lasted posts

Popular

เจาะลึกต้นกำเนิดลัทธิวะฮาบี ตอนที่ 3

wahabi_01

 

2-บรรดาคณาจารย์ของมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ

 

ในช่วงประมาณปี ฮ.ศ. 1120 ถึง 1139 มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ได้ศึกษาเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ ฮะดีษและฟิกฮ์ (นิติศาสตร์อิสลาม) ตามแนวทางของมัซฮับฮัมบะลี (อะห์มัด บินฮันบัล) จากอับดุลวะฮ์ฮาบ บิดาของเขา และกล่าวกันว่าในช่วงระหว่างปี ฮ.ศ. 1135 ถึงปี 1149 ในช่วงการเดินทางไปไปประกอบพิธีฮัจญ์ในนครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ เขามีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้จากคณาจารย์บางคนของที่นั่นด้วย อย่างเช่น เชคอับดุลลอฮ์ บินอิบรอฮีม (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 1140) และอิบรอฮีม บินอับดุลลอฮ์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 1189) เป็นต้น นอกจากนี้ตามที่ได้ถูกกล่าวถึงในบางส่วนของงานเขียนของเขา ในเมืองบัศเราะฮ์ เขายังได้ศึกษาเรียนรู้วิชาการต่างๆ จาก “เชคมุฮัมมัด อัลมัจญ์มูอี” อีกด้วย

 

  1. การเดินทาง

 

ในการเดินทางต่าง ๆ ของมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ในหมู่นักเขียนบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวะฮ์ฮาบีมีทัศนะความเห็นที่แตกต่างกันปรากฏอยู่ ตัวอย่างเช่น กรณีที่ว่านอกจากเมืองมักกะฮ์ มะดีนะฮ์และบัศเราะฮ์ (ฮิญาซและอิรัก) แล้ว เขาเคยเดินทางอพยพไปยังภูมิภาคและเมืองอื่นๆ ด้วยหรือไม่? ทำนองเดียวกันนี้ เกี่ยวกับการเดินทางของมฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ไปยังนอกเขตคาบสมุทรอาหรับ ก็ยังมีทัศนะความเห็นที่แตกต่างกันปรากฏให้เห็น

 

ฝ่ายสนับสนุน (ว่าเขาเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ)

มุฮัมมัดตะกี ซิพะฮ์ร (ร.ฮ.) กล่าวว่า “มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ได้เดินทางจากอิรักไปยังอิหร่าน และในเมืองอิสฟะฮานเขาได้ศึกษาเรียนรู้จากนักวิชาการต่างๆ ของเมืองนี้… เขากล่าวหาหลายสิ่งหลายอย่างว่าเป็นบิดอะฮ์ (การอุตริสิ่งใหม่ขึ้นในศาสนา) ตัวอย่างเช่น เขาถือว่าการสร้างอาคารโดมสูงๆ บนหลุมฝังศพของบรรดาอิมามและบรรดาศาสดา (อ.) การตกแต่งสถานที่ด้วยทองคำและลวดลายที่เป็นเงิน การนำเอาสิ่งของมีค่าต่างๆ มาวางไว้ในบริเวณหลุมฝังศพเพื่อตะบัรรุก (แสวงหาความจำเริญ) การเวียนรอบหลุมฝังศพและการจูบธรณีประตูของสถานที่ต่างๆ เหล่านี้เป็นการตั้งภาคี (ชิรก์) ต่อพระเจ้า และผู้ที่กระทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้เทียบเท่ากับผู้เคารพบูชารูปปั้น”

 

อะห์มัด อามีน ชาวอียิปต์ได้เขียนไว้ว่า “เชคมุฮัมมัด (บินอับดุลวะฮ์ฮาบ) ได้เดินทางไปทั่วแผ่นดินอิสลามต่างๆ หลายแห่ง ประมาณสี่ปีที่เขาอยู่ในเมืองบัศเราะฮ์ ห้าปีในเมืองแบกแดด หนึ่งปีในเมืองเคอร์ดิสถาน สองปีในเมืองฮัมเมดาน และหลังจากนั้นได้เดินทางไปยังเมืองอิสฟะฮาน และในเมืองนั้นเขาได้ศึกษาวิชาปรัชญาอิชร๊อกและวิชาตะเซาวุฟ เขาได้เดินจากอิสฟาฮานไปยังเมืองกุม และจากที่นั่นเขาจึงเดินทางกลับสู่บ้านเมืองของตน เป็นเวลาแปดเดือนที่เขาปลีกตัวออกจากผู้คน หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มต้นการเรียกร้องเชิญชวนประชาชนครั้งใหม่”

 

มิสเตอร์ฮัมฟรีย์ (17) (Mr.Humphrey) กล่าวว่า “ในเมืองบัศเราะฮ์… ฉันได้รู้จักกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขารู้ภาษาสามภาษาและพูดภาษาเหล่านี้ได้ คือ ภาษาตุรกี เปอร์เซียและอาหรับ และสวมใส่ชุดนักวิชาการศาสนา ชื่อของเขาคือ มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีความทะเยอทะยานและมีหัวรุนแรงมาก เขาได้วิพากษ์วิจารณ์การปกครองของจักรวรรดิออตโตมันเติร์ก (อุสมานียะฮ์)… มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบได้เดินทางไปยังอิสฟาฮาน”

 

มีปรากฏในสารานุกรมอิหร่านและอิสลามว่า “มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ได้เดินทางไปยังดินแดนต่างๆ ของอิสลามหลายแห่ง อย่างเช่น เมืองบัศเราะฮ์ แบกแดด เคอร์ดิสถาน ฮะเมดาน ดามัสกัสและไคโร”

 

นักเขียนอีกคนหนึ่งชื่อ “มาร์โกลิอุซ” (Margoliouth) ได้กล่าวว่า “มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ได้เดินทางไปยังเมืองอิสฟาฮานในปีปราบดาภิเษกของกษัตริย์นาดิรชาฮ์ (ปี ฮ.ศ.1148 ตรงกับปี ค.ศ. 1736) ในช่วงเวลาสี่ปีที่อยู่ในเมืองนี้เขาได้ศึกษาวิชาปรัชญามัชชาอ์ ปรัชญาอิชร๊อกและวิชาตะเซาวุฟ ในขณะที่อยู่ในอิหร่านเขาได้เดินทางไปยังเมืองกุมด้วยเช่นกัน ภายหลังจากการเดินทางไปยังเมืองนี้นี่เอง ที่เขาได้ประกาศว่าจะสนับสนุนมัซฮับฮันบะลี”

 

อับดุลละตีฟ ชูชตุรี ได้เขียนว่า “…หลังจากที่เขาเรียนรู้บางส่วนจากภาษาอาหรับและฟิกฮ์ (นิติศาสตร์อิสลาม) ของมัซฮับฮะนะฟี (ที่ถูกต้องคือมัซฮับฮันบะลี) แล้ว เขาได้เดินทางไปยังเมืองอิสฟะฮาน และในเมืองแห่งปรัชญากรีก (อิสฟะฮาน) นี้ เขาได้เรียนรู้วิชาปรัชญาจากบรรดานักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่และนักวิชาการที่มีชื่อเสียง… และได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของเขา ในปี ฮ.ศ. 1171 หรืออาจไม่กี่ปีหลังหรือก่อนจากนั้น ซึ่งการบันทึกไม่ชัดเจน (ที่ถูกต้องคือในปี ฮ.ศ.1153) เขาก็กล่าวอ้างศาสนา (นิกาย) นี้ขึ้นมา”

 

อบูฏอลิบ อิสฟะฮานี (ผู้ร่วมสมัยกับมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ) ได้กล่าวเช่นกันว่า มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ได้เดินทางไปยังเมืองอิสฟะฮาน และอีกหลายเมืองของอิรักและอิหร่าน และแม้กระทั่งไปยังเมือง “ฆ็อซนีน” (เมืองหนึ่งของอัฟกานิสถาน)

 

มุดัรริซี ฏอบาฏอบาอี ได้เขียนว่า “เชค (มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ) ได้เดินทางจากบ้านเกิดของตนไปยังเมืองบัศเราะฮ์และจากที่นั่นไปยังแบกแดด และต่อจากนั้นไปยังเคอร์ดิสถานของอิรัก และจากเคอร์ดิสถานไปยังเมืองฮะเมดาน และพำนักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสองปี ต่อจากนั้นจึงเคลื่อนย้ายไปยังอิสฟะฮาน และพำนักอยู่ในเมืองนั้นในโรงเรียนอับบาซียะฮ์ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารก่อสร้างของกษัตริย์ชาวอับบาสแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์เป็นเวลา 7 ปี ในช่วงเวลานี้เขาได้เรียนหนังสือ “ชัรห์ ตัจญ์รีด ของกูชะญี” และ “ชัรห์ มะวากิฟ ของมีร ซัยยิดชะรีฟ” และ “ฮิกมะตุ้ลอัยน์” กับมีรซา ญอน อิสฟะฮานี หลังจากอิสฟะฮานเขาได้ไปเมืองเรย์ และจากที่นั่นเขาได้เดินทางต่อไปยังเมืองกุม และพำนักอยู่ในเมืองกุมพร้อมกับเพื่อนของเขาซึ่งมีชื่อว่า อะลี (ก็อซซาซ) เป็นเวลาหนึ่งเดือน หลังจากนั้นเขาก็เดินทางไปยังแผ่นดินอุสมานียะฮ์ (ตุรกี) ชามและอียิปต์ และจากอียิปต์จึงเดินทางกลับไปยังคาบสมุทรอาหรับ”

 

ฝ่ายที่เห็นต่างในเรื่องนี้

 

ตรงข้ามกับทัศนะที่กล่าวว่า มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ เดินทางออกจากคาบสมุทรอาหรับไปยังภูมิภาคต่างๆ อย่างเช่น อิหร่าน และศึกษาเรียนรู้วิชาการส่วนมากจากนักวิชาการและศูนย์กลางต่างๆ ทางด้านแนวคิดและด้านศาสนาจากดินแดนต่างๆ นอกเขตคาบสมุทรอาหรับ นักประวัติศาสตร์ชาววะฮ์ฮาบีทั้งหมดต่างปฏิเสธการเดินทางไปยังอิหร่านและพื้นที่อื่นๆ ของเขา

 

ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งจากพวกเขาได้เขียนว่า

 

امّا ما تجاوز الحدّ من أنه سافر الى الشام كما ذكره خيرالدين الزركلى فى «الأعلام» و الى فارس و ايران و قم و اصفهان كما يذكره بعض المستشرقين و نحوهم فى مؤلفاتهم المعروفة بالأخطاء و مجانبة الحقيقة كمرجليوث فى دايرة المعارف الاسلامية و بِرائجس و هيوجز و زُويمر و بالغريف و كتاب لُمعَ الشهاب فى سيرة محمدبن عبدالوهاب و من تأثر به فهو امرٌ غير مقبول لانّ حفيد الشيخ ابن حسن و ابنه عبداللطيف و ابن بِشر نصّوا على َانّ الشيخ محمدبن عبدالوهاب لم يتمّكن من السفر الى الشام كما قدمنا. و اما ما زُعم ان الشيخ رحل الى فارس و ايران و قم و اصفهان فاِنّ عبدالحليم الجُندى يذكر فى كتابه الإمام محمدبن عبدالوهاب او انتصار المنهج السلفى انه ناقش فى هذه الواقعة الشيخ عبدالعزيزبن باز فى الرياض فانكر ما أورده المؤلّفون من رحلة الشيخ الى كردستان و ايران و قرّر انه تلقى هذا عن أشياخه و منهم حفدة الشيخ و بخاصّة شيخه محمدبن ابراهيم

 

 

“ส่วนประเด็นที่มีการอ้างถึงอย่างมากมายที่ว่า เขา (มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ) เดินทางไปยังเมืองชาม ดังที่ ค็อยรุดดีน อัลซัรกะลี กล่าวไว้ใน “อัลอะอ์ลาม” และเดินทางไปยังฟาร์ซ (อ่าวเปอร์เซีย) อิหร่าน กุมและอิสฟะฮาน ดั่งที่นักบูรพาคดีศึกษาบางคนและคนอื่นๆ ได้กล่าวถึงในหนังสือต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของพวกเขาอย่างผิดพลาดและห่างไกลจากความจริง อย่างเช่น (ทัศนะของ) “มาร์โกลิอุซ” ในหนังสือ “ดาอิร่อตุลมะอาริฟ อัลอิสลามียะฮ์” และ “บะรออิญิซ” “ฮะยูญิซ” “ซุวัยมิร” “บอลกะรีฟ” และหนังสือ “ลุมะอุชชะฮาบ ฟี ซีเราะฮ์ มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮ์ฮาบ” และผู้ที่รับอิทธิพลมาจากมัน ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากหลายชายของเชค (อับดุลวะฮ์ฮาบ) คือ “อิบนุฮะซัน” และลูกชายของเขาคือ “อับดุลละตีฟ” และ “อิบนุบะชีร” ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เชคมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮ์ฮาบ ไม่มีความสามารถที่จะเดินทางไปยังเมืองชามได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น สำหรับสิ่งที่พวกเขาคาดคิดว่า เชคมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮ์ฮาบ ได้เดินทางไปยังเปอร์เซีย อิหร่าน (กุมและอิสฟะฮาน) ดังที่อับดุลฮะลีม อัลญุนดี กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลอิมามุ มุฮัมมัด อิบนิอับดิลวะฮ์ฮาบ เอา อินตซอรุลมันฮะญิซซะละฟี” นั้น ในความเป็นจริงแล้ว เชคอับดุลอะซีซ บินบาซ ในกรุงริยาด ได้ปฏิเสธสิ่งที่บรรดานักเขียนทั้งหลายได้กล่าวไว้ที่ว่า เชค (มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮ์ฮาบ) เคยเดินทางไปยังเคอร์ดิสถานและอิหร่าน และระบุว่าเขาได้รับบทสรุปเช่นนี้มาจากคณาจารย์ของเขา อย่างเช่นลูกหลานของเชค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ของท่าน คือ “มุฮัมมัด บินอิบรอฮีม”

 

ทว่าหลักฐานอ้างอิงที่สำคัญที่สุดในกรณีเกี่ยวกับการเดินทางของมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ในทัศนะของบรรดานักประวัติศาสตร์ชาววะฮ์ฮาบี ก็คือหนังสือ “ลุมะอุชชะฮาบ ฟี ซีเราะฮ์ มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮ์ฮาบ” ซึ่งบุคคลอื่นๆ ก็ได้อ้างอิงเนื้อหาต่างๆ ของตนเองมาจากหนังสือเล่มนี้ ตัวอย่างเช่น อะห์มัด อามีน ชาวอียิปต์  เชคค็อซอะลี  และมุนีร อัลอิจญ์ลานี  ซึ่งในหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ ได้เดินทางไปยังอิหร่านและสถานที่อื่นๆ