lasted posts

Popular

“In a time of deceit, telling the truth is a revolutionary act” – George Orwell

“ในยุคสมัยแห่งการหลอกลวง การพูดความจริง คือ การปฏิวัติ” – จอร์จ โอเวิล

ศตวรรษที่ผ่านมา โลกของเราถูกบดบังด้วย ‘โรคหวาดกลัว’ หรือ โรคระบาดชนิดใหม่ ที่ซึ่งอำนาจตะวันตกป่าวประกาศไว้ว่า สามารถพบเชื้อของมันได้จากวิถีปฏิบัติของชาวมุสลิมและหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม และแม้ว่าบรรดานักการเมืองจะพยายามระมัดระวัง ไม่ให้มีการตีตราชาวมุสลิมทุกๆ คนในที่สาธารณะว่าเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’ ทว่าชาวมุสลิมก็ยังมิวายตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวินาศกรรม และอยู่เบื้องหลังทุกเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตามสถานที่ต่างๆร่ำไป.. คำว่า “ก่อการร้าย” และ “อิสลาม” ถูกจับมาใช้คู่กันหลายต่อหลายครั้ง อย่างที่ปรากฏตามสื่อกระแสหลัก เป็นการโฆษณาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเชื่อโดยสำนึกว่า อิสลาม คือ ศาสนาแห่งการก่อการร้ายจริงๆ และนี่ไม่ใช่ “การใส่ความ” ไม่ใช่แบบแผนที่ถูกกำหนดไว้โดยอหังการผู้กระหายอำนาจ แต่เป็นความจริง…

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบ และสร้างความขัดแย้งตามมาหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้น คือ มันได้ให้กำเนิด ‘สงครามแห่งวาทะ’ (War of words) ที่ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์และต่อต้านศาสนาอิสลามกับชาวมุสลิมจากสื่อกระแสหลักอย่างโจ่งแจ้ง ทว่าจุดมุ่งหมายของมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างเข้าใจง่าย เพราะมันวางอยู่บนความละโมบของมหาอำนาจตะวันตก ผู้ต้องการใช้สมรภูมิแห่งนี้ เป็นเครื่องมือลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม (dehumanizing) ท่ามกลางสายตาของประชาคมโลก ในความต้องการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตน เพื่อเข้าไปจัดวางกองกำลังทหาร ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับความอยู่รอดทางศีลธรรม และการมอบเสรีภาพให้แก่ประชาชนในประเทศตะวันออกกลาง ทั้งๆที่ความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการจากการเข้าไปแทรกแซงประเทศอื่นคือ ทุกสิ่งอื่นๆ เว้นแต่สิ่งที่พวกเขาโฆษณาไว้.. ดังนี้ เมื่อชาวมุสลิมตะวันออกกลางถูกหมายหัวโดยประชาคมโลกว่า มิใช่ ‘มนุษย์ปกติ’ แต่เป็น ‘อมนุษย์’ ป่าเถื่อน ผู้ไร้อารยะธรรม อำนาจตะวันตกจึงประสบความสำเร็จในการวางรากฐานเพื่อเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมทางการเมืองของประเทศเหล่านั้นอย่างง่ายดาย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอิรัก หลังเหตุโจมตีบันลือโลก 11 กันยา คือ ตัวอย่างที่สมบูรณ์หนึ่งของเรื่องที่เรากำลังพูดถึง แม้ทหารสหรัฐฯจะก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่ออิรัก ไม่ว่าจะมีการข่มขืน จู่โจมและการสังหารหมู่ต่อประชาชนชาวอิรัก ในรูปแบบของวิธีการทรมานอย่างเป็นระบบและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทว่าวอชิงตันยังคงอ้างว่า สิ่งเหล่านั้นคือ การกระทำที่มีคุณธรรมสูง ทั้งยังโต้แย้งอีกว่า การกระทำที่ถูกต้อง บางครั้งก็จำเป็นต้องดำเนินการด้วยความเด็ดขาด

เห็นได้ชัดว่า นับตั้งแต่วันที่ ตึก World Trade Center ถล่มลงมาราบกับพื้นดิน ภูมิภาค MENA (ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ) และชาวมุสลิมที่อาศัยในอยู่ระแหวกนั้นทั้งหมด จำต้องตกที่นั่ง กลายเป็นจำเลยสังคม ไม่ต่างจากลูกแกะบูชายันต์ ยืนต่อคิวรับกรรมไปยังแท่นบูชายันต์ของจักรวรรดินิยม ซึ่งหากจะมีองค์กรใด หรือใครสักคนที่ได้รับผลประโยชน์จากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) สุดอลังการนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเหล่าผู้ค้าอาวุธสงคราม และบรรดาบริษัทมหาชนอเมริกันหน้าเลือด ผู้หนุนหลังและคอยหล่อเลี้ยงการคลังของมหาอำนาจ

หลักฐานและสัญญาณของมันหรือ? ต่างปรากฏเป็นความจริงอยู่ดาษดื่น ถ้าคุณใส่ใจพอที่จะมองหา!

และหากว่าการพูดความจริง เป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมคบคิดงมงาย! ดังนั้น ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นเถิด!

‘ความหวาดกลัว’ (Terror) ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ และถูกปล่อยออกมา ในรูปแบบของอาวุธทำลายล้างสูง และมันคือ Trojan Horse (โปรแกรมที่ถูกสร้างมาเพื่อปฏิบัติการ “ล้วงความลับ” ) ทางการเมือง.. ก็แล้วจะมีวิธีอื่นใดอีกเล่า ที่สามารถใช้ควบคุมทิศทางของข้อมูล และผลของสงคราม ได้ดีเสียยิ่งไปกว่า การสร้างวิกฤติการณ์นั้นขึ้นมาเองด้วยมือข้างหนึ่ง ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งก็ทำท่าวิ่งเต้นหาวิธีแก้ไขวิกฤตการณ์เหล่านั้น??

ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ 11 กันยาแล้วล่ะก็…อัฟกานิสถาน และอิรักก็คงจะไม่ถูกรุกราน และแม้จะโต้เถียงว่า ปราศจากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ป่านี้ชาวอเมริกันก็คงจะรื่นรมย์ไปกับเสรีภาพของพลเมือง และศัพท์บัญญัติ อย่างเช่น คำว่า rendition (การตีความ) และคำว่า institutionalized torture (การทรมานในรูปแบบสถาบัน) ก็คงจะไม่กลายมาเป็นศัพท์ทั่วไป แต่เราต้องไม่ลืมว่า ถ้าไม่มี 11 กันยา บรรดาบริษัทมหาชนก็คงจะไม่มีวัน แลเห็นผลกำไรทางธุรกิจของพวกเขาพุ่งกระฉูดจากการไหลทะลักเข้ามาของจำนวนเงินกว่าพันล้านดอลล่า ผ่านธุรกิจการค้าอาวุธ ข้อเสนอรักษาความปลอดภัย และสัมปทานน้ำมัน อย่างที่เกิดขึ้น

กระนั้น หากว่า บริษัทมหาชนอเมริกัน จะหงายการ์ด Terror สร้างความหวาดกลัวขึ้นมา ด้วยความต้องการต่อยอดความละโมบ และหล่อเลี้ยงอาชญากรรมในรูปแบบของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมต่อไป มันก็มิใช่แนวคิดที่เพิ่งจะถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด ทว่า มันก็เหมือนกับยุคล่าอาณานิคม พวกเขาเพียงแต่หยิบการ์ดใบใหม่ขึ้นมา ในกลวิธีการเล่นแบบเดิม เพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายใหม่ของพวกเขาต่างหาก

ณ จุดนี้เองในประวัติศาสตร์ ที่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งอีกครั้งหนึ่ง กับวิธีการที่ มารร้ายอย่าง ลัทธิวะฮาบี เข้ามามีบทบาทในศาสนาอิสลามและสังคมโลก เราต้องศึกษาถึงที่มาที่ไป และภายใต้อิทธิพลของผู้ใดกัน ที่ทำให้ลัทธิแปลกปลอมนี้มีชีวิต และสามารถหายใจต่อไปได้เรื่อยๆ…..แน่นอนว่าจะต้อง หนีไม่พ้น เงาอิทธิพลของจักรวรรดินิยม ซึ่งซุ่มซ่อนอยู่…

มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า ISIS หรือ ดาวรุ่งหน้าใหม่ของวงการแสดงการก่อการร้ายโลก ตามนโยบายสร้างความหวาดกลัวสมัยใหม่นี้ หาได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับศาสนาอิสลามไม่ ! ไม่มีแม้แต่เพียงสักนิดเดียว!