lasted posts

Popular

คำบรรยาย เปิดโปงซุนนะฮ์จอมปลอม โดย อ.อับดุลฮากีม วันแอเลาะ (9)  

 

images (5)

 

ผมจะเล่าประวัติให้ฟังแล้วท่านจะเข้าใจในทันทีเลยว่าทำไมมันถึงแปลกประหลาด ผมไม่ได้ตำหนิ แล้วบางทีผมก็มานั่งคิดว่า หลายคนมาบอกผมว่าอาจารย์ควรจะได้ชี้แจงบ้างเพราะถ้าไม่ชี้แจงต่อไปจะมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ไปสังกัดเป็นวะฮาบีไปสังกัดเป็นคณะใหม่ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วก็มันเป็นวิธีการเดียวกัน ท่านไปดูประวัติได้เลย เป็นวิธีการเดียวกันเมื่อได้ศึกษาเรียนรู้ และอีกอย่างหนึ่งที่ชอบศึกษาเรียนรู้คืออะไร มูฮัมมัด บิน อัลดุลวาฮาบเนี่ย คือชอบศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวในประวัติของมูซัย…3/12.19 หรือบุคคลที่เคยอ้างตัวว่าเป็นนบีหลังจากที่นบีได้วะฟาตไปแล้ว ไม่รู้ว่าได้รับแรงบันดาลใจอะไรมาด้วยหรือไม่ผมไม่ทราบ นี่เป็นการบอกไปตามประวัติ และสิ่งที่ผมมาพูดนี้ผมไม่ได้นั่งเทียนมาพูดมาคุยกับท่าน จากตำราที่พูดเกี่ยวกับเรื่องวะฮาบีโดยเฉพาะหลากหลายเล่ม ที่เหลือยังถ่ายเอกสารมาอีกหลายฉบับแต่ว่าเวลาไม่อำนวยที่จะพูดจะคุย แต่ผมจะยกตัวอย่างให้ในบางเรื่องบางประการ แต่บอกให้รู้ก่อนว่าเมื่อได้มีการศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนเหล่านี้ที่เป็นผู้นำได้ทำกายปฏิวัติอย่างเป็นทางการ โดยตำหนิประณามหลายสิ่งหลายประการ สิ่งที่มีการละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่งต่อมาในภายหลังนี้ก็คือเขาจะถือว่ากลุ่มของเขาเท่านั้นคือมุสลิมที่สมบูรณ์แบบ ที่เหลือนอกจากนั้นก็ถือว่าเป็นมุชริกหมด จนกระทั่งเมื่อการขยายเพิ่มมากขึ้น บางคนเคยไปทำฮัจย์มาแล้วผู้นำวะฮาบีเหล่านี้จะบอกว่าต้องไปทำฮัจยีใหม่ เพราะที่ทำมาที่แล้วทำตอนเป็นการเฟรอยู่ มันไม่เซาะฮ์ฮัจยี ตอนนี้บรรลุแล้วเข้าใจดีแล้วต้องไปทำใหม่

แล้วก็รังเกียจหลุมฝังศพทุกหลุมไม่ส่งเสริมให้ไปทำการซิยารัต จนกระทั่งในที่สุดแนวคิดนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป แล้วติดต่อกับผู้ว่าของนครมักกะห์ในยุคนั้นในสมัยนั้น ส่งลูกน้อง 20 คนเข้าไปเพื่อจะใช้โอกาสนี้เผยแพร่แนวคิดของตนเองแก่ผู้ที่ไปแสวงบุญ หลังจากที่ประสบความสำเร็จมา ในระหว่างที่แนวความคิดนี้ขึ้นมานักวิชาการทั้งนครมักกะห์ทั้งนครมะดีนะห์ต่อต้านแนวความคิดอันนี้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของศาสนา แต่การเติบโตของกลุ่มวะฮาบีนี้เติมโตขึ้นมาได้อย่างไร?? โดยการที่มูฮัมมัด อิบนุ อัลดุลวาฮาบได้ท่องไปตามบ้านต่างๆซึ่งเป็นบ้านนอกแล้วก็ได้รับการศรัทธาเชื่อถือจากคนที่ไม่มีความรู้ในทางศาสนา ชื่นชมยินดีว่าท่านนี้เมื่อมาแล้วได้มาสอนทำให้พวกเขาได้รู้ข้อเท็จจริงได้รู้ศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในขณะเดียวกันก็ได้สอดแทรกแนวคิดของตัวเองออกไป จนในที่สุดในแคว้นมัญดิน3/15.33 เกือบจะทุกหมู่บ้านทุกตำบลเห็นด้วยกับแนวคิดของมูฮัมมัด อิบนุ อัลดุลวาฮาบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโพกผ้าสารบัญ ไม่ว่าจะเรื่องของการตะวัซซุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไปประดับประดาที่หลุมฝังศพ คนเหล่านี้เวลาเผยแพร่แนวความคิดนี้แล้วก็จะทำลายหลุมฝังศพทั้งหมด

แม้แต่ในพิธีฮัจย์คนเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ในกุโบรมะราฟ เพื่อแสดงออกในเชิงที่เป็นรูปธรรมหรือในเชิงสัญลักษณ์ว่ากุโบรต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายแต่อย่างใดทั้งสิ้น แม้แต่ที่กุโบรของท่านนบี การที่เอาม่านต่างๆไปติดที่……3/16/35ก็เป็นเรื่องที่บิดอะฮ์ ในสมัยนบีไม่ได้ทำ ความเข้าใจในเรื่องของบิดอะฮ์แทนที่จะจำกัดอยู่เฉพาะในอิบาดัตถูกขยายออกไปว่ามันหมายถึงทุกเรื่องเลยทีเดียว ถ้าไม่เหมือนไม่เคยมีในสมัยนบีแล้วเดี๋ยวนี้จะมามีไม่ได้ เปลี่ยนแปลงหลักการต่างๆของศาสนาเป็นพวกบิดอะฮ์

แล้วในเวลาต่อมาได้มาเป็นดองกับมูฮัมมัดบินซาอู๊ด มูฮัมมัดบินซาอู๊ดนี่ก็คือต้นราชวงศ์ซาอุดิอารเบียในปัจจุบันนี้แหละ ซึ่งเป็นกษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าเมือง จากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมาเกี่ยวดองกันด้วยการสมรสกันที่เราเรียกว่าเป็นมูซอฮาเราะฮ์กันแล้วในระดับลูกหลาน มูฮัมมัดบินซาอู๊ดก็ได้ก้าวเข้ามาเชื่อถือและปฏิบัติตามแนวคิดของมูฮัมมัด อิบนิอับดุลวาฮาบ จากนั้นจึงใช้กองกำลังทหารในซาอุดิอารเบียในปัจจุนี้แหละสู้รบกับหมู่มวลมุสลิมด้วยกัน ด้วยความคิดที่ว่าคนเหล่านี้กระทำในสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์ การต่อสู้เพื่อกวาดล้างมุสลิมที่ทำบิดอะฮ์เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ฆ่านักวิชาการที่ตออิรตายไปเป็นจำนวนมาก นั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็เหิมเกริมที่จะขยายแนวความคิดนี้ไปสู่ประเทศอียิปต์ ในสมัยมูฮัมมัดอาลีบาซาร์แต่ในที่สุดก็ถูกลูกชายของมูฮัมมัดนำกองกำลังทหารจากประเทศอียิปต์มาถล่มนัจญเดน จนกระทั่งมูฮัมมัดอาลีบาซาร์จัดงานฉลอง 5 วัน 5 คืนในชัยชนะที่สามารถป้องกันประเทศอียิปต์ไม่ให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของวะฮาบีได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของอิสลาม คนเหล่านี้เตลิดเปิดเปิงไป แล้วในที่สุดแนวคิดนี้ก็ได้ขยายมาสู่แคว้นฮิญาดซึ่งอยู่ทางตอนล่างอันได้แก่มักกะห์และมะดีนะห์ ในตอนที่เขาส่งเข้าไปเผยแพร่ ปรากฏว่าให้เข้าไปแต่ถูกจับขังคุกหมดเลย นั้นแสดงให้เห็นว่านักวิชาการทั้งในนครมะดีนะห์และนครมักกะห์บัดนั้นไม่ได้ยอมรับแนวคิดของมูฮัมมัด บินอับดุลวาฮาบเหมือนกับที่ไม่ยอมรับแนวคิดของอิบนุตัยมิยะห์มาในอดีต เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในที่สุดกลุ่มของวะฮาบีจึงจำกัดอยู่เฉพาะในประเทศซาอุดิอารเบียเท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปมีอิทธิพลในอียิปต์ ในอิหร่าน ในอิรัค ในอะไรต่างๆได้เลยเพราะเป็นปฏิปักษ์เป็นแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์และขัดต่อบทบัญญัติอิสลาม ขัดต่อทัศนะของผู้นำแนวทางมัสฮับทั้งสี่เพราะคนเหล่านี้ไม่เอามัศอับ นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

แล้วก็ที่หยั่งรากลึกอยู่ได้นี่เพราะอะไร?? เพราะอำนาจการปกครองของราชวงศ์ซาอุดี้ ซึ่งศูนย์บัญชาการใหญ่อยู่ที่เมืองริยาด และอำนาจในการปกครองต่างๆเหล่านี้ก็ได้ถูกนำมาปฏิบัติในหนทางที่มิชอบตามหลักการของศาสนา เพราะเขาตัดสินโดยปริยายว่าใครที่ไปปฏิบัติการนอกลู่นอกทางจากแนวความคิดของเขาเป็นมุชริกเป็นกาเฟรหมด ทุกคนก็ต้องรักษาชีวิต ใครที่อาจหาญชาญชัยโต้ตอบออกไปถูกประหารชีวิตหมดในฐานะผู้ทำลายศาสนา ในฐานะกาเฟรเพราะได้กระทำในสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์ อ้างหลักการอย่างนี้มาทำการปราบปรามจนกระทั่งวิชาการต่างๆไม่สามารถที่จะสอนได้แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ อย่างเช่นวิชาอูศูลุดดีนในรูปแบบของคอลัฟที่มีการแบ่งซีฟัตออกมาเป็น 20 ซีฟัตสอนในมัสยิดฮารอมไม่ได้นะ สอนในประเทศซาอุดิอารเบียไม่ได้นะครับ บอกกับท่านทั้งหลายตามตรงว่าที่ผมไปเรียนอยู่ที่นครมักกะห์มา 6 ปีไม่ได้เรียนในมัสยิดฮารอมนะครับ เขาไม่ให้สอน ด้วยอำนาจการปกครองของราชวงศ์ซาอุดี้ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับมูฮัมมัดอับดุลวาฮาบตั้งแต่ต้นมาเลยทีเดียว สืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานในความเป็นปัจจุบันนี้ มีมูเตาบีอีนถึงเวลาละหมาดถือไม่เรียวแล้วก็ไล่ตี ใครที่ประพฤติผิดหลักการของศาสนา ทหารเหล่านี้สามารถที่จะปฏิบัติการลงโทษได้เลยตามดุลยพินิจของตัวเองในฐานะเป็นกบฏต่อศาสนา เป็นมุชริก นี่คือหลักการปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม กุโบรต่างๆไปกวาดเตียนเลยทีเดียว บางแห่งถูกนำเอาไปทำเป็นส้วมด้วยซ้ำ อย่างเช่นที่เข้าไปอาศัยในกุโบรบะอฺลาไปขี้ไปเยี่ยวกันในนั้นในระหว่างที่มาประกอบพิธีฮัจย์ ก็โดยพวกวะฮาบีนี่แหละ ผมไม่รู้นะเวลาเราไปศึกษาเรื่องของวะฮาบีแล้วเราจะล้างไปลึกถึงที่มาที่ไปในระดับนี้หรือปล่าว ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่การดำรงคงอยู่วะฮาบีที่ยังคงอยู่ไม่ใช่พราะแนวคิดตามหลักการของศาสนา แต่เป็นอิทธิพลในทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในซาอุดิอารเบียเป็นการเฉพาะ

ส่วนแนวคิดอื่นๆในอดีตแม้แต่อิบนุตัยมียะห์ โดยเฉพาะในยุคนั้นในสมัยนั้นไม่ได้มีอิทธิพลกว้างไกลมากไปกว่ามูฮัมมัด บินอับดุลวาฮาบ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะในสมัยอิบนุตัยมียะห์ไม่มีอำนาจทางการปกครองจากเจ้าเมืองมาคุ้มกะลาหัว การยอมรับการเปลี่ยนสังคมจึงไม่สามารถกระทำได้ในสมัยอิบนุตัยมียะห์ แต่ในสมัยของวะฮาบีทำได้เพราะเป็นการผนึกกำลังกันทั้งอำนาจในทางวิชาการและอำนาจในทางการเมืองการปกครอง ใช้พลังทั้งสองนี้กวาดล้างทุกคนที่ไม่ได้สังกัดอยู่ในแนวคิดของตนเอง โดยตำหนิประณามว่าเป็นมุชริก จึงไม่แปลกใจทั้งพวกคณะใหม่ทั้งพวกวะฮาบีเวลาเจอปัญหา ชีริก!! ชีริก!! ตัดสินกันง่ายๆ รู้ไหมว่าตัดสินเป็นชีริกในความเข้าใจก็คือตัดสินเป็นกาเฟรนั่นเอง ซึ่งไม่มีใครเขาทำกัน พูดกันถึงจะจริงก็อย่าได้บังอาจ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบต้องสำคัญเพราะสิ่งที่พูดไปถ้าเขาไม่ได้เป็น ตัวเองเป็นแทนนะครับ ฮะดิษนบีได้ระบุไว้อย่างนั้นโดยชัดเจนเลยทีเดียว นักวิชาการที่เป็นนักวิชาการจริงๆเขาไม่ปากพล่อยแต่เขาจะพูดจะคุยด้วยเหตุผลให้ได้เป็นที่เข้าใจ