lasted posts

Popular

384726_ashura-ceremony-696x391

4.ทำให้ผู้คนหวาดกลัว และมองว่า ชีอะฮ์ เป็นพวกนอกศาสนา รอฟิเฎาะฮ์ ในภาคนี้สื่อถึง “ผู้พยายามทำลายศาสนา” “ไม่ใช่อิสลาม” ซึ่งยังคงใช้คำดังกล่าว สื่อในความหมายนี้จนถึงยุคปัจจุบัน เห็นได้จากทีวีจานดำ และคำปราศัยของนักตัดหัวในอาหรับ และมือระเบิดฆ่าตัวตายของกลุ่มวะฮาบีตักฟีรีย์

เมื่อเข้าสู่ยุคก่อตั้งสำนักคิดของแต่ละนิกาย เริ่มนับตั้งแต่ ศตวรรษที่ 2 คำว่า รอฟิเฎาะฮ์ ถูกนำมาใช้ เป็นยี่ห้อของชีอะฮ์อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ รอฟิเฎาะฮ์ ถูกให้ความหมายคล้ายคลึง กับ พวกนอกศาสนา และพวกที่รักอะฮลุลบัยต์เกินเหตุ และพวกคนโกหก ใครก็ตามที่เชื่อในความเป็นตัวแทนของ อาลี หลังจากศาสดา จะถูกเรียกว่า “รอฟิเฎาะฮ์” ทั้งหมด โดยนักวิชาการบางส่วนในยุคสมัยนั้น อธิบายว่า รอฟิเฎาะฮ์ หมายถึง พวก อิมามิยะฮ์ (ก็คือ ชีอะฮ์ในปัจจุบัน ) บางส่วนต่อต้านอย่างรุนแรง ถึงขนาดถือว่า รอฟิเฎาะฮ์ คือ ผู้ที่ออกจากศาสนาไปแล้ว ในยุคสมัยนั้น ชีอะฮ์จึงนำความไปปรึกษากับ อิมามของพวกเขาที่ถูกประนามว่าเป็นคนนอกศาสนา ทั้งๆที่ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวกัน ใช้คัมภีร์เล่มเดียวกัน เช่น ในรีวายัตหนึ่งจาก สาวกของอิมามญะฟัร ที่กล่าวว่า “ประชาชนได้ตั้งฉายาให้เรา ซึ่งมันทำให้ซี่โครงของเราหัก(เป็นการเปรียบเปรยถึงความขมขื่น) และหัวใจของเราแตกสลาย และเหล่านักการเมือง ผู้ปกครอง ก็ฉวยโอกาสจากการตั้งฉายานี้ ประกาศให้การหลั่งเลือดต่อพวกเราเป็นสิ่งฮาล้าล ”

อิมามญะฟัร ถามกลับว่า “ฉายาที่ท่านหมายถึง คือ รอฟิเฎาะฮ์ ใช่หรือไม่ ? ข้าพเจ้าตอบว่า : “ใช่แล้ว” อิมามจึงปลอบใจ แล้วกล่าวว่า : จงอย่าเศร้าไปเลย สาวกของมูซากลุ่มหนึ่ง(ที่ถูกฟาโรเนรเทศ) ก็ถูกเรียกแบบนี้ “(6)

จะเห็นได้ว่า ฮาดิษบทนี้ คล้ายคลึงกับบทก่อนหน้าที่นำเสนอไป ในตัวบท เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ชีอะฮ์ ถูกประณามในนามของรอฟิเฎาะฮ์ ตั้งแต่สมัยอิมามญะฟัร (อ) ที่น่าแปลกใจไปยิ่งกว่าคือ แม้ว่ากลุ่มผู้รักอะฮลุลบัยต์ จะถูกเรียกว่า รอฟิเฎาะฮ์ และถูกหาว่าหลุดจากศาสนา แต่ก็มีนักรายงานฮาดิษจำนวนมากมาย ที่อยู่ในสาระบบฮาดิษในตำราฮาดิษของอะฮลิซุนนะฮ์ และถูกกล่าวว่าเป็น “รอฟิเฎาะ” เช่น อิสมาอิล บิน มูซา ฟอรอซีย ซึ่งอิบนุฮะญัร กล่าวถึงเขาว่า “ชายคนนี้ถูกกล่าวว่าเป็นรอฟิเฎาะฮ์”(7) แม้ว่า เขาจะเป็นนักรายงานในสุนันอบีดาวูด (8)ก็ตาม

ความรุนแรงของการให้ความหมายคำว่า รอฟิเฎาะฮ์ ส่งผลให้เกิดมุมมองว่า พวกเขาเป็นผู้หลงทาง เพราะมอบความรักให้ลูกหลานนบี (ศ) ยุคสมัยนั้น การแสดงความรักต่อลูกหลานศาสดามูฮัมมัด (ศ) จึงถูกถือเป็นข้อห้าม และจะถูกมองว่า ออกจากศาสนา มูฮัมมัด บิน อิดริส ชาฟีอีย์ อิมามมัซฮับ ท่านนี้ จึงแต่งกลอนขึ้นมาบทหนึ่งว่า

ان كان رفضاً حب آل محمد***فليشهد الثقلان اني رافضي

หากการรักต่อวงศ์วานของมูฮัมมัด จะทำให้กลายเป็นรอฟิเฎาะฮ์แล้วไซร์ โอ้ญิน และมนุษย์เอ๋ย จงมาเป็นพยานเถิดว่า ฉันก็คือ รอฟิเฎาะฮ คนหนึ่ง (9)

(6):كافى :كليني 8/28
(7):عسقلانی، أحمد بن علی، تقریب التهذیب، ص 110
(8):ازدی سجستانی، أبو داود سلیمان بن اشعث، سنن أبی داود، ج 3، ص 481
(9):ديوان شافعي,ص 55. و ابن عساكر: تاريخ دمشق ج 9، ص 20 .

 Cr.abnewstoday.com