lasted posts

Popular

ลัทธิวะฮาบี, อาลิซาอูด และไอซิส ตรีเอกานุภาพที่ชั่วร้าย ตอนที่ 4

wahhab_02

ถ้านักปฏิรูปแห่งศตวรรษที่ 18 จะมีความเชื่อว่า หากมุสลิมจะได้อำนาจและศักดิ์ศรีที่เสียไปคืนมา พวกเขาจะกลับไปสู่รากฐานเดิมของศาสนาของพวกเขาที่รับรองว่าพระเจ้ามีอำนาจเหนือการเมือง ไม่ใช่แนวคิดวัตถุนิยมหรือความทะเยอทะยานทางโลก ลัทธิวะฮาบีก็จะมาทำให้ความปรารถนานั้นบิดเบือนไป

 

ไม่มีสิ่งใดที่เป็นการสู้รบเกี่ยวข้องกับ “รากฐานนิยม” นี้ ยังไม่มี แต่ระดับรากหญ้าของมันต่างหากที่มีความพยายามจะกำหนดทิศทางของสังคมขึ้นใหม่ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการญิฮาด

 

ถ้าเพียงแต่ว่าความคิดที่จะกลับไปสู่รากฐานของอิสลามในช่วงที่สังคมได้หลงออกไปจากแนวทางเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริง ลัทธิวะฮาบีก็จะดำเนินการเพื่อตลบหลังอุดมคตินั้นด้วยการหันเข้าหาเสาหลักที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอิสลาม ทำการบิดเบือนบทบัญญัติของอิสลาม และตีความตัวบทในคัมภีร์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจและกดขี่ผู้อ่อนแอ

 

ภายใต้การตีความคำสอนอิสลามของลัทธิวะฮาบี ผู้หญิงต้องกลับไปสู่สภาพที่ถูกทำให้เป็นวัตถุ สตรีที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นที่อิสลามให้เกียรติภายใต้การปกป้องของคัมภีร์กุรอาน สตรีมุสลิมผู้เป็นแบบอย่างเหล่านั้นเป็นตัวอย่างและเป็นแรงบันดาลใจ เช่น มัรยัม, คอดีญะฮ์, ฟาติมะฮ์, ซัยนับ ได้ถูกมุฮัมมัด อับดุล วะฮับ ล่ามโซ่ขังเอาไว้ในบ้าน

 

ในขณะที่อิสลามมอบสิทธิอันชอบธรรมภายในสังคมแก่สตรี ลัทธิวะฮาบีกลับปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างต่อพวกเธอ

และสำหรับผู้ที่ยังคงมีความเข้าใจว่าอิสลามไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งต่อสตรี ขอให้จำไว้ว่านั่นไม่ใช่อิสลาม แต่เป็นการตีความอิสลามของผู้ชายต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความเป็นเดือดเป็นแค้นของคุณ

 

อิสลามได้รับรองสถานะของสตรีตามความประสงค์ของพระเจ้า อิสลามได้วางตำแหน่งที่เท่าเทียมกันทั้งผู้ชายและผู้หญิงในเรื่องความศรัทธาของพวกเขา มีเพียงหน้าที่และความรับผิดชอบเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาแตกต่างกัน ไม่ใช่ความมีคุณค่า อิสลามเรียกร้องให้ผู้ชายจัดหาสิ่งต่างๆ ให้ผู้หญิง และให้ความมั่นคงแก่พวกเธอ ทั้งด้านการเงินและทางกาย ภายใต้คำสอนของอิสลามสตรีมีอิสระในการแต่งงาน หย่าร้าง และทำงาน ภายใต้คำสอนของอิสลาม สตรีไม่สามารถถูกนำมาขาย แลกเปลี่ยน หรือกดขี่ ภายใต้คำสอนของอิสลามสตรีมีเสรีภาพมากกว่าที่สตรีส่วนใหญ่ในตะวันตกได้รับ สังคมต่างหากที่ปฏิเสธสิทธิเหล่านั้นของพวกเธอ ไม่ใช่อิสลาม อ่านคัมภีร์กุรอานแล้วคุณจะได้เข้าใจ

 

เช่นเดียวกับมาร์ติน ลูเธอร์ ดับอุลวะฮับอ้างว่าเขาต้องการที่จะกลับไปสู่คำสอนของอิสลามแต่แรกเริ่ม และปฏิเสธการเพิ่มเติมภายหลังในยุคกลางทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามนั้นเขาจึงต่อต้านแนวคิดแบบซูฟีและอิสลามชีอะฮ์ โดยตราหน้าพวกเขาว่าเป็นแนวคิดใหม่นอกรีต(บิดอะฮ์) เพราะทั้งสองแนวคิดนั้นต่อต้านการใช้อำนาจบังคับในความศรัทธา เขายังผลักพันให้มุสลิมทั้งหมดปฏิเสธการอธิบายและตีความที่พัฒนามาตลอดหลายศตวรรษโดยอุมาลา(นักวิชาการ) และอธิบายความหมายตำราต่างๆ ด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ตามคำแนะนำของเขา

 

เรื่องนี้สร้างความโกรธเคืองให้แก่นักการศาสนาและข่มขวัญผู้ปกครองในท้องถิ่น ที่เชื่อว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการยึดมั่นอันเป็นที่นิยมเหล่านี้จะทำให้เกิดความไม่สงบในสังคม อย่างไรก็ตาม ในที่สุด วะฮับก็ได้พบผู้อุปถัมภ์ที่ชื่อมุฮัมมัด อิบนฺ ซาอูด หัวหน้าเผ่านัจด์ผู้นำแนวคิดของเขาไปใช้ อิบนฺ ซาอูดใช้ลัทธิวะฮาบีในการสนับสนุนการรณรงค์สู้รบเพื่อปล้นทรัพย์และดินแดนของตนอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่าความรุนแรงเช่นนั้นกระทำไปในนามของความดีที่ยิ่งใหญ่