lasted posts

Popular

Yemen_in_islam-2

  1. ความภาคภูมิใจที่ไม่มีใครเหมือนสำหรับชาวเยเมนในหนังสือ “อัลฆ็อยบะฮ์” ของนุอ์มานี ได้รายงานจากญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อัลอันซอรี ซึ่งเล่าว่า : ชาวเยเมนได้มาพบท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ด้วยใบหน้าที่เบิกบานและมีความสุข เมื่อพวกเขาเขาไปยังท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ท่านกล่าวว่า “หมู่ชนผู้มีจิตใจเมตตาสงสาร มีศรัทธาที่มั่นคงแข็งแกร่ง และมันซูร (ผู้ได้รับการช่วยเหลือ) จะมาจากพวกเขา เขาจะยืนหยัดขึ้นพร้อมกับนักต่อสู้จำนวนเจ็ดหมื่นคน เพื่อช่วยเหลือลูกหลาน (คอลัฟ) ของฉันและลูกหลานของผู้สืบทอด (วะซีย์) ของฉัน สายสะพายดาบของพวกเขาคือมะซัด (เชือกที่ทำจากเส้นใยหรือใบของต้นอินทผาลัม)”

พวกเขาได้กล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์! วะซี (ผู้สืบทอด) ของท่านคือใคร” ท่านกล่าวว่า “คือผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาให้พวกท่านยึดมั่นต่อเขา โดยที่พระองค์ทรงตรัสว่า

وَاعْتَصِمُوا بِحَبْلِ اللَّهِ جَمِيعًا وَلَا تَفَرَّقُوا

“และพวกเจ้าจงยึดมั่นต่อสายเชือกของอัลลอฮ์โดยพร้อมเพียงกันและจงอย่าแตกแยกกัน”

(อัลกุรอานบทอาลิอิมรอน โองการที่ 103)

พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์! โปรดอธิบายแก่พวกเราเถิดว่าสายเชือกนี้คืออะไร” ท่านกล่าวว่า “มันคือพระดำรัสของอัลลอ์ที่ทรงตรัสว่า

إِلَّا بِحَبْلٍ مِّنَ اللَّهِ وَحَبْلٍ مِّنَ النَّاسِ

“(ความต่ำช้าได้ถูกฟาดลงบนพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเขาถูกพบ) นอกจากการยึดสายเชือกหนึ่งจากอัลลอฮ์ และสายเชือกหนึ่งจากมนุษย์”

(อัลกุรอานบทอาลิอิมรอน โองการที่ 112)

        “โดยที่สายเชือกจากอัลลอฮ์นั้นคือคัมภีร์ของพระองค์ และสายเชือกจากมนุษย์นั้นคือวะซี (ผู้สืบทอด) ของฉัน” พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์! วะซี (ผู้สืบทอด) ของท่านคือใคร”

ท่านกล่าวว่า “คือผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับเขาว่า

أَن تَقُولَ نَفْسٌ يَا حَسْرَتَا عَلَىٰ مَا فَرَّطتُ فِي جَنبِ اللَّهِ

“(หรือก่อนที่จะถึงวาระที่) แต่ละชีวิตจะพากันกล่าวว่า โอ้ความเศร้าโศกเสียใจของข้าเอ๋ย! เป็นเพราะการละเลยของข้าต่อสิ่งที่อยู่เคียงข้างอัลลอฮ์”

(อัลกุรอานบท อัซซุมัรโองการที่ 56)

พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์! สิ่งที่อยู่เคียงข้างอัลลอฮ์นั้นคืออะไร” ท่านกล่าวว่า “เขาคือผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับเขาว่า

وَيَوْمَ يَعَضُّ الظَّالِمُ عَلَىٰ يَدَيْهِ يَقُولُ يَا لَيْتَنِي اتَّخَذْتُ مَعَ الرَّسُولِ سَبِيلًا

“และวันที่ผู้อธรรมจะกัดมือของเขาแล้วจะกล่าวว่า โอ้ความหวังของฉัน! ฉันน่าจะยึดแนวทางอยู่กับศาสนทูต”

(อัลกุรอานบทอัลฟุรกอน โองการที่ 27)

“เขาคือวะซี (ผู้สืบทอด) ของฉัน และเป็นแนวทางไปสู่ฉันภายหลังจากฉัน” พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์! ด้วยสิทธิของ (อัลลอฮ์) ผู้ทรงแต่งตั้งท่านมาพร้อมด้วยสัจธรรม โปรดทำให้พวกเราได้เห็นเขาเถิด พวกเราปรารถนาที่จะได้เห็นเขา”

ท่านกล่าวว่า “เขาคือผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้เขาเป็นสัญลักษณ์สำหรับปวงศรัทธาชนผู้มีวิจารณญาณ ดังนั้นหากพวกท่านได้มองไปยังเขาด้วยการมองของผู้ที่มีหัวใจหรือผู้ที่มีหูในการรับฟังโดยที่เขาเป็นสักขีพยานแล้ว พวกท่านก็จะรู้ได้ว่าเขาคือวะซี (ผู้สืบทอด) ของฉัน เหมือนกับที่พวกท่านรู้ว่าฉันคือศาสดาของพวกท่าน พวกท่านจงค้นหาดูในแถวทั้งหลายและจงตรวจสอบดูใบหน้าทั้งหลายเถิด ผู้ใดก็ตามที่หัวใจของพวกท่านโน้มเอียงไปยังเขา เขาก็คือบุคคลผู้นั้น เนื่องจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกริกเกียรติผู้ทรงเกรียงไกร ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า

فَاجْعَلْ أَفْئِدَةً مِّنَ النَّاسِ تَهْوِي إِلَيْهِمْ

“ดังนั้นขอพระองค์ทรงทำให้จิตใจของปวงมนุษย์โน้มเอียงไปสู่ความรักในพวกเขาด้วยเถิด”

(อัลกุรอานบทอิบรอฮีม โองการที่ 37)

        “ทั้งโน้มเอียงไปสู่ความรักในตัวเขาและในตัวเชื้อสายของเขา”

ญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อัลอันซอรี ได้กล่าวว่า : อบูอามิร อัลอัชอะรี ได้ยืนขึ้นท่ามกลางชาวเผ่าอัชอัร และอบูฆุรเราะฮ์ อัลเคาลานี ได้ยืนขึ้นท่ามกลางชาวเผ่าเคาลานและศ็อบยาน และอุษมาน บินเกซและอุรนะฮ์ อัดเดาซี ก็ได้ยืนขึ้นท่ามกลางชาวเผ่าเดาซ์ และลาฮิก บินอะลาเกาะฮ์ก็ยืนขึ้นด้วยเช่นกัน พวกเขาได้มองไปยังแถวต่างๆ และตรวจสอบดูใบหน้าทั้งหลาย และพวกเขาได้จับไปที่มือของท่านอะลี (อ.) และกล่าวว่า “หัวใจของพวกเราโน้มเอียงไปยังบุคคลผู้นี้ โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์!” ดังนั้นท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จึงกล่าวว่า “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิแด่อัลลอฮ์ พวกท่านรู้จักวะซี (ผู้สืบทอด) ของศาสนทูตของอัลลอฮ์ก่อนที่พวกท่านจะถูกแนะนำให้รู้จักเขา และพวกท่านก็รู้ว่าวะซีของฉันคือเขาผู้นี้”

ในช่วงเวลานั้นเองพวกเขาได้ร้องไห้ด้วยเสียงดัง พร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์! พวกเราได้มองไปยังแต่ละคนของกลุ่มชนเหล่านี้ แต่หัวใจของพวกเราไม่โน้มเอียงไปยังพวกเขาเลย แต่เมื่อพวกเราได้มองเห็นเขา (อะลี) หัวใจของพวกเราก็สั่นเทา จากนั้นจิตใจของพวกเราก็รู้สึกสงบมั่น ตับไตของพวกเราผันผวน ดวงตาของพวกเราต้องหลั่งน้ำตา และจิตใจของพวกเราเย็นฉ่ำและเกิดความสงบ ประหนึ่งว่าเขาคือบิดาของพวกเราและพวกเราเป็นลูกๆ ของเขา” ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

وَ مَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ وَ الرَّاسِخُونَ فىِ الْعِلْم

“และไม่มีใครรู้ในการตีความโองการนั้นได้นอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่เชี่ยวชาญในความรู้เท่านั้น”

(อัลกุรอานบทอาลุอิมรอน โองการที่ 7)

        “เนื่องจากสถานะที่พวกท่านมีต่อพวกเขา (อะฮ์ลุลบัยต์) ทำให้พวกท่านได้รับความดีงามจากอัลลอฮ์ และพวกท่านคือผู้ที่ห่างไกลจากไฟนรก”

ญาบิรได้กล่าวว่า : บรรดาหมู่ชน (ชาวเยเมน) ผู้มีวิจารณญาณเหล่านี้ได้คงอยู่ (ในมะดีนะฮ์) จนกระทั่งได้เข้าร่วมในสงครามญะมั้ลและสงครามซิฟฟีนเคียงข้างท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) และอัลลอฮ์ทรงเมตตาพวกเขาทั้งหมด โดยที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้แจ้งข่าวดีต่อพวกเขาด้วยสรวงสวรรค์ และได้บอกแก่พวกเขาว่า พวกเขาจะเป็นชะฮีด (พลีชีพ) เคียงข้างท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ (อ.) (อัลฆ็อยบะฮ์, นุอ์มานี, หน้าที่ 39 ; บิฮารุ้ลอันวาร, เล่มที่ 36, หน้าที่ 112)

มัรฮูมอายะตุลลอฮ์มีรซาอบุลฮะซัน ชะอ์รอนี (เสียชีวิตในวันที่ 7 เดือนเชาวาล ฮ.ศ.1393) ได้เขียนในเชิงอรรถของท่านในหนังสือ “ชัรห์ อุซูลุลกาฟี” ของ “มุลลาซอและห์ มาซันดารอนี” เกี่ยวกับชาวเยเมนว่า : ชาวเยเมนได้รับการยกย่องเชิดชูไว้ในฮะดีษ (วจนะ) จำนวนมากของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กระทั่งว่าท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

أَجِدُ نَفَسَ الرحمان مِنْ قِبَلِ الْيَمَنِ

“ฉันสัมผัสลมหายใจของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตามาจากทิศทางของเยเมน”

ชาวเยเมนเป็นชีอะฮ์มาแต่เดิมและมัซฮับชีอะฮ์นั้นได้แผ่ขยายออกไปทั่วโลกโดยสื่อพวกเขา และท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) คือบุคคลแรกที่ได้ชี้นำทาง (ฮิดายะฮ์) พวกเขามาสู่อิสลามโดยคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ส่วนใหญ่ของชาวชีอะฮ์ในเมืองกูฟะฮ์คือชนเผ่าต่างๆ ที่อพยพไปจากเยเมน และชาวเผ่าอัชอัร (อัชอะรี) ซึ่งได้อพยพไปยังเมืองกุม (ประเทศอิหร่าน) ก็เป็นชาวเยเมน และเป็นสาเหตุทำให้สายธารชีอะฮ์แผ่ขยายอย่างกว้างขวางจากเมืองกุมไปสู่เมืองอื่นๆ

ชาวเยเมนรอดพ้นจากการรุกรานของชาวมองโกล ตรงข้ามกับประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ที่ยังคงดำรงมั่นอยู่บนหลักการต่างๆ ของอิสลามในการปกครองของพวกเขา และวัฒนธรรมของฝรั่งมังค่า จารีตของชาวคริสต์และขนบธรรมเนียมประเพณีของบรรดาผู้ปฏิเสธ (กุฟฟาร) ที่อันตรายและความเสียหายของมันที่มีต่ออิสลามและชาวมุสลิมนั้นก็มีมากยิ่งกว่าการรุกรานของมองโกล แต่จวบจนถึงยุคสมัยของเราก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อชาวเยเมนเลย และจนถึงขณะนี้พวกเขายังมั่นคงอยู่บนบทบัญญัติ (อะห์กาม) และมารยาทต่างๆ แบบอิสลาม และในทุกพื้นที่พวกเขาสามารถต้านทานอารยธรรมตะวันตกและรักษามรดกของอิสลามไว้ได้

อินชาอัลลอฮ์ (หากพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์) ขอพระองค์โปรดทรงพิทักษ์ปกป้องพวกเขาจากการกระซิบกระซาบของบรรดามารร้าย (ชัยฏอน) ชาวฝรั่ง และทรงทำให้พวกเขายืนหยัดอยู่บนแนวทางอันเที่ยงตรงของอิสลาม และขอพระองค์ทรงโปรดชี้นำชาวมุสลิมทั้งหลายไปสู่แนวทางของประชาชนชาวเยเมน และด้วยสิทธิของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และวงศ์วานของมุฮัมมัด (อ.) ขอพระองค์ทรงทำให้อุตริกรรม (บิดอะฮ์) ความหลงผิด ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกปฏิเสธ (กุฟฟาร) ห่างไกลจากพวกเขาด้วยเถิด (ชัรห์ อุซูลุลกาฟี, เล่มที่ 4, หน้าที่ 281)

ที่มา : islamicstudiesth.com