lasted posts

Popular

ขุดโคตร ลัทธิแห่งการหลั่งเลือด ตอนที่ 10

Wahabi_05

เราสามารถมองเห็นรากเหง้าของ ISIS จากการถือกำเนิดขึ้นของกลุ่มอิควาน เพื่อทำลายระบบชนเผ่า และตัดขาดพวกเขาออกจากชีวิตเร่ร่อน ซึ่งขัดกับหลักศาสนาอิสลาม นักการศาสนาประจำลัทธิวะฮาบีจัดการให้พวกเบดูอิน อาศัยอยู่ในเขต โอะเอ-ซีส (oases) ที่ซึ่งพวกเขาเรียนรู้งานเกษตรกรรมและงานฝีมือสำหรับใช้ในชีวิตประจำ และในขณะเดียวกันก็ได้รับการปลูกฝังแนวคิดศาสนาอิสลาม ฉบับลัทธิวะฮาบี

 

พวกเบดูอินถูกส่งเสริมให้ทำการต่อสู้ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมเดิมของพวกเขา พวกเขาถูกเสี้ยมสอนให้ทำการปล้นสะดม และโจมตีผู้อื่นตามแบบฉบับของการญิฮาดในแนวทางวะฮาบี ท้ายที่สุด นักรบเบดูอินเหล่านี้ ก็ได้ผันเปลี่ยนกลายเป็นกลุ่มคนที่มีความรุนแรงและสุดโต่ง ไม่เหมือนกับครั้งก่อน ที่ซึ่งชาวเบดูอินจะไม่โจมตีคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ ในการจู่โจมแบบเก่า ทว่า ณ บัดนี้ พวกเขากลายมาเป็น กลุ่มอิควาน ที่มีกิจวัตรประจำคือ การกระทำการข่มเหง และสังหาร “พวกนอกรีด” แม้เป็นเพียงชาวบ้านตาดำๆ ที่ปราศจากอาวุธ ทั้งผู้หญิงและเด็ก ๆ พวกเขาตัดคอบรรดาเชลยผู้ชาย และเชือดคอหอยผู้คนเป็นนิจสิน

 

ในปี 1915 อับดุลอาซิซ วางแผนยึดครอง ฮิญาซ (พื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน และยังเป็นที่ตั้งของมหานครเมกกะฮ์ และมะฮ์ดีนะฮ์), อ่าวเปอร์เซียไปทางตะวันออกของนัจดฺ และดินแดนซึ่งในปัจจุบันอยู่ในทางภาคเหนือของประเทศซีเรียและ จอร์แดน แต่ทว่าในช่วงปี ค.ศ. 1920 อับดุลอาซิซ ได้ปรับเปลี่ยนความทะเยอทะยานของเขา เพื่อให้ได้รับมาซึ่ง สถานะทางการทูต ในฐานะ ‘รัฐชาติ’ กับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา กลุ่มอิควาน อย่างไรก็ตามยังคงบุกเข้าโจมตีรัฐในอารักขาของอังกฤษแห่งอิรัก แทรสจอร์แดน และคูเวต โดยยืนยันว่าจะทำการญิฮาดต่อไปอย่างไร้ขอบเขต และเมื่อคำนึงว่า การคิดค้นสิ่งใหม่ หรือความทันสมัย ก็จัดว่าเป็นการกระทำที่บิดเบือน (บิดอะฮฺ) อิควานจึงตัดสินใจโจมตีอับดุลอัล – อาซิซด้วย ในกรณีที่เข้าได้อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ รถยนต์ โทรเลข ให้ฟังเพลงและสูบบุหรี่ อันเป็นสิ่งซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในยุคสมัยของท่านศาสดามูฮัมหมัด จนกระทั่งในที่สุด อับดุล อาซิซ ได้ออกคำสั่งยกเลิกการประท้วงของพวกเขาในปี 1930

 

หลังจากความพ่ายแพ้ของกลุ่มอิควาน ลัทธิวะฮาบีอย่างเป็นทางการแห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียก็ทอดทิ้งกองกำลังทหารญิฮาด และผันตนเป็นขบวนการอนุรักษ์นิยมที่มีความเคร่งครัดในศาสนา ทว่าจิตวิญญาณแห่งอิควาน และความฝันที่จะขยายดินแดนของพวกเขามิได้ดับสลายลงไปด้วย พวกเขาแทนที่มันด้วยแผ่นดินใหม่ในยุค 70 เมื่อราชอาณาจักรกลายมาเป็นศูนย์กลางของนโยบายต่างประเทศตะวันตกประจำภูมิภาค

 

วอชิงตันได้ให้การสนับสนุนซาอุดิอาระเบียในการต่อต้าน แนวคิดนิยมนาซิรหรือนัสเซอร์ (Nasserism – อุดมการณ์ลัทธิสังคมนิยมแบบแพน – อาหรับ ของประธานาธิบดี Gamal Abdel Nasser ประเทศอียิปต์) และต่อกรกับอิทธิพลของโซเวียต นอกจากนี้ ในภายหลังจากการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 วอชิงตันยังได้ให้การสนับสนุนทางกลยุทธ์ในการวางแผนจัดการ สกัดกั้นชีอะฮ์อิสลาม ด้วยการเปลี่ยนโลกมุสลิมทั้งใบให้หันมาเลื่อมใสลัทธิวะฮาบี

 

คล้ายกับกรณีของแนวคิดนิยมนาซิรหรือนัสเซอร์ ที่ส่องภัยคุกคามต่อทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นอุดมการณ์ที่จะนำมาซึ่งเอกราช, ระบอบสาธารณรัฐ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพลเมือง ในทางตรงกันข้ามกับลัทธิล่าอาณานิคมและระบบศักดินา ขบวนการเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยแบบชีอะฮอิสลามในอิหร่านสำแดงอิทธิพลมากเกินไปสำหรับประเทศในภูมิภาคให้เลียนแบบ และลุกขึ้นปฏิวัติมหาอำนาจผู้กดขี่

 

ดังนี้ โรงสำหรับฉายโฆษณาชวนเชื่อจึงถูกตระเตรียมขึ้นอย่างเป็นระบบ อิหร่านกลายมาเป็น ศัตรูตัวฉกาจ ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้แล้วของชาติมหาอำนาจตะวันตก และพันธมิตรของมัน อิหร่านกลายเป็นแหล่งที่มาของความชั่วร้ายสามานย์ เคียงบ่าเคียงไหล่กับรัสเซีย ขณะที่กลุ่มคนผู้ใฝ่หาอำนาจแห่งวัตถุ อย่าง ซาอุดิอาระเบีย กลับถูกปล่อยให้ลอยนวล ให้สามารถผลิตแนวคิดนิยมความรุนแรงสุดโต่งออกมาในระดับสากลต่อไป

 

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถึงสี่เท่าตัว ในช่วงวิกฤตน้ำมันปี 1973 – เมื่อชาติอาหรับในกลุ่ม OPEC อย่างอียิปต์ ซีเรีย ประกาศงดการส่งออกน้ำมันให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเด็ดขาด (Oil Embargo) ประกาศลดกำลังการผลิต ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อประท้วงกองกำลังทหารสหรัฐฯ ซึ่งเลือกที่จะเป็นพันธมิตรและให้การสนับสนุนแก่อิสราเอล – ส่งผลทำให้ราชอาณาจักรมีปิโตรดอลล่ามากพอจะส่งออกแนวความเชื่ออิสลามฉบับแปลกปลอมของพวกเขาสู่ประชาชาติมุสลิม

 

รูปแบบการญิฮาดเพื่อเผยแพร่ความเชื่อแบบดั้งเดิม ณ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความก้าวร้าวของวัฒนธรรม องค์กรมุสลิมนิยม(อิสลามแบบ)ซาอุดีอาระเบียโลก จัดการเปิดหน่วยงานตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ นอกจากนี้กระทรวงกิจการศาสนาซาอุดีอาระเบียยังได้ทำการตีพิมพ์ เผยแพร่ และแจกจ่ายคำแปลอัลกุรอานตามแบบลัทธิวะฮาบี และงานเขียนของนักคิดสมัยใหม่ ที่ซาอุฯเห็นว่าไม่ขัดแย้งกับตน เช่น งานเขียนของ Sayyids Abul – A’la Maududi และ Qutb ให้แก่ชุมชนชาวมุสลิมทั่วทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกา อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกาและยุโรป ในสถานที่เหล่านี้ พวกเขายังได้มอบเงินสนับสนุนให้สร้างมัสยิดสไตล์ซาอุดีอาระเบีย พร้อมจัดการสรรหานักเทศนาแบบวะฮาบีให้ และยังก่อตั้งมัดราซะฮ์ สถานที่ซึ่งนำเสนอการเรียนการสอนให้กับคนยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แน่นอนด้วยหลักสูตรการสอนตามแนวคิดวะฮาบี

 

ในไม่ช้า ความเข้าใจที่มีต่อศาสนาของชาวมุสลิม ก็ถูกกัดกร่อนด้วยฤทธิ์ยาพิษของลัทธิประหลาดวะฮาบี อิทธิพลของพวกเขาได้แทรกซึม และเปลี่ยนแปลงความคิดของชาวมุสลิมจากสำนักคิดอื่นๆโดยเฉพาะ จากนิกายซุนหนี่ จนในที่สุด ชาวซุนหนี่ก็เริ่มมีอุดมการณ์ความเชื่อที่คล้ายเคียงกับของวะฮาบี คือ เริ่มมีการยอมรับ แนวความคิดที่ให้ทำการตีความพระคัมภีร์ด้วยตนเอง แทนที่จะหันหน้าเข้าหาผู้รู้ และเริ่มมองเห็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในความเชื่อเดิมของตนว่า เป็นสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นมา และมิใช่หนทางที่ถูกต้อง มุสลิมเริ่มเลื่อมใสในโฆษณาชวนเชื่อของลัทธิวะฮาบีอย่างหลับหูหลับตา ความศรัทธาของมุสลิมบัดนี้ ไม่สอดคล้องกับแนวทางอิสลามสายกลาง อิสลามที่เต็มไปด้วยความปราณี อิสลามที่ปราศจากความรุนแรง

 

ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มจากประเทศมุสลิมที่ยากไร้ อย่างเช่น อียิปต์ และปากีสถาน ผู้ซึ่งจำเป็นต้องออกเดินทางไปทำมาหากินอยู่ในประเทศอ่าว เพื่อส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว รวมไปถึงเด็กหนุ่มจากประเทศมุสลิมอื่นๆจากทั่วทุกมุมโลก ที่ตั้งใจเข้ามาศึกษาปรัชญาศาสนาอิสลาม จากมหานครแห่งท่านศาสดา ก็ได้นำแนวความคิดแบบวะฮาบีกลับบ้านไปด้วย และทำการเผยแพร่มันแก่บรรดาญาติพี่น้อง อีกผู้คนในชุมชนของพวกเขา พวกเขากลับไปสร้างหมู่บ้านแบบใหม่ ที่ซึ่งมัสยิดและห้างสรรพสินค้าเป็นของซาอุดีอาระเบีย ซาอุดิอาระเบียเรียกร้องให้ปฏิบัติตามความเชื่อของพวกเขา แลกกับความเป็นมิตร และการส่งเสียเลี้ยงดู เพราะซาอุฯปฏิเสธทุกความเชื่อ และสำนักคิดอื่นๆโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะใน อังกฤษ นิวยอร์ก หรือในประเทศปากีสถาน จอร์แดนหรือซีเรีย ทั่วทุกแห่ง พวกเขาพร้อมที่จะทำลายพหุนิยมแบบดั้งเดิมของศาสนาอิสลาม และแทนที่มันด้วยลัทธินิยมความรุนแรง บ้าเลือด และกระหายอำนาจของพวกขา…

 

 

แปล/เรียบเรียงจาก http://www.inspiretochangeworld.com

 

ผู้เขียน “CATHERINE SHAKDAM” นักวิเคราะห์ทางการเมือง นักเขียน และนักวิจารณ์ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญพิเศษเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวก่อการร้ายและความรุนแรงในเยเมน ผู้อำนวยการโครงการต่างๆ ณ สถาบันศึกษาตะวันออกกลาง Shafaqna นอกจากนี้ Catherine ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Veritas Consulting เธอคือเจ้าของงานเขียน Arabia’s Rising – Under The Banner Of The First Imam

ที่มา – เอบีนิวส์ทูเดย์