lasted posts

Popular

หากเราพิจารณาคำพูดต่างๆ ของทรัมป์ในซาอุดิอาระเบีย เราสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่า คำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าขัน และจะต้องกล่าวว่าเป็นการเสแสร้งตลบแตลง แต่สื่อและบรรดานักวิเคราะห์นั้นยับยั้งตนเองจากการที่จะพูดถึงมัน…”

ตามรายงานของญอมนิวส์ เว็บไซต์อเมริกัน “Huffington Post” ได้ตีพิมพ์บทบันทึกหนึ่งที่พูดถึงการเดินทางของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ไปยังซาอุดีอาระเบีย และทำการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อชาวมุสลิม

ในรายงานนี้ได้กล่าวว่า : “หากเราพิจารณาคำพูดต่างๆ ของทรัมป์ในซาอุดิอาระเบีย เราสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่า คำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าขัน และจะต้องกล่าวว่าเป็นการเสแสร้งตลบแตลง แต่สื่อบรรดานักวิเคราะห์นั้นยับยั้งตนเองจากการที่จะพูดถึงมัน

ประการแรก ทำไมทรัมป์จะต้องเดินทางไปซาอุดิอาระเบีย เพื่อทำให้ชาวมุสลิมรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันหรือ? ความคิดที่ว่าเพื่อชาวมุสลิมจะได้รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางประชาชนทั้งหมดของโลกนั้นจำเป็นต้องอาศัยทรัมป์ ความคิดเช่นนี้เป็นการดูถูกชาวมุสลิม ยิ่งไปกว่านั้น

กษัตริย์ซัลมานและบรรดาผู้นำชาวซาอุฯ ตามที่ทรัมป์ได้กล่าวไว้ หาใช่เป็นผู้นำของโลกอิสลามแต่อย่างใดไม่! ซาอุดิอาระเบียมีประชากรเพียงร้อยละ 2 ของประชากรมุสลิมทั่วทั้งโลก และในทัศนะของชาวมุสลิม พวกเขาเป็นพวกสุดโต่ง

ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ของโลกไม่ชอบนโยบายต่างๆ ของซาอุดีอาระเบีย และพวกเขาเชื่อว่ารัฐบาลซาอุฯ ตีความศาสนาอิสลามด้วยความคิดที่คับแคบ มุสลิมคนใดหรือที่จะชอบฟังคำพูดของทรัมป์ และนั่นก็เป็นเพราะหลังจากที่ทรัมป์ได้แสดงคำพูดต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความอคติและการเหยียดเชื้อชาติ ที่เขาได้กล่าวถึงเกี่ยวกับศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม

การแสดงทัศนะที่สร้างความเกลียดชังต่ออิสลามและคำพูดต่างๆ ที่ไร้สาระและไร้ความคิดเกี่ยวกับอิสลาม เป็นส่วนหนึ่งที่ชัดเจนยิ่งจากการเล่นลิ้นต่างๆ ของทรัมป์ มันเป็นเรื่องน่าขันที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้เดินทางไปยังซาอุดีอาระเบีย เพื่อที่จะทำการพูดคุยกับชาวมุสลิม ในขณะที่เขาไม่เพียง แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ ต่อชาวมุสลิมในประเทศของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นปีศาจที่ชั่วร้ายและน่าหวาดกลัว แถมยังได้ออกกฎหมายต่อต้านพวกเขา

แม้ในซาอุดิอาระเบียเอง ทรัมป์ก็ไม่ได้ยับยั้งที่จะพูดคำพูดต่างๆ อย่างเช่น “การก่อการร้ายอิสลาม” เป็นคำพูดที่จะอ้างสัมพันธ์ของการก่อการร้ายไปยังอิสลาม ในขณะที่ศาสนาอิสลามนั้น ต่อต้านการก่อการร้ายอย่างรุนแรง

หากทรัมป์ต้องการที่จะต่อสู้กับการก่อการร้ายจริงๆ แล้ว ก็จะต้องกดดันอิสราเอลให้หยุดการตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย สหรัฐฯ จะต้องหยุดให้การสนับสนุนต่างๆ ต่อระบอบการปกครองที่กดขี่และปราบปรามประชาชน และจะต้องเลิกการสร้างความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia)”

ที่มา : jamnews

แปล : ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

Cr.islamicstudiesth