lasted posts

Popular

ขุดโคตร ลัทธิแห่งการหลั่งเลือด ตอนที่ 6

ลัทธิประหลาดวะฮาบี

Wahabi_05

ลัทธิวะฮาบีมิได้มีค่ามากไปกว่า…ความเชื่อหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้น ที่เต็มไปด้วยความบิดเบือน คอยสร้างความแตกแยก และเป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาคมโลก ซึ่งได้ถูกทำให้แพร่ขยายไปทั่วโลกอิสลามในปัจจุบันไม่ต่างจากเนื้อร้าย หรือ ก้อนมะเร็ง และไม่เพียงเท่านั้น ความน่ารังเกียจของลัทธิแปลกปลอมนี้ยังได้ลุกลามไปคุมคามทุกๆศาสนาอีกด้วย

 

ลัทธิวะฮาบีและผลผลิตของมัน ทั้งขบวนการก่อการร้ายอัลกออิดะห์, กองกำลัง ISIS, และโบโกฮารัม (Boko Haram) แท้จริงแล้วเป็นเพียงปรากฏการณ์ของขบวนการแห่งผู้ต่อต้านหลักคำสอนของศาสนาและศีลธรรมอย่างสุดโต่ง โดยถือกำเนิดมาด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายความเชื่อและศีลธรรมอันดีงามทั้งหมดที่เคยมีมาก่อน

 

ลัทธิวะฮาบีมิได้มาจากอิสลาม และแน่นอนอิสลามย่อมมิใช่สิ่งที่ลัทธิวะฮาบีนำเสนอ-มันคงเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาอย่างถึงที่สุด หากจะเชื่อว่า อิสลามสนับสนุนอาชญากรรมสงคราม การรุกราน การปล้นสะดม และความโหดร้ายป่าเถื่อน เช่นที่สาวกจากลัทธิวะฮาบีทั้งหลายได้กระทำ

 

เพราะอิสลามที่แท้จริงต่อต้านอำนาจเผด็จการ และความอยุติธรรมทุกรูปแบบ วิถีและคำสอนแห่งอิสลามเป็นศัตรูกับ ความเท็จ ความละโมบ ความสุดโต่ง และความคลั่งไคล้บำเพ็ญตบะ อิสลามไม่เป็นมิตร กับอุดมการณ์ใดก็ตามที่ไม่สอดคล้องกับความดีงาม ความยุติธรรม ความเมตตากรุณาปราณี

 

ด้วยประการฉะนี้ ลัทธิวะฮาบีตักฟีรีสุดโต่ง จึงเป็นปฏิปักษ์กับหลักจริยธรรมของอิสลามอย่างไม่ต้องสงสัย เฉกเช่นที่คนจำนวนมากได้อธิบายไว้ – “อิสลาม” ย่อมมิใช่สิ่งเดียวกันกับ “วะฮาบี”

 

และความเป็นจริง…วะฮาบี เป็นเพียงความเชื่อที่ผิดพลาด ซึ่งถือกำเนิดมาจากการแสดงออกทางความเชื่อของชายผู้หนึ่ง ซึ่งใฝ่หาอำนาจทางการเมือง มูฮำหมัด อิบนิ อับดุล วะฮาบ ผู้ซึ่งได้รับการเลือกสรรจากจักรวรรดิอังกฤษให้ทำการบิดเบือน และบ่อนทำลายเนื้อแท้ของศาสนาอิสลาม อีกทั้งสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นระหว่างประชาชาติมุสลิม

 

ลัทธิวะฮาบีสถาปนาแผ่นดินและก่อร่างสร้างจิตวิญญาณของมันครั้งแรกที่เมือง ฮิญาซ หรือที่รู้จักกันในนาม ซาอุดิอาระเบีย ในปัจจุบัน หลังจากที่ ครอบครัว อัลซาอูด (กษัตริย์ประจำราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน) มองเห็นโอกาสทองในการกอบโกยอำนาจ ขึ้นเป็นใหญ่ จากคำสอนที่แฝงไปด้วยความรุนแรง สุดโต่งของลัทธินี้

 

สองพันธมิตรโสโครก ด้วยกำลังสนับสนุนจากจักรวรรดิอังกฤษ มหาอำนาจนักล่าอาณานิคม ผนวกพลังกันใช้อิทธิพลทางการเมือง และความเชื่อทางศาสนาเป็นเครื่องมือ จงใจลบชื่อแผ่นดินแห่งท่านศาสดา ‘ฮิญาซ’ และสถาปนามันขึ้นมาใหม่ภายใต้นาม ซาอุดิอาระเบีย คอยกัดกินผู้คนและความสงบสุขของบ้านเมือง เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าหลายศตวรรษที่ความมืดมนของเนื้อร้ายก้อนนี้ได้แผ่ขยายครอบคลุมน่านฟ้าอาหรับ และผาลทำลายความเจริญรุ่งเรืองแห่งประชาชาติมุสลิม

 

ไม่เพียงเท่านั้น ลัทธิวะฮาบียังได้สร้างผลผลิตที่น่ารังเกียจออกมารังควานประชาคมโลกอีก ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้ายไร้มนุษยธรรม และขบวนการก่อการร้ายสุดโต่งภายใต้นามแห่งศาสนาอิสลาม บรรดาลูกสมุนและสาวก ที่ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานหรืออาจจะเลวร้ายไปกว่า ซึ่งได้รับการฟูมฟักเลี้ยงดูอยู่ภายใต้ อิทธิพลของซาอุดิอาระเบียและเงินจำนวนพันล้านปิโตรดอลลาร์ (Petrodollar)ของมัน

 

และอันที่จริง ผลผลิตแห่งความโสโครกเหล่านี้มิใช่สิ่งใดเลย นอกจาก ‘อาวุธ’ ที่มหาอำนาจนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่การเข้าไปแทรกแซงทางการทหารและการเมืองของชาติที่ร่ำรวยทรัพยากรต่างๆจากทั่วทุกมุมโลกเพียงเท่านั้น

 

แม้แต่ มหาอำนาจ ซึ่งเข้าใจว่าตนมีไหวพริบ เหนือชั้นกว่า โดยได้สร้างเครือข่ายความหวาดกลัว (ผู้ก่อการร้ายในนามอิสลาม) ไว้ทั่วโลก ในวัตถุประสงค์เพื่อยึดครองอำนาจและเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ชนชั้นผู้ปกครองของตน ในท้ายที่สุดก็ยังต้องสูญเสียการควบคุมให้กับขบวนการเด็กอมมือ ISIS และพี่น้องของมัน ด้วยความเกลียดชังและความโกรธ พวกเขาประกาศแยกตัวออก และไม่ต้องการถูกผูกมัดด้วยโซ่ตรวนของบุพการี ผู้ให้กำเนิดพวกเขาอีกต่อไป

 

ความอุบาทว์ และความโหดร้ายป่าเถื่อนของ ISIS คือสิ่งตกทอด และเป็นดั่งศูนย์กลางของลัทธิวะฮาบี สลาฟีย์ ตักฟีรี และแม้ว่าโลกจะรู้ดีถึงแหล่งที่มาของเหตุก่อการร้ายต่างๆ ทว่ามันกลับไม่มีอำนาจสากลใด ลุกขึ้นต่อกรกับพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม และที่เลวร้ายไปกว่านั้น..โลกกลับเลือกที่จะเกลียดชังเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วจากผลพวงของมัน นั่นก็คือ ศาสนาอิสลาม และประชาชาติมุสลิมผู้บริสุทธิ์

 

เดือน กรกฎาคม ปี 2013 รัฐสภายุโรปได้ระบุว่า ลัทธิวะฮาบี คือแหล่งเพาะพันธุ์หลักของขบวนการก่อการร้ายโลก ส่งผลทำให้มุฟตีย์ หรือนักการศาสนาชั้นสูงของซาอุดิอาระเบีย (ซึ่งเป็นวะฮาบี) จำเป็นต้องออกมาแสดงทีท่าประณามกองกำลัง ISIS อย่างแข็งขัน ทั้งยังยืนยันอย่างหน้าตาเฉยอีกด้วยว่า “แนวคิดสุดโต่ง หัวรุนแรง และการก่อการร้าย มิใช่แนวคิดที่มาจากอิสลาม” …สงสัยว่า ท่านมุฟตีย์ผู้ยิ่งใหญ่คงจะลืมประวัติศาสตร์ความเป็นมาของลัทธิวะฮาบีของตน และสิ่งที่มันนำเสนอไปแล้วกระมัง…

โปรดติดตามต่อตอนที่  7