lasted posts

Popular

IS-Islamophobia-1

บรรดากลุ่มก่อการร้ายและสื่อทั้งหลายของพวกเขา ได้อาศัยการตัดทอนโองการนี้ เพื่อเป้าหมายในการอ้างเหตุผลสำหรับการกระทำต่างๆ ของตน และบรรดาผู้ที่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลงสงสัยก็จะใช้สำนวนสั้นๆ เหล่านี้เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการนิยมความรุนแรงของศาสนาอิสลาม ในขณะที่ตัวโองการทั้งหมด โองการก่อนหน้าและโองการต่างๆ หลังจากนั้น ได้อรรถาธิบายสำนวนประโยคดังกล่าว และได้อธิบายถึงแนวทางในการปฏิบัติมัน โองการต่างๆ ได้กล่าวเช่นนี้ว่า :

وَقَاتِلُواْ فِي سَبِيلِ اللّهِ الَّذِينَ يُقَاتِلُونَكُمْ وَلاَ تَعْتَدُواْ إِنَّ اللّهَ لاَ يُحِبِّ الْمُعْتَدِينَ وَاقْتُلُوهُمْ حَيْثُ ثَقِفْتُمُوهُمْ وَأَخْرِجُوهُمْ مِنْ حَيْثُ أَخْرَجُوكُمْ وَالْفِتْنَةُ أَشَدُّ مِنَ الْقَتْلِ وَلَا تُقَاتِلُوهُمْ عِنْدَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ حَتَّى يُقَاتِلُوكُمْ فِيهِ فَإِنْ قَاتَلُوكُمْ فَاقْتُلُوهُمْ كَذَلِكَ جَزَاءُ الْكَافِرِينَ فَإِنِ انْتَهَوْا فَإِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَحِيمٌ وَقَاتِلُوهُمْ حَتَّى لَا تَكُونَ فِتْنَةٌ وَيَكُونَ الدِّينُ لِلَّهِ فَإِنِ انْتَهَوْا فَلَا عُدْوَانَ إِلَّا عَلَى الظَّالِمِينَ

“และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์กับบรรดาผู้ที่ทำการต่อสู้กับพวกเจ้า และพวกเจ้าจงอย่ารุกราน แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักบรรดาผู้รุกราน และจงประหัตประหารพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงขับไล่พวกเขาออกจากที่ที่พวกเขาเคยขับไล่พวกเจ้าออก และการก่อความวุ่นวายนั้น ร้ายแรงยิงกว่าการฆ่า และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ มัสยิดิลฮะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำการสู้รบพวกกับพวกเจ้าก่อนในที่นั้น หากพวกเขาต่อสู้กับพวกเจ้าแล้ว ก็จงประหัตประหารพวกเขาเสีย เช่นนั้นแหละคือการตอบแทนแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธา และหากพวกเขายุติ แน่นอน อัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ และจงสู้รบกับพวกเขา จนกว่าการก่อความวุ่นวายจะไม่ปรากฏขึ้น และจนกว่าศาสนาจะเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น แต่ถ้าพวกเขายุติก็ย่อมไม่มีการเป็นปฏิปักษ์ใดๆ นอกจากต่อบรรดาผู้อธรรมเท่านั้น” (อัลกุรอาน บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 190 – 193)

ในโองการเหล่านี้มีหลายใจความสำคัญที่จะอธิบายถ้อยความสั้น ๆ ดังกล่าว ซึ่งเราจะทำการพิจารณาในเนื้อหาต่อไปนี้ :

  1. จงต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ทำการต่อสู้กับพวกท่าน!

พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงอธิบายอย่างชัดเจนในช่วงเริ่มต้นของโองการว่า พวกเจ้าจงทำการต่อสู้เพื่อตอบโต้สงครามที่พวกเขาได้เริ่มต้นกระทำกับพวกเจ้าก่อน และทรงตรัสว่า จงประหัตประหารบรรดาผู้ที่ประหัตประหารพวกเจ้า สำนวนของโองการเป็นดังนี้คือ :

وَقَاتِلُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ الَّذِينَ يُقَاتِلُونَكُمْ

“และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์กับบรรดาผู้ที่ทำการต่อสู้กับพวกเจ้า”

จำเป็นต้องตระหนักว่า โองการของคัมภีร์อัลกุรอานได้หยิบยกประเด็นที่เป็นตรรกะและสอดคล้องกับเหตุผลทางปัญญาอย่างสมบูรณ์ สติปัญญาและตรรกะใดกระนั้นหรือที่จะอนุญาตให้นิ่งเฉยต่อการรุกรานของศัตรูและการก่อไฟสงครามของพวกเขา หรือเอามือทาบอกและยอมจำนนต่อพวกเขา?!!  แน่นอนยิ่งว่า มีเพียงสงครามเท่านั้นที่จะสามารถตอบโต้สงครามได้

  1. การตอบโต้การกระทำที่กดขี่

ในส่วนถัดไปได้ถือว่าการทำสงครามนั้นจะเป็นที่อนุมัติ ในสภาพเงื่อนไขที่ก่อนหน้านั้นบรรดาศัตรูได้กระทำการกดขี่ที่ร้ายแรง และได้ขับไล่บรรดามุสลิมออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสว่า :

وَأَخْرِجُوهُم مِّنْ حَيْثُ أَخْرَجُوكُم

“และพวกเจ้าจงขับไล่พวกเขาออกจากที่ที่พวกเขาได้ขับไล่พวกเจ้าออก”

กล่าวคือ หากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาขับไล่พวกเจ้าออกจากแผ่นดินของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าก็จงปฏิบัติกับพวกเขาเยี่ยงเดียวกับที่พวกเขากระทำกับพวกเจ้า และจงขับไล่พวกเขาออกไป และจงตอบโต้การกระทำที่อธรรมของพวกเขาด้วยกับสงคราม

  1. การสร้างวิกฤตนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าสงครามและการเข่นฆ่า

ในถ้อยความถัดไป พระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับการชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของบาปในการสร้างวิกฤตความวุ่นวาย (ฟิตนะฮ์) ที่มีเหนือการฆ่านั้น พระองค์ได้ทรงตรัสว่า :

وَالْفِتْنَةُ أَشَدُّ مِنَ الْقَتْلِ …. وَقَاتِلُوهُمْ حَتَّى لَا تَكُونَ فِتْنَةٌ

“และการก่อความวุ่นวายนั้นร้ายแรงยิงกว่าการฆ่า … และจงสู้รบกับพวกเขา จนกว่าการก่อความวุ่นวายจะไม่ปรากฏขึ้น”

ตามถ้อยความนี้ พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงอนุมัติแก่บรรดามุสลิมให้ใช้การทำสงครามและการประหัตประหารตอบโต้การก่อวิกฤตความวุ่นวายต่างๆ ของเหล่าศัตรูได้ สงครามซึ่งอันดับแรกเป็นการตอบโต้การก่อวิกฤตความวุ่นวายของพวกเขา และอย่างไรก็ดีนับได้ว่าเป็นการกระทำที่เล็กน้อยกว่าการดำเนินการต่างๆ ที่ชั่วร้ายของพวกเขา

  1. ประตูแห่งการเตาบะฮ์ (การกลับเนื้อกลับตัว) ยังคงเปิดอยู่เสมอ

ในใจความส่วนถัดไปของโองการได้ชี้ถึงการเปิดของประตู “เตาบะฮ์” (การกลับเนื้อกลับตัว) แม้แต่สำหรับบรรดาศัตรูผู้ก่อวิกฤตความวุ่นวายเหล่านี้ และพระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า :

فَإِنِ انتَهَوْا فَإِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَّحِيمٌ … فَإِنِ انتَهَوْا فَلَا عُدْوَانَ إِلَّا عَلَى الظَّالِمِينَ

“และหากพวกเขายุติ แน่นอน อัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ … แต่ถ้าพวกเขายุติก็ย่อมไม่มีการเป็นปฏิปักษ์ใดๆ นอกจากต่อบรรดาผู้อธรรมเท่านั้น”

ข้อความส่วนนี้ ได้ประกาศว่า ถ้าหากผู้ปฏิเสธศรัทธาได้วางมือจากการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ของพวกเขา พระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงให้อภัยแก่พวกเขา เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยแล้วไฉนเล่าบ่าวของพระองค์จะไม่ให้อภัยเล่า! ในกรณีเช่นนี้ความเป็นศัตรูก็จะไม่เหลืออยู่ และไม่มีสิทธิ์ที่จะทำสงครามอีกต่อไป

  1. บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาคือกลุ่มเป้าหมายของโองการ

จากช่วงท้ายของโองการอัลกุรอานนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า การอนุมัติและเงื่อนไขต่างๆ ทั้งหมดนั้น สำหรับกรณีของการเผชิญหน้ากับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา แต่สิ่งที่ถูกพบเห็นก็คือว่า กลุ่มไอซิสและกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ที่ผ่านมา อย่างเช่น กลุ่มอัลกออิดะฮ์และกลุ่มตอลิบัน ไม่ได้ระวังรักษาเงื่อนไขใดๆ เหล่านี้เลย และพวกเขาได้ใช้ดาบประหัตประหารเฉพาะแต่เพียงชาวมุสลิมที่นมาซหันหน้าไปยังกะอ์บะฮ์ และเป็นผู้บริสุทธิ์ที่กล่าวปฏิญาณตนด้วยสองประโยคว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์”

บทสรุป :

การฆ่าสังหารของกลุ่มไอซิสที่ถูกพบเห็นในวันนี้นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ใดๆ กับคำสอนของศาสนาอิสลามเลย คัมภีร์อัลกุรอานถือว่าสงครามนั้นจะอนุมัติให้กระทำได้เฉพาะกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา เฉพาะในกรณีที่พวกเขาก่อวิกฤตความวุ่นวาย และสงครามนั้นจะกระทำในกรณีของการตอบโต้สงครามและการฆ่าสังหารของพวกเขา แต่ในวันนี้เราได้เห็นบรรดาสมาชิกของกลุ่มไอซิสจากประเทศต่างๆ ได้มารวมตัวกัน และแสดงความคลั่งไคล้ต่อค่อลีฟะฮ์ (ผู้ปกครอง) ที่แอบอ้างตนเองของพวกเขา นอกเหนือจากการฆ่าสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ แม้กระทั่งสตรีและเด็กๆ แล้ว พวกเขายังปฏิบัติต่อบรรดาเชลยซึ่งตรงข้ามกับคำสอนของอิสลามอย่างสมบูรณ์ และในความเป็นจริงแล้วพวกเขาคือตัวละครในสนามของการแพร่ขยายความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) มากกว่าที่จะมีความปรารถนาในการธำรงไว้ซึ่งแนวทางของอิสลาม

แปล/เรียบเรียง : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

Cr.islamicstudiesth