10 คำถาม 10 คำตอบ เกี่ยวกับกลุ่ม ISIS ตอนที่ 2

isis_01

  1. ปัจจัยใดที่ทำให้กลุ่ม ISIS สามารถรักษาอิทธิพลในอิรักได้อย่างมั่นคง?

 

ปัจจัยประการแรกที่ทำให้กลุ่ม ISIS ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมนิกายซุนนี สามารถรักษาและขยายอำนาจได้ คือ ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมอิรักนิกายซุนนีและนิกายชีอะฮ์

 

แม้ประชากรชาวอิรักส่วนมากจะนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะอ์ แต่ชาวซุนนีคือผู้ที่ปกครองประเทศอย่าง ยาวนาน จนกระทั่งอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็นซึ่งนับถือนิกายซุนนีสิ้นอำนาจในปีค.ศ. 2003 นายซัดดัมได้ทำให้ชาว มุสลิมซุนนีเข้าใจมาตลอดว่า ชาวซุนนีคือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้กระทั่งปัจจุบันชาวซุนนีรู้สึกว่าพวกเขา ถูกชาวชีอะฮ์แย่งอำนาจไปและให้อำนาจแก่พวกเขาน้อยเกินไป

 

สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่สหรัฐฯบุกอิรักในปีค.ศ. 2003 ได้ทำให้ความความขัดแย้งระหว่างนิกาย ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลที่มีขึ้นภายหลังการโค่นอำนาจระบอบซัดดัม ก็ถูกมองว่าให้อำนาจอย่างมากล้นแก่ชาวชีอะฮ์ ภายใต้ความร่วมมือของสหรัฐฯ รัฐบาลไม่อาจเป็นรัฐบาลของปวงชนทุกหมู่เหล่าได้ ทำให้กระแสความไม่พอใจของ ชาวซุนนีต่อรัฐบาลอิรักยิ่งทวีคูณ ปัจจุบันชาวชีอะฮ์และซุนนีในอิรักไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งระหว่าง สองกลุ่มนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งที่มีผู้ชนะเพียงคนเดียว (a zero-sum game) เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง[11] หลายครั้งการลุแก่อำนาจและใช้อำนาจโดยพลการของรัฐบาล ได้ต่อเติมไฟแห่งความบาดหมางเช่น เหตุการณ์ตำรวจ ใช้ความรุนแรงเข้าควบคุมตัวผู้ชุมนุมนิกายซุนนีที่ออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน

 

ดังนั้นตราบใดที่กลุ่มชีอะอ์ยังคงมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลอิรักและชาวซุนนีไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นธรรมและมีพื้นที่ทางการเมืองที่มากพอ ตราบนั้นกลุ่ม ISIS จะยังคงได้รับคะแนนนิยมในพื้นที่ของชาวซุนนีในภาคตะวันตกเฉียงเหนือต่อไป

 

ปัจจัยประการที่สองที่ทำให้กลุ่ม ISIS มีแต้มต่อทางการเมืองในหมู่ชาวซุนนีคือ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ของนายกรัฐมนตรีอิรัก

 

นายนูรี อัล-อาลีกี นายกรัฐมนตรีของอิรักซึ่งเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะฮ์ เขาได้ทำให้อิรักกลายเป็นรัฐชีอะฮ์[12] เนด พาร์กเกอร์ อดีตสมาชิกสภาความสัมพันธ์ระหว่งประเทศ (CFR) กล่าวว่า การกระชับอำนาจของกลุ่มชีอะฮ์ผ่าน นายกรัฐมนตรีมาลีกี ในช่วงที่สหรัฐฯถอนกำลังทหารออกจากอิรักปลายปีค.ศ. 2011 สร้างความไม่พอใจให้กับชาวซุนนี ซึ่งเป็นชนส่วนน้อย และกลุ่ม ISI คือกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากความรู้สึกไม่เป็นธรรม”[13] รัฐบาลอิรักได้ปฏิเสธ ข้อเรียกร้องของชาวซุนนีที่ต้องการเพิ่มพื้นที่และสิทธิทางการเมือง ในเหตุการณ์การประท้วงรัฐบาล โดยชาวซุนนีในเดือน เมษายนและธันวาคม ค.ศ. 2013 ตำรวจได้สังหารผู้ประท้วงชาวซุนนีที่ประท้วงด้วยความสงบ และใช้กฎหมายต่อต้านการ ก่อการร้ายจับกุมพลเมืองชาวซุนนีจำนวนมาก[14] นายกรัฐมนตรีมาลีกียังได้สร้างพันธมิตร ทางการเมืองกับกลุ่มติดอาวุธชาว ชีอะฮ์อีกหลากลุ่มที่มีเป้าหมายปองร้ายชาวซุนนี

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้กลุ่ม ISIS ที่ประกาศต่อสู้เพื่อชาวซุนนีได้คะแนนนิยมในหมู่ประชาชนชาวซุนนี นายไมเคิล ไนค์ (Michael Knights) ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกใกล้ศึกษา สถาบันวอชิงตัน (The Washington Institution for Near East Studies) กล่าวว่า “นายกรัฐมนตรีมาลีกีได้ทำให้โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่ม ISIS เป็นจริงและถูกต้อง และรัฐบาลอิรักและ สหรัฐฯเองยังมีส่วนทำให้กลุ่ม ISIS เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการปล่อยนักโทษอัล-กออีดะฮ์จากเรือนจำ นอกจากนั้น การถอนทหารสหรัฐฯออกจากอิรักปลายปีค.ศ. 2011 คือการให้พื้นที่หายใจแก่กลุ่ม ISIS เพิ่มขึ้นนั่นเอง”