lasted posts

Popular

ภายหลังจากทางกองทัพฟิลิปปินส์ไดเออกมาเปิดเปยแถลงการณ์เรื่องประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต เสนอเงินรางวัลค่าหัว หัวหน้าใหญ่กลุ่มติดอาวุธทั้ง 3 คน รวมจำนวน 20 ล้านเปโซ โดยครึ่งหนึ่งคือ 10 ล้านเปโซเป็นค่าหัว “อิสนิลอน โตโตนิ ฮาปิลอน” ตัวการใหญ่ยึดเมืองมาลาวี โดยเพิ่มขึ้นจากค่าหัวที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ 7.4 ล้านเปโซ รวมทั้งยังมีค่าหัวจากสหรัฐอเมริกา อีก 5ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นไงบาทไทย จะตกอยู่ที่ 169 ล้านบาท

ซึ่งแน่นอนว่บุคคลที่ถูกตั้งรางวัลล่าหัวมูลล่ามหาศาลขนาดนี้ย่อมไม่ธรรมดา!!

หลังจากที่กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในฟิลิปปินส์ใช้เวลาหนึ่งปี ( 2557-2558 ) หารือกันถึงการปฏิญาณความจงรักภักดีต่อนายอาบูบัคร์ อัลบาดาดี ผู้ที่แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้นำกลุ่มไอเอส กลุ่มเหล่านั้นได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาผู้แทนขึ้น โดยได้แต่งตั้ง “นายอิสนิลอน โตโตนิ ฮาปิลอน” เป็นผู้นำของสาขาของกลุ่มไอเอสในฟิลิปปินส์

 

ฮาปิลอนเป็นหัวหน้ากลุ่มอาบูไซยาฟ (เอเอสจี) ในจังหวัดบาซิลัน จังหวัดที่เป็นเกาะ ซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะมินดาเนา

หนังสือพิมพ์อัล-นาบา หนังสือพิมพ์ทางการของกลุ่มไอเอส รายงานเกี่ยวกับการรวมตัวกันของกลุ่มมุญาฮิดีนอย่างน้อยสี่กลุ่มในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ และเรียกนายฮาปิลอนว่าเป็น “เชค มูญาฮิด อาบู อับดุลลาห์ อัล-ฟิลิปปินี” ซึ่งรายงานดังกล่าวได้พูดถึงฮาปิลอนว่า เป็น “หนึ่งในบุคคลอาวุโสของกลุ่มมูญาฮิดีนในฟิลิปปินส์”

“ญิฮาดของเขาต่อผู้ทำสงครามศาสนาเริ่มขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่เขาเป็นผู้นำคนหนึ่งในกลุ่มอับดุล ราซัค อาบู บากร์ อัล-จันจาลานี หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า กลุ่มอาบูไซยาฟ เขาเป็นหัวหน้านักรบคนหนึ่งของกลุ่มอาบูไซยาฟในจังหวัดบาซิลันเป็นเวลาห้าปี ก่อนที่จะได้เป็นรองผู้นำกลุ่มเป็นเวลาหกปี” หนังสือพิมพ์อัล-นาบา รายงาน

ด้านรัฐบาลวอชิงตันตั้งข้อกล่าวหานายฮาปิลอน ว่าเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวชาวอเมริกัน 3 คนจากเกาะปาลาวันทางตะวันตกของฟิลิปปินส์เมื่อปี 2544 และเป็นที่มาของค่าหัว 5 ล้านดอลลาร์ ต่อมาเขายอมสวามิภักดิ์กับกลุ่มไอเอสซึ่งรับรองให้เขาเป็น “อามีร์” หรือเจ้าชายแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเลือกนายฮาปิลอน ผู้นำที่มีประสบการณ์ช่ำชอง ให้เป็นผู้นำกลุ่มไอเอสในจังหวัดใหม่ของฟิลิปปินส์นั้น เป็นภัยคุกคามระยะยาวต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ทั้งนี้3 ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมลาดตระเวนทางอากาศ ซึ่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ภายในเดือนนี้ (มิ.ย. 60 ) จะใช้เครื่องบินสอดแนมและเครื่องบินไร้คนขับ หรือโดรน สกัดการเคลื่อนย้ายของสมาชิกกลุ่มติดอาวุธระหว่างช่องโหว่ตามแนวชายแดนที่ติดกันระหว่าง 3 ชาติในทะเลซูลู เพิ่มจากการลาดตระเวนทางทะเลร่วมกันที่มีอยู่เดิมซึ่งมีสิงคโปร์คอยให้ความช่วยเหลือ หลังกลุ่มไอเอส ขยายขอบเขตการเคลื่อนไหวและแผ่อิทธิพลในภูมิภาคมากขึ

 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศ เรียกร้องให้มีความร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อตอบโต้ผลพวงที่จะตามมาจากการต่อสู้อันดุเดือดกับกลุ่มติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอสทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์

นัยยะสำคัญของความร่วมมือทั้ง3ประเทศในครั้งนี้ คือ  เสียงสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ที่สุดของภัยคุกคามจากกลุ่มสุดโต่ง หัวรุนแรงในการสร้างฐานที่มั่นในภูมิภาคนี้เท่าที่เคยมีมา

นับแต่ปี 2557  กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) มีเป้าหมายเพื่อต้องการสร้างขีดความสามารถเชิงอุดมการณ์และเชิงปฏิบัติการในภูมิภาค “อเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งได้มีการเตรียมการที่จะประกาศสาขาของกลุ่มไอเอสในทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ดังนั้น อิทธิพลและอุดมการณ์ของกลุ่มไอเอสจึงมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งภาคใต้ของฟิลิปปินส์และภาคตะวันออกของมาเลเซีย ที่เลวร้ายที่สุด ก็คือลักษณะการลงมือของกลุ่มไอเอสหัวรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัดหัว และการโจมตีแบบโหดเหี้ยมอำมหิตที่สามารถฆ่าได้ไม่เลือกหน้า ซึ่งประชาชนคนบริสุทธิ์อาจจะต้องมารับเคราะห์กรรมและจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

แผนของกลุ่มไอเอสที่จะประกาศจังหวัดเป็นของตัวเองในเกาะมินดาเนา เป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในเอเชีย ภูมิภาคที่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างแท้จริง

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม : สำนักข่าวทีนิวส์