lasted posts

Popular

Yemen_in_islam-1

ประเทศเยเมนในวันนี้เนื่องจากการรุกรานและการโจมตีอย่างป่าเถื่อนของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้กลายเป็นจุดสนใจของชาวมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวชีอะฮ์ การทบบวนสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหลายเกี่ยวกับเยเมนและชาวเยเมน แสดงให้เห็นว่าดินแดนนี้เป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมและประชาชนที่มีการศึกษาสูง และเป็นที่รักของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหลายไปสู่เยเมนและชาวเยเมนในวันนี้ ก็คือบทบาทที่ถูกกล่าวถึงสำหรับชาวเยเมนในริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ ที่เกี่ยวกับยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน) และการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ (อ.ญ.) และเป็นตัวสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่าบางทีเหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในเยเมนขณะนี้ คือไพ่ใบหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใกล้บรรลุความจริงของสัญญาณที่แน่นอนของการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) เนื้อหาต่อไปนี้เป็นการพิจารณาโดยสังเขปเกี่ยวกับริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ เกี่ยวกับเยเมนที่ถูกพบในหนังสือริวายะฮ์ของชีอะฮ์และบางส่วนของตำราพี่น้องซุนนี ซึ่งจะขอนำเสนอในสามส่วนดังต่อไปนี้

ก. การยกย่องสรรเสริญเยเมนและชาวเยเมนในริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ

ข. บุคคลสำคัญของเยเมนในอิสลามและในสายธารชีอะฮ์

ค. บทบาทของชาวเยเมนในการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ความสำคัญของเยเมนและชาวเยเมนในหลักฐานของอิสลาม ตอนที่ 2

       ข. บุคคลสำคัญของเยเมนในอิสลามและในสายธารชีอะฮ์

บุคคลสำคัญและมีความโดดเด่นจากชาวเยเมนที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อิสลามและในสายธารชีอะฮ์ ซึ่งจะขอชี้ให้เห็นบางส่วนโดยสังเขปไว้ ณ ที่นี้คือ

  1. ชาวอันซอรมีต้นกำเนิดมาจากเยเมน ต้นกำเนิดและรากฐานที่มาของชาวอันซอรซึ่งประกอบด้วยชน 2 เผ่า คือเผ่า “เอาซ์”และ “ค็อซร็อจญ์” และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างไม่มีใครเหมือนในชัยชนะของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ที่มีต่อบรรดาผู้ตั้งภาคี (มุชริกีน) และบรรดาผู้ปฏิเสธ (กุฟฟาร) ในคาบสมุทรอาหรับความมั่นคงของอิสลามนั้นย้อนกลับไปที่เผ่า “อะซัด”(قبيلة الأزد) ซึ่งเป็นชาวเยเมน และผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าคำยกย่องเชิดชูต่างๆ ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ต่อเยเมนและชาวเยเมนนั้นก็เนื่องมาจากประเด็นนี้
  2. การปกป้องอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ของชาวเยเมน หลังจากเหตุการณ์ซะกีฟะฮ์ จำนวน 23 คนที่ประกอบขึ้นเป็นชีอะฮ์ของท่านอิมามอะลี (อ.) ชุดแรกหลังจากเหตุการณ์ “ซะกีฟะฮ์” 10 คนจากพวกเขาเป็นชาวอันซอรที่มีเชื้อสายเป็นชาวเยเมนได้ปรากฏในคำรายงาน (ริวายะฮ์) บทหนึ่งว่า เมื่อซิยาด บินละบีด อันซอรี ได้เป็นตัวแทนของคอลีฟะฮ์ในเมืองฮัฎรอเมาต์ในเยเมน ผู้นำชนเผ่าบางคนของเยเมนได้กล่าวกับเขาว่า “พวกเราจะเชื่อฟังอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทำไมพวกท่านจึงหักห้ามพวกเขาจากการเป็นค่อลีฟะฮ์” (นักเช่ กอบาอิล ยะมะนี ดัร ฮิมายัต อาซ อะฮ์ลุลบัยต์ (บทบาทของเผ่าต่างๆ ของเยเมนในการสนับสนุนอะฮ์ลุลบัยต์) หน้าที่ 86)
  3. ข้อเสนอแนะของอิบนิอับบาสต่อท่านอิมามฮุเซน (อ.) เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) ได้ตัดสินใจที่จะเดินทางมุ่งสู่นครกูฟะฮ์ อับดุลลอฮ์ อิบนิอับบาสได้ขอร้องท่านอิมาม (อ.) ให้เดินทางไปยังเยเมนแทนนครกูฟะฮ์ และให้พำนักอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนั้น เนื่องจากในดินแดนดังกล่าวมีชาวชีอะฮ์จำนวนมากซึ่งหัวใจของพวกเขาผูกพันอยู่กับอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) (อัคบาร อัฏฏุวาล, อบูหะนีฟะฮ์ ดัยนะวะรี, แปลโดย มะห์มูด มะฮ์ดี ดอเมฆอนี, สำนักพิมพ์ เนย์, หน้าที่ 292)
  4. จำนวน 34 คน จากบรรดาชะฮีด (ผู้สละชีพ) ในกัรบะลาเป็นชาวเยเมน นักประวัติศาสตร์บางคนถือว่าในท่ามกลางบรรดาชะฮีด (ผู้สละชีพ) ในกัรบะลาเคียงข้างท่านอิมามฮุเซน (อ.) จำนวน 72 คนนั้น 34 คนของพวกเขาเป็นชาวเยเมน (นักเช่ กอบาอิล ยะมะนี ดัร หิมายัต อาซ อะฮ์ลุลบัยต์ (บทบาทของเผ่าต่างๆ ของเยเมนในการสนับสนุนอะฮ์ลุลบัยต์) หน้าที่ 200)
  5. ชาวเยเมนในขบวนการเคลื่อนไหว “อัตเตาวาบีน” หลังจากเหตุการณ์ในวันอาชูรอ ชาวชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งได้รู้สึกสำนึกผิดอย่างรุนแรงจากการที่พวกเขาบกพร่องในการป้องกันท่านอิมามฮุเซน (อ.) และเพื่อที่จะชดเชยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นพวกเขาได้จัดตั้งขบวนการต่างๆ เพื่อต่อต้านอำนาจการปกครองของบนีอุมัยยะฮ์ หนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้คือการดำเนินการทางด้านการทหารของกลุ่ม “อัตเตาวาบีน” ที่ได้เริ่มต้นการเคลื่อนไหวต่อต้านของตนโดยการนำของ “สุไลมาน บินซอร็อด คุซาอี” ชาวเยเมนคือส่วนหนึ่งจากบรรดาสมาชิกหลักของขบวนการต่อสู้ของชาวชีอะฮ์นี้ และต่อมาพวกเขาได้เสียชีวิตลงในการปกป้องอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) (บทความการพิจารณาโดยสังเขปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวชีอะฮ์เยเมน, เขียนโดย ฟัตตาห์ ฆุลามี, อ้างอิงจากหนังสือ ตะชัยยุอ์ ดัร มะซีร ตารีค, หน้าที่ 272)
  6. อุเวซ กอรอนี : “อุเวซ บินอามิร มุรอดี กอรอนี” ชาวเยเมน เนื่องความศรัทธาที่แกร่งกล้าและมั่นคงของเขา และเนื่องจากการยอมรับวิลายะฮ์ (อำนาจการปกครอง) ของท่านอิมามอะลี (อ.) และการเป็นชะฮีด (สละชีพ) ในการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ท่าน เขาจึงถูกนับว่าเป็นหนึ่งในบุคคลชั้นแนวของโลกอิสลามและชีอะฮ์ อุเวซเข้ารับอิสลามในขณะที่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ยังมีชีวิตอยู่ แต่เนื่องจากความจำเป็นที่เขาต้องดูแลรับใช้มารดาของเขาทำให้เขาไม่สามารถไปพบท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ บรรดานักประวัติศาสตร์จึงนับเขาเข้าอยู่ในกลุ่ม “ตาบิอีน” (ชนยุคถัดจากซอฮาบะฮ์)

ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวเกี่ยวกับเขาว่า

إِنَّ خَيْرَ التَّابِعِينَ رَجُلٌ يُقَالُ لَهُ أُوَيْسٌ وَلَهُ وَالِدَةٌ وَكَانَ بِهِ بَيَاضٌ فَمُرُوهُ فَلْيَسْتَغْفِرْ لَكُمْ

“แท้จริงตาบิอีนที่ดีเลิศที่สุด คือชายคนหนึ่งที่ถูกเรียกชื่อว่า อุวัยส์ เขามีมารดาและเขาเป็นคนผิวขาว ดังนั้นพวกท่านจงขอให้เขาทำการอิสติฆฟาร (ขออภัยโทษจากอัลลอฮ์) ให้แก่พวกท่านเถิด”

(ซอเฮี๊ยะห์มุสลิม, เล่มที่ 4, หน้าที่ 1968 ; อัฏฏอบากอตุ้ลกุบรอ, เล่มที่ 6, หน้าที่ 163)

และท่านได้กล่าวว่า “ในวันกิยามะฮ์ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพในปรโลก) อุเวซจะให้การอนุเคราะห์ (ชะฟาอะฮ์) แก่คนจำนวนมาก” (อัลอิรชาด, เชคมุฟีด, เล่มที่ 1, หน้าที่ 316 ; ริญาล กัชชี, เล่มที่ 1, หน้าที่ 316) และท่านยังได้กล่าวอีกว่า

خَليلي مِن هذهِ الامّةِ اويسُ القَرَنِي

“สหายของฉันจากประชาชาตินี้ คืออุเวซ อัลกอรอนี”

(อัฏฏอบากอตุ้ลกุบรอ, เล่มที่ 6, หน้าที่ 163 ; ตารีค มะดีนะฮ์ ดะมิขก์, เล่มที่ 9, หน้าที่ 442)

ในการอิบาดะฮ์ (นมัสการ) ต่อพระผู้เป็นเจ้านั้น อุเวซมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากและบางครั้งใช้เวลาทั้งคืนอยู่ในสภาพของการซุหญูดต่อพระผู้เป็นเจ้า อุเวซเป็นสหายคนพิเศษของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) ที่ทำการต่อสู้ในสงครามญะมัลและสงครามซิฟฟีนเคียงบ่าเคียงไหล่ท่าน และเขาได้เป็นชะฮีดในสงครามซิฟฟีนตามคำสัญญาของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) (อุซุดุลฆอบะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 333, เลขที่ 331 ; ริญาล กัชชี, เล่มที่ 1, หน้าที่ 316)

ที่มา : islamicstudiesth.com