lasted posts

Popular

ใน 73 จำพวก กลุ่มใดที่จะได้รับทางรอด? ตอนที่ 3

01_ahlulbait

มาดูเหตุผลของแต่ละกลุ่มกัน

 

กลุ่มแรก

 

พวกเขาได้อ้างถึงวจนะของท่านนบีว่า

“ประชาชาติของฉันจะแตกออกเป็น 73 จำพวก แต่มีพวกเดียวเท่านั้นที่จะได้รับความปลอดภัย นั่นคือ กลุ่มชนที่ตาม “ญะมาอะฮ์” (พวกที่จับกันเป็นกลุ่ม)

จากฮะดิษบทนี้ผู้รู้สายซุนนะห์จึงตีความว่า “ญามะอะฮ์” หมายถึงกลุ่มของซุนหนี่ที่ตนยึดถืออยู่ ด้วยเหตุนี้พวกเขามักจะเรียกขานกลุ่มของตนว่า “อะลิซซุนนะห์ วัล ญะมะอะฮ์”

แต่หากมองถึงความหมายของคำว่า “ญะมาอะฮ์” ที่มาจากคำภาษาอาหรับคำนี้จะให้ความหมายว่า “กลุ่มหนึ่งที่ได้รวมตัวกัน” ซึ่งก็สามารถตีความได้ทุกกลุ่ม เช่น

ญะมะอะฮ์ อัลมุตะซีละฮ์ คือ กลุ่มหนึ่งที่ได้รวมตัวกันตามแนวทางมุฮ์ตะซีละอฺ

ญะมาอะฮ์ อัลอะชาอิเรา คือ กลุ่มชนที่รวมตัวกันตามแนวทางอะชาอิเราะ

ญะมาอะฮ์ อัชชีอะห์ คือ กลุ่มชนที่รวมตัวกันปฏิบัตตามแนวทางแห่งอะฮ์ลุลบัยต์นบี

 

แต่หากจะตีความว่า “ญะมาอะฮ์” หมายถึงกลุ่มที่มีคนส่วนใหญ่นับถือกัน

แน่นอนการตีความแบบนี้ย่อมขัดแย้งกับอัลกุรอานอย่างชัดเจน เพราะดำรัสแห่งพระองค์ได้กล่าวเตือนไว้เสมอว่า “ ชนส่วนใหญ่จะไม่ใช่กลุ่มผู้ศรัทธา ”

เพราะฉะนั้นจึงสรุปว่า หากใครจะอ้างฮะดิษบทนี้ว่าหมายถึงกลุ่มของตนเอง คำอ้างนี้ไม่สามารถที่จะยึดถือได้ เพราะ “ญะมาอะฮ์” ไม่ได้บ่งชี้ว่ากลุ่มใดเป็นการเฉพาะเพียงกล่าวโดยรวมว่า “คือกลุ่มที่มีการรวมตัวกัน”

 

กลุ่มที่สอง

 

พวกเขากล่าวว่า กลุ่มที่ถูกต้องคือกลุ่มที่ยึดมั่นตามแนวทางของศ่อฮะบะฮ์นบี โดยอ้างว่าท่านศาสดาแห่งอิสลามได้กล่าวไว้ว่า

“ประชาชาติของฉันจะแตกเป็น 73 จำพวกทั้งหมดคือชาวนรกยกเว้นเพียงกลุ่มเดียวที่เข้าสวรรค์ เมื่อเอ่ยถามท่านนบีถึงกลุ่มที่ถูกยกเว้น ได้รับคำยืนยันว่า คือ กลุ่มที่ตาม “ศ่อฮะบะฮ์ของฉัน”

 

บทวิจารณ์ทัศนะที่สอง

 

ฮะดิษที่อ้างคำพูดนบีโดยให้ยึดถือปฏิบัติตามศ่อฮาบะฮ์แล้วจะปลอดภัยนั้น ถือว่า คำพูดนี้ไม่สามารถเชื่อถือได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า “อิทติลากของคำว่า ศ่อฮะบะฮ์” หมายถึง เหมารวมศ่อฮะบะฮ์นบีทั้งหมด

ดังนั้นหากใครเชื่อว่า “ศ่อฮะบะฮ์นบี” เชื่อถือได้หมดก็เท่ากับเขาผู้นั้นมีความเชื่อที่ขัดกับอัลกุรอาน และอัลฮะดิษ เพราะว่า พระองค์อัลลอฮ์ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ศ่อฮะบะฮ์บางกลุ่มอยู่ในสถาณภาพ “มุนาฟิก” (กลุ่มหน้าไหว้หลังหลอก) “ฟาสิก” (กลุ่มคนที่ฝ่าฝืน) เช่น

อัลกุรอาน ซูเราะห์อัตเตาบะฮ์ อายะที่ 101 พระองค์ตรัสว่า

“และบางคนผู้ที่อยู่รอบกายเจ้า(จากศ่อฮาบะฮ์)ที่เป็นชนอาหรับ พวกเขาคือผู้กลุ่มชนหน้าไว้หลังหลอก(มุนาฟิก) และบางคน(จากศ่อฮาบะฮ์)ชาวมะดีนะฮ์ ได้หันหลังกลับ(หลังจากรับอิสลามแล้ว)ไปสู่ความเป็นมุนาฟิก (เสมือนว่า)เจ้าไม่รู้ถึงพฤติกรรมของพวกเขาดอกหรือ ? แต่แน่นอนเราย่อมรู้ดี(ในสิ่งนั้น)”

เป็นไปได้หรือที่นบีจะกล่าวว่า กลุ่มชนที่เป็นชาวสวรรค์ คือกลุ่มชนที่ปฏิบัติตาม “มุนาฟิก”

อัลฮะดิษ. ศ่อเอี้ยะบุคคอรีได้บันทึกสำนวนคร่าวๆถึงสิ่งที่ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันแห่งการตัดสินไว้ดังนี้

“ในวันกิยามัตได้มีศ่อฮาบะฮ์กลุ่มหนึ่งได้เข้ามาหาฉันแต่ถูกมลาอิกะฮ์มาขวางไว้ ฉันจึงเอ่ยว่า (ขวางพวกเขาทำใม) พวกเขาคือ ศ่อฮะบะฮ์ของฉัน มลาอิกจึงตอบว่า พวกเขาได้ตกศาสนาหลังจากที่ท่านจากไปแล้ว

นี้คือฮะดิษที่บ่งชี้ให้เห็นว่าศ่อฮาบะฮ์บางกลุ่ม คือ ชาวนรก อันเนื่องจากพวกเขาได้ออกจากศาสนาหลังการวาฟาตของท่านนบี ฉะนั้นเป็นไปหรือที่นบีจะกล่าวให้ว่า กลุ่มคนที่ได้รับทางนำ คือผู้ที่ได้ปฏิบัติตามผู้ที่หันหลังให้กับศาสนาของอัลลอฮ์ และ ฟาซิก (ผู้ละเมิด)

 

กลุ่มที่สาม

 

พวกเขากล่าวว่า กลุ่มที่ถูกต้องคือกลุ่มที่ยึดมั่นตามแนวทางของ “ อะฮ์ลุลบัยต์นบี ” โดยได้อธิบายความถูกต้องในเรื่องนี้ด้วยกับฮะดิษศ่อเอียะที่ได้รับการยืนยันจากท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ดังนี้

 

1- ฮะดีษอัษษะก่อลัยน์

รายงานจากเซด อิบนุอัรกอมว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ็อลฯ) กล่าวว่า

اِنِّي تَارِكٌ فِيْكُمْ الثقلين مَا اِنْ تَمَسَّكْتُمْ بِهِ لَنْ تَضِلُّوا بَعْدِي أَحَدُهُمَا أعْظَمُ مِنَ الآخَرَ كتَابَ اللهِ حَبْلٌ مَمْدُوْدٌ مِنَ السِمَاءِ اِلىَ الأرْضِ وَعِتْرَتِي أَهْلُ بَيْتِي وَلَنْ يَتَفَرَّقَا حَتَّى يَرِدَا عَلَيَّ الحَوْضَ فَانْظُرُوا كَيْفَ تَخْلُفُوْنِي فِيْهِمَا

“แท้จริงฉันทิ้งไว้ให้พวกท่านสองสิ่งที่หนักยิ่ง ถ้าหากพวกท่านยึดมั่นต่อสิ่งนั้น จะไม่มีวันหลงทางเด็ดขาดหลังจากฉัน อย่างหนึ่งใหญ่กว่าอีกอย่างหนึ่ง คือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ที่โยงลงมาจากฟากฟ้าสู่แผ่นดิน และวงศ์วานที่เป็นญาติใกล้ชิดของฉัน ทั้งสองจะไม่แยกจากกันจนกว่าจะกลับไปหาฉันที่บ่อน้ำ ฉะนั้นจงดูเถิดว่าพวกเจ้าจะแย้งฉันในเรื่องทั้งสองอย่างไร” สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 3720

 

2- ฮะดีษซะฟีนะฮ์

ท่านอบูซัร ฆอฟฟารียฺ สหายผู้อาวุโสท่านหนึ่งของศาสดา (ซ็อล ฯ) และเป็นผู้มีเกียรติยิ่ง กล่าวว่า พึงรู้ไว้เถิด ฉันได้ยินจากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า

 

«مَثَلُ أَهْلِ بَيْتِي مَثَلُ سَفِينَةِ نُوحٍ مَنْ رَكِبَهَا نَجَا ، وَمَنْ تَخَلَّفَ عَنْهَا غَرِقَ»

هَذَا حَدِيثٌ صَحِيحٌ عَلَى شَرْطِ مُسْلِمٍ وَلَمْ يُخْرِجَاهُ

อุปมาอะฮฺลุลบัยตฺของฉันในหมู่พวกท่าน ประหนึ่งเรือของศาสดานูฮฺท่ามกลางหมู่ชนของเขา, ใครก็ตามลงเรือนั้นเขาก็จะได้รับความช่วยเหลือ และบุคคลใดผละออกจากเรือ เขาก็จะจมน้ำตาย”

รายงานโดยท่านฮากิม นีชาบูรี โดยท่านกล่าวว่า ฮะดิษบทนี้อยู่ในประเภทศ่อเอี้ยะ และอยู่ในเงื่อนไขความถูกต้องในสายรายงานตามมาตรฐานของบุคคอรี และมุสลิมเพียงแต่เขาทั้งสองไม่ได้นำบันทึกไว้เท่านั้นเอง

ในฮะดีษแรกท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ท่านได้ละทิ้งสิ่งสองสิ่งนี้ไว้ในหมู่ประชาชาติอิสลาม และหากมุสลิมคนใดยึดถือและปฏิบัติตาม (คำว่ายึดถือและปฏิบัตตามหมายถึง ให้ดูว่าการนมาซ ถือศิลอด การทำฮัจญ์ และการกระทำทุกอย่างของเขาสอดคล้องกับอัลกุรอานและลูกหลานของท่านหรือไม่) หากสอดคล้องนบีบอกว่า “จะไม่มีวันผิดเด็ดขาดตราบถึงวันกิยามัต” (لن تضلوا)

ด้วยกับคำสั่งของนบี(ศ็อลฯ)เช่นนี้ ชีอะห์จึงยึดตามอัลกุรอาน และลูกหลานนบี และกล่าวว่า หากเราอยากจะรู้จักซุนนะฮ์ที่แท้จริงของท่านนบีจะต้องผ่านลูกหลานของท่าน เพราะท่านนบีเป็นผู้กำชับไว้

ส่วนฮะดีษทีสองท่านนบีก็ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “หากพวกท่านขึ้นเรือแห่งอะลุลบัยต์” หมายถึงปฏิบัติตามอะลุลบัยนบี พวกท่านจะได้รับความปลอดภัย รับความปลอดภัยหมายถึง ได้รับทางนำ เมื่อได้รับทางนำนั้นคือเส้นทางสู่สรวงสวรรค์