lasted posts

Popular

hidayah-dholalah1

 ในตัวมนุษย์นั้นมีสองด้านที่ขัดแย้งกันและต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา ด้านทั้งสองนี้คือ ด้านของสติปัญญาและด้านของอารมณ์ใฝ่ต่ำ แต่ละด้านจะคอยชักนำมนุษย์ไปสู่ทิศทางซึ่งตรงกันข้ามกันอยู่เสมอ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ด้านของสติปัญญา ด้านแห่งพระผู้เป็นเจ้าหรือด้านแห่งฟากฟ้า ซึ่งด้านนี้จะคอยชี้นำมนุษย์ไปสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ ไปสู่ความสมบูรณ์ และคุณค่าต่างๆ อันสูงส่ง แต่ในทางตรงกันข้าม ด้านของความเป็นสัตว์ ด้านแห่งวัตถุ หรือด้านของอารมณ์ใฝ่ต่ำ จะคอยชักนำเขาไปสู่ความตกต่ำ และจะหยุดมนุษย์ไว้แต่ในเรื่องของการสนองตอบอารมณ์ใคร่และสัญชาตญาณแห่งความเป็นสัตว์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งมันจะคอยยับยั้งเขาจากการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์และความสูงส่งทางด้านจิตวิญญาณ

ด้านทั้งสอง (ด้านของความเป็นมนุษย์และด้านของความเป็นสัตว์) แต่ละด้านนั้นจะสำแดงบทบาทและรูปโฉมของมันออกมาในการกระทำของมนุษย์ และผลจากการกระทำของมนุษย์นี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะอยู่ในแถวของความเป็นสัตว์หรือแถวของความเป็นมนุษย์ ผู้ที่สนองตอบการเรียกร้องของสติปัญญา และมีชัยชนะเหนืออารมณ์ใฝ่ต่ำ หมายความว่า อารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของสติปัญญาของเขา พวกเขาก็จะเข้าอยู่ในด้านหนึ่งหรือฝ่ายหนึ่ง ส่วนผู้ที่ตกเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำและตัณหา พวกเขาก็จะยืนอยู่ในด้านหรือฝ่ายที่ตรงข้ามกับบุคคลกลุ่มแรก

ท่านอิมามซอดิก (อ.) เมื่อมีผู้ถามท่านว่า “มะลาอิกะฮ์ประเสริฐที่สุด หรือลูกหลานของอาดัม?” ท่านอ้างคำพูดของท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี อิบนิอะบีฏอลิบ (อ.) ซึ่งกล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ได้ประกอบไว้ในมะลาอิกะฮ์ซึ่งสติปัญญาโดยปราศจากความใคร่ และพระองค์ได้ทรงประกอบเข้าไว้ในสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายซึ่งความใคร่โดยปราศจากสติปัญญา และพระองค์ได้ทรงประกอบไว้ในลูกหลานของอาดัมซึ่งสิ่งทั้งสอง ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่สติปัญญาของเขาสามารถพิชิตความใคร่ของเขาได้ ดังนั้นเขาคือผู้ที่ประเสริฐกว่ามะลาอิกะฮ์ และผู้ใดก็ตามที่ความใคร่ของเขาพิชิตสติปัญญาของเขา ดังนั้นเขาคือผู้ที่เลวร้ายยิ่งกว่าบรรดาสัตว์เดรัจฉาน” (1)

ดังนั้นในมุมมองของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) และท่านอิมามซอดิก (อ.) มนุษย์ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มหนึ่งยอมรับการชี้นำของสติปัญญา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นตกเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำและความใคร่ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์จึงถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว และมนุษย์ที่ยืนอยู่ในสองฝ่ายที่ตรงกันข้ามและเผชิญหน้ากัน กลุ่มหนึ่งอยู่ในฝ่ายของสัจธรรมและอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในฝ่ายของความหลงผิด

ท่ามกลางความขัดแย้งและสิ่งที่ตรงข้ามกัน สงครามและการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายแห่งทางนำ (ฮิดายะฮ์) กับฝ่ายของความหลงผิดจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากมันคือคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ว่า แสงสว่างย่อมคู่กับความมืดมน และทางนำกับความหลงผิด หรือกล่าวโดยสรุปคือ ธรรมะกับอธรรม คือสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันและอยู่คู่ขนานกัน จึงต้องทำสงครามห้ำหั่นกันตลอดไป

คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า “บรรดาผู้ศรัทธาจะต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ปฏิเสธจะต่อสู้ในหนทางของมารร้าย…” (2)

ในทุกยุคและทุกๆ ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ทั้งในฝ่ายของธรรมะและฝ่ายอธรรม จะพบว่ามีบุคคลจำนวนหนึ่งที่แสดงตนขึ้นมาเพื่อรับบทบาทการเป็นผู้นำของกลุ่มชนในฝ่ายของตน บุคคลที่อยู่ในฝ่ายธรรมะคืออิมาม (ผู้นำ) แห่งทางนำ หรือ “อิมามุนนูร” (ผู้นำแห่งแสงสว่าง) ส่วนบุคคลที่อยู่ในฝ่ายตรงข้ามคืออิมาม (ผู้นำ) แห่งความหลงผิด หรือ “อิมามุนนาร” (ผู้นำสู่ไฟนรก) อิมามหนึ่งเรียกร้องเชิญชวนมนุษย์ไปสู่แสงสว่าง และอิมามหนึ่งเรียกร้องมนุษย์ไปสู่ไฟนรก ทั้งผู้นำและผู้ถูกชี้นำนั้นจะถูกรวมเข้าด้วยกัน “พวกเหล่านั้น (กลุ่มแรก) จะอยู่ในสรวงสวรรค์ และพวกเหล่านั้น (กลุ่มที่สอง) จะอยู่ในไฟนรก” (3)

แหล่งอ้างอิง :

(1) บิฮารุลอันวาร, เล่มที่ 57, หน้า 299

(2) อัลกุรอาน บทอันนิซาอ์ โองการที่ 76

(3) หนังสือ “ตัฟซีรซอฟี”