lasted posts

Popular

ขุดโคตร ลัทธิแห่งการหลั่งเลือด ตอนที่ 4

Wahabi_05

อีกบทหนึ่ง ซึ่งท่านอิมามอะลี (อ) ได้แนะนำถึง วิถีแห่งสัจธรรม เมื่อประชาชาติต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งระหว่างศาสนา หรือเมื่อสังคมต้องพบกับความตึงเครียดทางการเมือง มีความรุนแรงและสับสน ความว่า

 

“หากว่าท่านกำลังต่อต้านมุสลิมกลุ่มหนึ่ง และกลุ่มของผู้ไม่ศรัทธาก็ต่อต้านพวกเขาเช่นกัน ดังนั้นพึงสังวรเถิดว่า ท่านกำลังหลอมตัวท่านเองกับกลุ่มผู้ไม่ศรัทธาและทำการต่อต้านพี่น้องของพวกท่านเอง ในกรณีเช่นนี้ จงรู้ไว้เถิดว่า แน่นอนมันได้เกิดสิ่งผิดปกติกับทัศนะของท่านแล้ว หากท่านอยากรู้ว่ามุสลิมที่มีความสัจจริงที่สุดอยู่ ณ แห่งหนใด ดังนั้นจงมองหาเถิดว่า ลูกศร (ปลายกระบอกปืน) ของพวกผู้ไม่ศรัทธาเพ่งเล็งไปยังทิศทางใด”

 

ในบทนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้อ้างอิงถึง เหตุการณ์ที่ซึ่งบรรดามุสลิมจะรบราฆ่าฟันกันเอง ด้วยการช่วยเหลือจากพันธมิตรซึ่งมิใช่ชาวมุสลิม หากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เรายังสามารถนำวจนะดังกล่าวมาเทียบเคียงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ่นในยุคปัจจุบัน เนื่องมาจากความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ว่า อำนาจตะวันตกสมรู้ร่วมคิดกับผู้ก่อเหตุความไม่สงบภายใต้นามของอิสลาม ในการก่อการร้าย และเข่นฆ่าชาวมุสลิม แม้พวกเขาจะอ้างถึงความต้องการที่จะทำลายพวกผู้ก่อการร้าย แต่สิ่งที่พวกเขาทำ คือได้ให้การสนับสนุนทั้งทางด้านงบประมาณ และอาวุธ แถมยังคอยฝึกยุทธวิธีก่อเหตุความรุนแรงให้แก่พวกผู้ก่อการร้ายอีกด้วย

 

ย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในตะวันออกกลางปัจจุบัน เราพบเสียงสะท้อนจากวจนะของท่านอิมามอะลี (อ) เช่นนั้น ก้องกังวานอยู่ระหว่างชุมชนมุสลิม และผู้นำศาสนา อาทิเช่น นักการศาสนาผู้มีชื่อเสียง อย่าง เลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์ ซัยยิดฮาซัน นัศรุลลอฮ์ และ ผู้นำสูงสุดรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อยาตุลลอฮฺ ซัยยิดอะลี คาเมเนอี ซึ่งทุกๆการตัดสินใจ และทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของทั้งสอง รวมไปถึงนโยบายต่างๆของพวกเขา ก็ถูกร่างอยู่ภายใต้กรอบของข้อศาสนาดั่งวจนะที่ว่าไว้

 

และแม้ผู้อ่านจะเป็นผู้ที่มีความเห็นมิชอบกับนักการศาสนาทั้งสอง ทว่าตรงนี้มิใช่ประเด็น เพราะการทำความเข้าใจถึงนโยบายทางการเมือง และจุดยืนของพวกเขาต่อคู่อริต่างหาก คือ ประเด็นสำคัญ และสมควรยิ่งจะนำมาขบคิด

 

ISIS เป็นชื่อที่ถูกนำมาขายภายใต้ ขบวนการต่อสู้อิสลาม ทั้งๆที่อุดมการณ์ของ ISIS และสิ่งที่พวกเขาแสดงออก กลับตรงข้ามกับหลักคำสอนของอิสลามอย่างสิ้นเชิง มันเป็นความไม่ลงรอยที่เราจำเป็นต้องศึกษาและตั้งข้อสังเกต อันมีที่ไปที่มาจากส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และความละโมบของผู้มีส่วนได้เสีย

 

แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างความเชื่อและศาสนาจะปรากฏอยู่ตามหน้าประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษ และแม้ว่าประชาชาติมุสลิมจะมีการโต้เถียงกันถึงกรณีที่ว่า นิกายหรือสำนักคิดของฝ่ายใดถูกต้องที่สุด โดยพิจารณาจากข้อกฎหมาย บทบัญญัติ และหลักจริยธรรม ทว่าบรรดานักการศาสนาต่างก็รับรู้ และแสดงออกทางความเชื่อเหมือนกันอย่างหนึ่งที่ว่า มนุษย์อาจมีความผิดพลาด แต่อิสลามนั้นสมบูรณ์ ดังนี้ ความขัดแย้งระหว่างนิกายอิสลามดั้งเดิม จึงถือกำเนิดมาจากความต้องการที่จะพิสูจน์หาหนทางแห่งพระเจ้าที่สมบูรณ์ที่สุด และมิได้เป็นไปเพื่อลบล้างความเชื่อของผู้คนอื่นด้วยความรุนแรง และไร้ความปราณี

 

ย้อนกลับไปในยุคของท่านศาสดาแต่ละองค์ ตั้งแต่ ศาสดาอาดัม,โนอาห์, อิบราฮิม, อีซา (พระเยซู), ยะฮ์ยา และศาสดามูฮัมหมัด เราจะเห็นได้ว่า ทุกท่านล้วนมีภารกิจร่วมกันเป็นหนึ่ง คือ การนำพามนุษย์เข้าสู่การเคารพภักดีคำสั่งของพระเจ้า ความเมตตากรุณาปราณีของพระองค์ที่มีต่อสิ่งถูกสร้าง รวมไปถึงการนำพามนุษย์เข้าพบกับความสงบสุขแห่งจิตวิญญาณ ถึงแม้ว่า บรรดาศาสดาเหล่านั้นจะถูกส่งลงมาในยุคสมัยและยังประชาชาติที่แตกต่างกันในหน้าประวัติศาสตร์ของเรา ทว่าสาส์นสำคัญของพวกเขากลับเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นสัจธรรมที่มิมีวันดับสลาย และมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า

 

โปรดติดตามต่อตอนที่ 5