lasted posts

Popular

เจาะลึกต้นกำเนิดลัทธิวะฮาบี ตอนที่ 2

wahabi_01

มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ  ผู้คลั่งไคล้บรรดาผู้อ้างตนเป็นศาสดา

 

สิ่งที่สมควรกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ แคว้นนัจด์และอีกบางพื้นที่ของแผ่นดินฮิญาซนั้น เป็นแหล่งกำเนิดและการเจริญเติบโตขึ้นของบรรดาผู้ที่กล่าวอ้างตนเป็นศาสดา และกล่าวกันว่า มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบมีความคลั่งไคล้อย่างแรงกล้าต่อการอ่านเรื่องราวและชีวประวัติของพวกเขา ซึ่งจะขอชี้ถึงตัวอย่างบางส่วนจากกรณีเหล่านั้น

 

1- มุซัยละมะฮ์ วาอิลี เป็นที่รู้จักในนาม มุซัยละมะฮ์ กัซซ๊าบ (ผู้โป้ปด) เขาถือกำเนิดใกล้กับเมืองอุยัยนะฮ์ ภายหลังจากการปรากฏขึ้นของศาสนาอิสลามและการพิชิตคาบสมุทรอาหรับโดยชาวมุสลิม เขาได้เดินทางไปพบท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) แต่ก็ไม่ยอมจำนนต่ออิสลาม และต่อจากนั้นเขาได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) และได้กล่าวอ้างความเป็นศาสดาของตนเองว่า

 

من مسيلمة رسول الله ، إلى محمد رسول الله : سلام عليك ؛ أما بعد ، فإني قد أشركت في الأمر معك ، وإن لنا نصف الأرض ، ولقريش نصف الأرض ، ولكن قريشا قوم يعتدون

 

 

“จากมุซัยละมะฮ์ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ถึงมุฮัมมัดศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ความสันติจงมีแด่ท่าน ฉันมีส่วนร่วมกับท่านในการเป็นศาสดา ดังนั้นแผ่นดินครึ่งหนึ่งเป็นของเรา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของกุเรช แต่กุเรชนั้นเป็นกลุ่มชนผู้รุกราน”

 

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้เขียนตอบเขาว่า

 

بسم الله الرحمن الرحيم ، من محمد رسول الله ، إلى مسيلمة الكذاب : السلام على من اتبع الهدى . أما بعد ، فإن الأرض لله يورثها من يشاء من عباده ، والعاقبة للمتقين

 

 

“ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตายิ่ง ผู้ทรงปรานีเสมอ จากมุฮัมมัด ศานทูตแห่งอัลลอฮ์ ขอความสันติจงมีแด่ผู้ปฏิบัติตามทางนำ แท้จริงแผ่นดินนั้นเป็นของอัลลอฮ์ พระองค์จะทรงสืบทอดมันให้แก่บุคคลที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และผลบั้นปลายจะเป็นของบรรดาผู้ยำเกรง”

 

ในสมัยของอบูบักร กองทัพของอิสลามได้ยกทัพไปยังเมืองบะนีฮุนัยฟะฮ์ (สถานที่พำนักอาศัยของมุซัยละมะฮ์) และในปี ฮ.ศ. 12 เขาได้ถูกฆ่าตาย

 

2- ซะญาห์ บินติฮาริษ ตะมีมี ซึ่งเป็นกวีหญิง ภายหลังจากการเสียชีวิต (วะฟาต) ของท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) นางได้กล่าวอ้างความเป็นศาสดา ประชาชนกลุ่มหนึ่งจากเผ่าของนางได้ร่วมทางกับนาง และนางได้แต่งงานกับมุซัยละมะฮ์ กัซซ๊าบ แต่ภายหลังจากการตายของเขา นางจึงเดินทางไปยังเมืองบัศเราะฮ์ และได้เสียชีวิตในสมัยการปกครองของมุอาวียะฮ์

 

3- อัซอัด ซุลฮะนาร เป็นผู้ที่ผินหลังออกจากศาสนาอิสลาม (มุรตัด) เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม โดยที่เขาได้อ้างตัวเป็นศาสดา ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้ออกคำสั่งให้ฆ่าเขา และในที่สุดเขาก็ถูกฆ่าตายในปี ฮ.ศ. 11

 

4- ฏุลัยฮะฮ์ บินคุวัยลิด (กัซซ๊าบ) เป็นชาวอาหรับที่มีความกล้าหาญคนหนึ่ง ในปี ฮ.ศ. 9 เขาได้มาพบท่านศาสดา (ซ็อลฯ) พร้อมกับบุคคลจำนวนมาก และเขาได้เข้ารับอิสลาม แต่หลังจากกลับไป เขาก็ผินออกจากศาสนาอิสลาม (มุรตัด) และอ้างตัวเป็นศาสดา และรวบรวมผู้สนับสนุนได้เป็นจำนวนมากและได้บุกโจมตีเมืองมะดีนะฮ์ แต่ชาวมุสลิมได้ตีพวกเขาจนถอยร่นกลับไป และฏุลัยฮะฮ์ได้หนีไปยังแคว้นนัจด์ และในที่สุดก็ถูกฆ่าตายในเมืองนะฮาวันด์

 

ภายหลังจากการต่อต้านของประชาชนชาวเมืองฮุร็อยมะลาอ์ มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบได้อพยพไปอยู่ที่เมืองอุยัยนะฮ์ “อุสมาน บินฮะมัด (มะอ์มัร)” ผู้ปกครองเมืองได้ปลุกปั่นเขาให้ผนึกกำลังกับเขาเพื่อเป้าหมายทางอำนาจการปกครองในภูมิภาคนั้น และแล้วก็เป็นไปตามนั้น ในการดำเนินการครั้งแรกนั้น เขาได้ทำลายหลุมฝังศพของ “ชะฮีดเซด อิบนิค็อฏฏ๊อบ”  น้องชายของคอลีฟะฮ์ที่สอง เมื่อข่าวได้ล่วงรู้ไปถึง “สุไลมาน บินมุฮัมมัด บินอับดุลอะซีซ” เจ้าเมืองอะห์ซาอ์และกอฏีฟ เขาเขียนจดหมายส่งไปถึงผู้ปกครองเมืองอุยัยนะฮ์ และเรียกร้องให้สังหารมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮ์ฮาบ แต่อุสมานไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เขาตัดสินใจขับไล่มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮ์ฮาบ ออกจากเมืองเพียงเท่านั้น

 

ด้วยเหตุนี้ ในปี ฮ.ศ. 1160 มุฮัมมัด บินอับวะฮ์ฮาบ จึงเดินทางไปยังเมือง “ดัรอียะฮ์” ดินแดนของ “มุซัยละมะฮ์ กัซซ๊าบ” ได้เข้าสู่การเจรจาและการตกลงแลกเปลี่ยนกันทางการเมือง การผนึกกำลัง (และการทำสัตยาบันกัน) ของบุคคลทั้งสองได้นำไปสู่การขยายตัวและการแพร่กระจายของลัทธิวะฮ์ฮาบี ซึ่งรายละเอียดและวิธีการของมันจะกล่าวถึงในเนื้อหาส่วนถัดๆ ไป

 

นับจากประมาณปี ฮ.ศ. 1143 มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเอาจริงเอาจังในการเรียกร้องเชิญชวนประชาชนของเมืองนั้นและพื้นที่โดยรอบไปสู่เตาฮีด (การยอมรับในเอกานุภาพของพระเจ้า) อันบริสุทธิ์!? และเขาได้ประกาศว่า เขาจะนำศาสนาอิสลามที่เป็นของแท้และบริสุทธิ์ (กล่าวคือศาสนาอิสลามของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และบรรดาซอฮาบะฮ์ (สาวก)) มาบอกกล่าวแก่พวกเขา และกล่าวอ้างว่า ศาสนาอิสลามที่เป็นของแท้และบริสุทธิ์ดังกล่าวก็คือ “แบบฉบับของชาวซะลัฟ”