i-news-682x351

“ไอนิวส์” เว็บไซต์ปรสิตของวะฮาบีไทยชั่วอีกแล้ว จงใจใส่ร้ายยุยงในเกิดความเกลียดชังระหว่างนิกาย เต้าข่าวว่าเช็คชีอะห์ได้ปลุกขวัญกองกำลังชีอะห์ที่ต่อสู้ในจังหวัดอเลปโป ซีเรีย โดยระบุว่า “ถ้าพวกคุณตายจากการต่อสู้กับพวกซุนนีเท่ากับว่าคุณได้พลีชีพ”

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ไอนิวส์มีเดีย ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของลัทธิวะฮาบีในไทย รายงานกรณีเชคอักรอม อัลกะบี นักการศาสนามุสลิมชีอะห์ชาวอิรักคนหนึ่งที่เดินทางไปยือนสมรภูมิซีเรียเพื่อพบปะกับนักรบอิรักที่สนับสนุนรัฐบาลบาชาร์ อัลอะซัด โดยเว็บไซต์ไอนิวส์มีเดียของวะฮาบีได้อ้างว่า เชคอักรอมได้ปลุกขวัญกองกำลังชีอะห์ในการต่อสู้เพื่อบุกโจมตีดินแดนของพลเรือนชาวซีเรียในจังหวัดอเลปโป โดยระบุว่า “ถ้าพวกคุณตายจากการต่อสู้กับพวกซุนนีเท่ากับว่าคุณได้พลีชีพ”

inews1

ซึ่งจากการตรวจสอบคลิปต้นฉบับพบว่าไม่เป็นความจริง และเป็นการจงใจใส่ร้าย โดยเชคอักรอม อัลกะบี ไม่เคยกล่าวดังเช่นเว็บไซต์ไอนิวส์มีเดียใส่ร้ายแต่อย่างใด นอกจากนั้นจากการตรวจสอบคลิปที่ทางเว็บไซต์ไอนิวส์มีเดียอ้างถึง ปรากฏพบว่าเป็นคลิปที่ถูกอัพโหลดขึ้นยูทูปโดยกลุ่ม FSA หรือฟรีซีเรียอาร์มี ซึ่งเป็นนักรบฝ่ายกบฏในซีเรีย โดยมีการตัดต่อคลิปการเยือนซีเรียของเชคอักรอมครั้งหลังสุดที่ถูกเผยแพร่บนยูทูป เมื่อ 24 ก.ย. 2016 กับวันที่ 26 ก.ย. 2016 เข้าด้วยกัน

และเมื่อตรวจสอบคลิปดังกล่าวโดยละเอียดก็พบว่า เชคอักรอมไม่ได้พูดอย่างที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งเมื่อดูในข้อความภาษาอังกฤษของยูทูปคลิปนี้ก็ไม่ได้เขียนว่า เชคอักรอมเป็นคนกล่าว แต่เขียนว่า “they cheered together: “If you die when you are fighting a Sunni you become a martyr!” ซึ่งแปลว่า พวกเขาร่วมกันเชียร์ว่า “ถ้าคุณตายขณะคุณกำลังต่อสูกับซุนนีคุณจะเป็นผู้พลีชีพ!” ซึ่งชัดเจนว่าเชคอักรอมไม่ได้เป็นคนกล่าว แต่เว็บไซต์ไอนิวส์มีเดียจงใจบิดเบือน เพื่อใส่ร้ายยุยงในเกิดความเกลียดชังระหว่างนิกาย อีกทั้งเนื้อหาที่เชียร์นั้นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ กลุ่มก่อการร้าย FSA ระบุแต่อย่างใด

wahabi1

ทั้งนี้คาดว่า หลังเชคอักรอม อัลกะบี ได้เดินทางไปยังซีเรียเพื่อพบปะและให้กำลังใจนักรบอิรักในซีเรีย และยังได้พูดประณามวะฮาบีอย่างรุนแรงว่าเป็นผู้ที่ทำลายอิสลามจากภายใน และเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจตะวันตกและไซออนิสต์ จนทำให้กลุ่มก่อการร้าย FSA โกรธ และนำมาซึ่งการตัดต่อคลิปดังกล่าวเพื่อโจมตีใส่ร้าย โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ฝ่ายต้านรัฐบาลกำลังตกอยู่ในช่วงพ่ายแพ้และถอยร่น

กล่าวสำหรับเว็บไซต์ไอนิวส์มีเดีย ตรวจสอบพบว่าเป็นของนายอดุลย์ หรือ มูซา วงศ์เสงี่ยม ปัจจุบันยังเป็นนายกสมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม (TMTA) อีกด้วย โดยนายอดุลย์ หรือ มูซา เป็นวะฮาบีที่เกลียดชังชีอะห์อย่างมาก พยายามใส่ร้ายมุ่งโจมตีชีอะห์และอิหร่านโดยวิธีบิดเบือนมาโดยตลอด อย่างเช่นที่เกิดขึ้นครั้งนี้

และเมื่อตรวจสอบโดยละเอียดถึงเนื้อหาของเว็บไซต์นี้พบว่า ข่าวสารของเว็บไซต์นั้นไม่ได้มาจากการทำข่าวด้วยตนเอง แต่ส่วนใหญ่คัดลอกหรือก๊อปปี้มาจากเว็บไซต์สำนักข่าวหลักของในประเทศไทยโดยเฉพาะเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ แล้วมาดัดแปลงข้อความบางส่วน ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ มิหนำซ้ำการก๊อปปี้เหล่านั้นก็ไม่เคยให่เครดิตแก่สำนักข่าวต้นฉบับ ซึ่งในวงการสื่อมวลชนและผู้ผลิตข่าวดิจิตัล เรียกเว็บไซต์พวกนี้ด้วยความดูแคลนและเหยียดหยามว่าเป็น “เว็บไซต์ปรสิต” หรือ “ปลิงดูดเลือด” คือคอยตักตวงหาผลประโยชน์จากน้ำพักนำ้แรงของผู้อื่นนั่นเอง

กล่าวสำหรับวะฮาบีนั้นเป็นหนึ่งในลัทธิอิสลามที่มักกล่าวหาผู้ที่มีความเห็นต่างจากความเชื่อของตนว่า เป็นพวกนอกศาสนา โดยเฉพาะกับมุสลิมชีอะห์นั้น พวกเขามองว่าไม่ใช่อิสลาม จึงมีการใช้วาทกรรมเรียกผู้อยู่ในสำนักคิดชีอะห์ว่า “ศาสนาชีอะห์” เป็นนัยว่าไม่ใช่อิสลาม เหมือนที่เว็บไซต์ไอนิวส์มีเดียกระทำตลอดมา

แต่ไม่เฉพาะชีอะห์เท่านั้นที่ถูกวะฮาบีโจมตีใส่ร้าย ทว่าพวกเขาก็มักโจมตีผู้อยู่ในแนวทางซุนนีอื่นๆ ที่เชื่อไม่เหมือนตนว่า เป็นผู้หลงผิด (ฎอลาละห์) กระทำอุตริกรรม (บิดอะห์) และรุนแรงสุดคือเป็นผู้ตั้งภาคี (มุชชิก) เหตุเพราะกระทำชีริก (กระทำในสิ่งที่ตั้งภาคีต่ออัลลาะห์)

ล่าสุดเมื่อไม่วันที่ผ่านมาจากกรณีเรือแห่ในพิธีของชาวมุสลิมล่มที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 คนและผู้คนทั่วประเทศต่างโศกเศร้าและร่วมไว้อาลัยกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น แต่ปรากฏว่าวะฮาบีกลับใช้ช่วงโอกาสแห่งความเศร้าสลดนี้ กล่าวหาโจมตีว่า การกระทำพิธีดังกล่าวของมุสลิมอยุธยาเป็นชีริก (ตั้งภาคี) ซึ่งเท่ากับกล่าวหาว่ามุสลิมเหล่านั้นเป็นมุชริกหรือผู้ตั้งภาคี ซึ่งนับเป็นข้อหาที่ร้ายแรงในอิสลาม นอกจากนั้นยังมีการระบุจากวะฮาบีบางกลุ่มด้วยว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นการลงโทษจากพระเจ้าที่มีต่อพวกทำชีริก จนทำให้มุสลิมหลายฝ่ายทั้งซุนนีและชีอะห์ทนไม่ได้ ต้องออกมาประณามและตอบโต้ความกักขฬะของวะฮาบีเหล่านี้

ทั้งนี้ลัทธิวะฮาบีเป็นแนวทางเดียวกับที่กลุ่มหัวรุนแรงในตะวันออกกลางโดยเฉพาะไอซิสยึดถือปฏิบัติ  ซึ่งมีรูปแบบเริ่มต้นที่คล้ายๆ กัน คือเริ่มจากวินิจฉัยผู้อื่นที่มีความเชื่อแตกต่างจากตนหรือไม่เห็นด้วยกับแนวทางของตนว่า “เป็นคนนอกศาสนา” จากนั้นจึงเริ่มเข่นฆ่าสังหารไปทั่ว

ปัจจุบันในหมู่มุสลิมมีการเรียกวะฮาบีที่ชอบตัดสินผู้อื่น ว่า “วะฮาบีตักฟีรี”

ทั้งนี้ลัทธิวะฮาบีได้เข้ามาในไทยเมื่อราว 40 ปีก่อน จากนั้นมาก็ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อสังคมมุสลิมในประเทศไทยทั้งซุนนีและชีอะห์ที่เคยอยู่กันอย่างสงบมาอย่างช้านาน

 

**ฟังคลิปต้นฉบับภาษาอาหรับของ เชคอักรอม อัลกะบี ไม่ได้พูดตามที่ถูกกล่าวหา