าวอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อของชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ก็คือว่า การมีความรักต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) นั้นคือข้อกำหนดที่เป็นวาญิบ (จำเป็น) ประการหนึ่ง และใครก็ตามที่เชื่อเป็นอย่างอื่นจากนี้ เขาไม่ใช่มุสลิม ทำนองเดียวกันนี้ ความเชื่อของชาวชีอะฮ์ก็คือการมีความรักต่อบรรดาสาวก (ซอฮาบะฮ์) ของท่านศาสนา และใครก็ตามที่ดูถูกเหยียดหยามซอฮาบะฮ์ ก็เป็นดั่งที่บรรดานักวิชาการ (อุละมาอ์) อาวุโสของชีอะฮ์ได้ประกาศไว้ว่า เขาได้กระทำสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) และไม่ใช่ชีอะฮ์”

 

การประชุมสมัชชาโลกการตื่นตัวของอิสลามครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ “การตื่นตัวของอิสลามจะไม่ถูกทำให้หยุดลงได้” ได้เริ่มต้นขึ้นในเช้าวันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม 2559  ณ กรุงแบกแดด เมืองหลวงของประเทศอิรัก โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางด้านการเมืองและบุคคลสำคัญทางศาสนาจาก 22 ประเทศเข้าร่วม

 

ที่มา : tasnimnews

ขอขอบคุณ ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม