lasted posts

Popular

อัล-กออิดะฮ์และไอซิสเป็นผลผลิตของอเมริกา และราชวงศ์อาลิซาอุด (3)

471703-isis

ในหนังสือ The Missing Martyrs : Why There Are So Few Muslim Terrorists ของชาร์ลส์ เคิร์ซแมน เขารายงานว่า “มากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์” ได้ปฏิเสธการเรียกร้องนั้น ถึงแม้ชาติตะวันตกจะเข่นฆ่าพลเรือนอยู่เป็นประจำ แต่มุสลิมส่วนใหญ่จำนวนมากก็ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีแก้แค้นต่อพลเรือน หรือแม้แต่คนส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับกลวิธีนั้นก็ยังลังเลที่จะลงชื่อร่วมกับขบวนการที่เข่นฆ่ามุสลิมเป็นส่วนใหญ่

 

ยิ่งกว่านั้น ชาวมุสลิมไม่ได้ถือว่าอัล-กออิดะฮ์หรือไอซิซเป็นรูปแบบที่ถูกต้องของการต้านทานลัทธิจักรวรรดินิยม ตรงกันข้าม หลายคนมองว่าอัล-กออิดะฮ์และไอซิซเป็นผลผลิตของจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ-ซาอุดี้ฯ

 

ตรงนี้เราต้องอาศัยพิษของนักเสรีนิยม นั่นก็คือ ประวัติศาสตร์ สหรัฐฯ ได้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดิอารเบียในปี 1933 แต่ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในตะวันออกกลางอย่างจริงจังจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อมันเริ่มได้รับช่วงต่ออำนาจความเป็นใหญ่ในภูมิภาคต่อจากสหราชอาณาจักร ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับซาอุดิอารเบียมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเมื่อวอชิงตันพยายามที่จะรักษาอำนาจของตนในภูมิภาคนี้ ตลอดระยะเวลาของสงครามเย็น เจ้าหน้าที่อเมริกาพยายามใช้พวกนักรบขวาจัดเพื่อต่อสู้กับสองภัยคุกคามเบื้องต้นต่ออำนาจความเป็นใหญ่ของตนในตะวันออกกลาง นั่นก็คือ สหภาพโซเวียตและชาตินิยมอาหรับ

 

โรเบิร์ต เดรย์ฟัส กล่าวถึงประวัติศาสตร์นี้ในหนังสือของเขาเมื่อปี 2006 ชื่อ Devil’s Game : How the United States Helped Unleash Fundamentalist Islam ข้อตำหนิใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เดรย์ฟัสรวมการการปฏิบัติทางการเมืองของมุสลิมทุกประเภทเข้าไว้ด้วยกันภายใต้คำว่า “อิสลาม”  ตั้งแต่ฮามาส ไปจนถึงการปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน ตลอดจนอัล-กออิดะฮ์ (ความยินยอมของอเมริกาและอิสราเอลในการเกิดขบวนการฮามาสขึ้นมาเรื่องสิ่งสำคัญ แต่มันแทบไม่ได้บอกอะไรเราเลยเกี่ยวกับอัล-กออิดะฮ์)

 

อย่างไรก็ตาม เดรย์ฟัสเขียนออกมาได้ชวนเชื่อ เป็นหนังสือที่ดึงข้อมูลจากราชการมาใช้อย่างมาก ที่จริงมันเกือบจะแน่ชัดเลยว่าบทบาทของสหรัฐฯ ในการจุดไฟแค้นของนักรบญีฮาดขวาจัดนั้นมีมากกว่าสิ่งที่เขาได้บันทึกไว้ เพราะข้อตกลงหลายอย่างถูกแอบแฝงไว้