lasted posts

Popular

ลัทธิวะฮาบี, อาลิซาอูด และไอซิส ตรีเอกานุภาพที่ชั่วร้าย ตอนที่ 5

isis_01

จวบจนถึงทุกวันนี้ ราชวงศ์อัล-ซาอูดก็ยังคงปฏิบัติตามรอยเท้าเปื้อนเลือดนั้นอยู่

 

ถึงแม้ว่าคัมภีร์จะเป็นศูนย์กลางคติความเชื่อของอับดุล วะฮับ โดยยืนยันว่าศาสนาอิสลามตามแบบฉบับของเขาเท่านั้นที่ถูกต้อง เขาได้บิดเบือนสารจากคัภีร์กุรอานไปในลักษณะที่รุนแรงที่สุด คัมภีร์กุรอานได้ระบุไว้ว่า “ไม่มีการบังคับใดในเรื่องของศาสนา” (2:256)

 

มันเป็นกฎว่ามุสลิมจะต้องศรัทธาในสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ทุกท่าน (3:84) และการมีกลุ่มชนที่แตกต่างทางศาสนาเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า (5:48) ก่อนที่ลัทธิวะฮาบีจะเข้ามา มุสลิมคงรักษาความระมัดระวังในการตักฟีรผู้อื่น หรือการประกาศว่าพี่น้องมุสลิมเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา(กาฟิร) จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ แนวคิดซูฟี ซึ่งมองเห็นคุณค่าในธรรมเนียมประเพณีของศาสนาอื่นๆ เป็นรูปแบบของอิสลามที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตทั้งในด้านสังคมและศาสนา “จงอย่าสรรเสริญเยินยอศาสนาของตัวท่านเองให้เลิศลอยจนทำให้ท่านไม่ศรัทธาในศาสนาอื่นที่เหลือ” อิบนฺ อัล-อารบี ชายลึกลับผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวไว้ (d.1240) “พระเจ้าผู้ทรงรอบรู้และผู้ทรงปรากฏอยู่ทุกหนแห่งไม่สามารถถูกจำกัดอยู่กับความเชื่อของคนใดคนหนึ่ง” มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวซูฟีที่จะอ้างว่าเขาไม่ใช่ทั้งยิว หรือคริสเตียน หรือแม้แต่มุสลิม เพราะทันทีที่คุณได้สัมผัสถึงพระผู้เป็นเจ้า คุณจะละทิ้งการจำแนกที่มนุษย์กำหนดขึ้นนี้ไว้เบื้องหลัง

 

หลังจากวะฮับตาย ลัทธิวะฮาบีกลับมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เป็นเครื่องมือในการก่อการร้ายของรัฐ เมื่ออัล-ซาอูดต้องการที่จะสถาปนาราชอาณาจักรอิสระ อับดุลอาซิซ อิบนฺ มุฮัมมัด ผู้เป็นลูกชายและผู้สืบตระกูลของอิบนฺ ซาอูด ก็ได้ใช้การตักฟิรเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารประชาชนที่ต่อต้านทั้งหมด ในปี 1801 กองทัพของเขาได้เข้าปล้นเมืองกัรบาลาของชีอะฮ์ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอิรัก ปล้นสะดมสุสานของอิหม่ามฮุเซน และสังหารชาวชีอะฮ์หลายพันคน รวมทั้งผู้หญิงและเด็กๆ ในปี 1803 เมืองมักกะฮ์อันศักดิ์สิทธิ์ได้ยอมแพ้ต่อผู้นำซาอุดี้ด้วยความหวาดกลัวและเสียขวัญ

เราจำการปล้นเมืองมะดีนะฮ์อันศักดิ์ได้น้อยนิด เมื่อกองทหารของอัล-ซาอูดได้เข้าปล้นมัสยิด โรงเรียน และบ้านเรือน กองทัพของอัล-ซาอูดได้ฆ่าผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ หลายร้อยคน โดยไม่สนใจเสียงหวีดร้องของพวกเขา ขณะที่บรรดาอิหม่ามร้องขอว่าให้ปกป้องรักษามรดกตกทอดอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอิสลามเอาไว้ คนของอัล-ซาอูดกลับช่วงชิงและปล้นเอาไป และจุดไฟเผาห้องสมุดแห่งเมืองมะดีนะฮ์ อัล-ซาอูดได้สร้างตัวอย่างขึ้นในมะดีนะฮ์ เมืองที่เคยให้การต้อนรับอิสลามเป็นอย่างดี บนผืนดินที่เคยเป็นที่ตั้งของมัสยิดหลังแรกของอิสลาม อัล-ซาอูดได้ทำให้แผ่นดินนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดง

 

ในที่ที่รอยเท้าของศาสดาองค์สุดท้ายของพระเจ้ายังคงได้รับการเดินตาม อัล-ซาอูดกลับทำให้บรรยากาศของมันเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนจากความกลัว

 

แต่ความร้ายกาจเช่นนั้นได้ถูกลบออกไปจากตำราประวัติศาสตร์ เรื่องราวแห่งการทรยศหักหลังแบบนองเลือดและป่าเถื่อนเช่นนั้นได้ถูกกลืนไปหมดโดยอาลิ-ซาอูด เพราะตระกูลนี้พยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ และอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากตระกูลของศาสดา

 

ในที่สุด ในปี 1815 ออตโตมานได้ส่งข่าวไปยังมุฮัมมัด อาลี ปาชา ผู้ว่าการแห่งอียิปต์ ให้บดชี้กองกำลังของวะฮาบีและทำลายเมืองหลวงของพวกเขาเสีย แต่ลัทธิวะฮาบีได้กลายมาเป็นกองกำลังทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเมื่อผู้นำซาอุดี้ฯ อับดุลอาซิซ อีกคนหนึ่ง ได้ทำการผลักดันครั้งใหม่เพื่อความเป็นชาติ และเริ่มพยายามสร้างอาณาจักรอันกว้างใหญ่เพื่อตัวเขาเองในตะวันออกกลางด้วยกองทัพเบดูอีนที่จงรักภักดีของเขา ซึ่งรู้จักกันในนาม อิควาน “ภราดรภาพ”