lasted posts

Popular

13673009271

Θ การด่าซอฮาบะฮ์โดยซอฮาบะฮ์    

 

ตอน มุอาวียะฮ์สั่งด่า ท่านอะลี อะลัยฮิสสลาม

ตำแหน่งคอลีฟะฮ์ เป็นปัญหาขัดแย้งประการสำคัญที่สุดระหว่างมุสลิมทั้งซุนนีและชีอะฮ์ ตราบใดก็ตาม ที่มุสลิมเราไม่ตระหนักในประเด็นประวัติศาสตร์ด้านนี้   ตราบนั้น เราก็ได้แต่นับถือศาสนาไปตามประเพณี ตักลีดตามกันไปอย่างหลับหูหลับตา ไม่มีการตรวจสอบ วิเคราะห์วิจัยโดยละเอียดและเนียน

ชีอะฮ์ถือว่า เรื่องตำแหน่งคอลีฟะฮ์ เป็นแกนของปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ที่มีระหว่างซุนนี ชีอะฮ์ ความรู้ในเรื่องคอลีฟะฮ์ เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง และถ้าหากใครได้ศึกษาวิเคราะห์ปัญหานี้ด้วยใจบริสุทธิ์เป็นธรรม แน่นอน นี่คือประตูสำคัญสำหรับการตัดสินใจเลือกเข้ารับแนวทางอะฮ์ลุลบัยต์ หรือแนวทางชีอะฮ์อาลี

มีหลายเหตุผล หลายหัวข้อ และหลายประเด็น ที่สะท้อนคำตอบแก่ปัญหานี้ตรงกันว่า แนวทางที่เป็นสัจธรรม เที่ยงแท้จากท่านนะบี (ศ)นั้น คือแนวทางการนับถือศาสนาของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ)    อะฮ์ลุลบัยต์เป็นข้อทดสอบของมวลมุสลิมทุกยุค ทุกสมัย  ท่านนะบี (ศ) เองได้สั่งเสียไว้ในฮะดีษซอฮี๊ฮ์ว่า จงตรึกตรองดูเถิดว่า พวกท่านได้ขัดแย้งกับฉัน ในเรื่องอะฮ์ลุลบัยต์ของฉันอย่างไร ?

ท่านกล่าวอย่างนี้ สามครั้งติดๆกัน หลังจากได้ประกาศว่า ท่านได้ละทิ้งสิ่งหนักไว้ในหมู่พวกท่าน สองประการ นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน แน่นอน หลักฐานการปฏิบัติศาสนกิจของบรรดามุสลิมทั้งซุนนีและชีอะฮ์ ต่างก็มีที่มา ต่างก็มีผู้รายงานถ่ายทอด มีการวิเคราะห์ ตรวจสอบ กว่าจะมาถึงยุคสมัยของเรา

สำหรับของแนวทางซุนนีนั้น ผู้ทำหน้าที่รายงานถ่ายทอด ไม่จำเป็นจะต้อง อะฮ์ลุลบัยต์ (อ)ก็ได้ แต่ส่วนชีอะฮ์ จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเป็นอะฮ์ลุลบัยต์ เส้นแบ่งเพียงแค่นี้  ได้พาลพาให้กลายเป็นความแตกต่าง และความขัดแย้งมากมาย จนไม่สามารถหาข้อยุติในวงกว้างได้สำเร็จ นอกเสียจาก การแสวงหาความจริงของแต่ละบุคคล ในส่วนปัจเจกชน ที่เป็นอิสรชนเท่านั้น

อุปสรรคอย่างหนึ่ง ที่ทำให้หลายคนไม่กล้า ไม่อยากเข้าไปศึกษาเรื่องราวของชีอะฮ์ นั่นคือ การถูกข่มขู่ด้วยข้อหา ด่าประณามซอฮาบะฮ์หรือสาวกท่านนะบี (ศ)

หลายคนมองว่า ซอฮาบะฮ์ เป็นตำแหน่งของเหล่าบรรดาชาวสวนสวรรค์  และทุกคนจะเป็นกาเฟรทันที ถ้าหากประณามหรือตำหนิติเตียนซอฮาบะฮ์ของท่านนะบี(ศ)

พวกเขาเชื่อว่า  เงื่อนไขประการหนึ่งของคนที่จะได้เข้าสวรรค์ก็คือ ต้องไม่ตำหนิติเตียนซอฮาบะฮ์ท่านนะบี(ศ)เลยเป็นอันขาด   ทั้งๆที่คำสอนเช่นนี้ เป็นคำสอนแบบกดขี่ เอารัดเอาเปรียบและอุตริแหวกแนว ไม่มีร่องรอยคำสอนเช่นนี้ในอัลกุรอาน และฮะดีษซอฮี๊ฮ์เลย

เราเคยเสนอหลักคิดจากหลายอายะฮ์ในอัลกุรอาน ที่อัลลอฮ์ติเตียนบรรดาซอฮาบะฮ์ที่ดื้อรั้น และละเมิดคำสั่งของท่านนะบี (ศ) และเคยให้ข้อมูลมาไม่น้อยเกี่ยวกับความขัดแย้งในระหว่างพวกซอฮาบะฮ์กันเอง ที่ได้ขับเคี่ยว ฟาดฟัน ห้ำหั่น เป็นศัตรูกันมากมาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่า เหล่าบรรดาชาวสวรรค์จะเป็นศัตรูกันเอง จะต้องมีฝ่ายหนึ่งอยู่กับสัจธรรม และอีกฝ่ายหนึ่ง ต่อต้านสัจธรรม เป็นแน่นอน

เรื่องการด่าท่านอะลี (อ) เป็นหลักการบนมิมบัร ในสมัยมุอาวียะฮ์ เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่น่าศึกษา และทบทวนดูเพื่อแสวงหาคำตอบว่า   สัจธรรมกับความหลงผิดอยู่กับฝ่ายใด

แต่สำหรับชีอะฮ์นั้น ให้คำตอบในเรื่องนี้มานานแล้วว่า ไม่มีความอธรรมและความเลวร้ายใดจะะยิ่งใหญ่กว่า การวางกฎเกณฑ์ให้ด่าท่านอะลี(อ) บนมิมบัร

ที่ประเทศซีเรียสมัยมุอาวียะฮ์เป็นผู้ปกครอง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาได้ทำสงครามกับอะมีรุลมุมินีนอาลี (อ) แน่นอน ตำแหน่งอะมีรุลมุมินีนของท่านอะลีนั้น เป็นตำแหน่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติศาสนา ตั้งแต่ครั้งที่ท่านรอซูล(ศ)ยังมีชีวิตอยู่เรื่อยมา   ถึงแม้ท่านอะลีจะไม่ได้เป็นคอลีฟะฮ์ปกครองอาณาจักรในทันทีหลังท่านท่านนบี (ศ) วะฟาตก็ตาม

นอกจากมุอาวียะฮ์ได้ทำสงครามกับผู้นำโดยชอบธรรมของอิสลามแล้ว   มุอาวียะฮ์ยังได้ใช้อำนาจการปกครองของเขาที่ซีเรีย  วางกฎเกณฑ์ให้ด่าทอท่านอะลีบนมิมบัร  จนกระทั่งได้กลายเป็นหลักการข้อหนึ่ง สำหรับการกล่าวคุฏบะฮ์บนมิมบัรของประชาชาติอิสลาม

มีการบันทึกโดยมุสลิม (ซอฮี๊ฮ์มุสลิม เล่ม 4 หน้า 1871 ฮะดีษที่ 6373)

 

أَمَرَ مُعَاوِيَةُ بْنُ أَبِى سُفْيَانَ سَعْدًا فَقَالَ مَا مَنَعَكَ أَنْ تَسُبَّ أَبَا التُّرَابِ فَقَالَ أَمَّا مَا ذَكَرْتُ ثَلاَثًا قَالَهُنَّ لَهُ رَسُولُ اللَّهِ -صلى الله عليه وسلم- فَلَنْ أَسُبَّهُ لأَنْ تَكُونَ لِى وَاحِدَةٌ مِنْهُنَّ أَحَبُّ إِلَىَّ مِنْ حُمْرِ النَّعَمِ

 

ท่านอามิร บินสะอัด บินอะบีวักกอศรายงานจากบิดาของเขา ได้กล่าวว่า :

มุอาวียะฮ์ บุตรอะบีซุฟยานได้สั่งสะอัด โดยกล่าวว่า : อะไรเป็นเหตุยับยั้งท่าน มิให้ด่าอะบูตุรอบ(อาลี) ?

 

สะอัดได้กล่าวว่า เนื่องจากยังมีสามประการที่ฉันยังจำได้ ที่ท่านรอซูลุลลอฮ์()เคยกล่าวกับเขา ฉะนั้น ฉันจึงไม่อาจด่าเขาได้ เพราะแท้จริง เพียงประการ เดียวจากเรื่องเหล่านั้น ถ้าหากได้กับฉัน ฉันจะรักชอบยิ่งกว่าได้อูฐสีแดง

ได้มีผู้รู้หลายคนพยายามจะอธิบายอย่างสุดกำลังว่า   มุอาวียะฮ์เพียงแต่ถามสะอัดบินอบีวักกอศเท่านั้นว่า

เหตุใดจึงไม่ด่าท่านอะลี    กล่าวคือมุอาวียะฮ์มิได้เรียกร้อง ต้องการให้สะอัดกระทำเช่นนั้นแต่อย่างใด

 

แต่เราต้องใช้วิจารณญาณต่อถ้อยคำในบันทึกอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่ถ้อยคำแรกของประโยคบอกเล่าที่ว่า

มุอาวียะฮ์ บินอะบีซุฟยานได้สั่งสะอัด ซึ่งถ้าหากมุอาวียะฮ์มิได้สั่งให้สะอัดด่าอะลี  แล้วเขาสั่งเรื่องอะไร ?

แน่นอน ยังมีรายงานว่า  มีเงื่อนไขจากท่านฮะซันบุตรอะลี ที่ยื่นเสนอต่อมุอาวียะฮ์ประการหนึ่ง คือ เขาจะต้องหยุดด่าท่านอะลี

 

وَوَفَى معاويةُ لِلْحَسَنِ بَيْتَ الْماَلِ، وَكاَنَ فِيْهِ يَومَئِذٍ سَبْعَة آلاَف أَلْفَ دِرهَم، فَاحْتَمَلَهاَ الْحَسَنُ، وَتَجَهَّزَ هُوَ وَأهلُ بَيْتِهِ إِلَى الْمَدِيْنَة، وَكَفَّ مُعاويةُ عَنْ سَبِّ عَلِيٍّ وَالْحَسَنُ يَسْمَعُ

تاريخ دمشق  ج 13 ص 266 وتهذيب الكمال ج 6  ص 247 وسير أعلام النبلاء  ج 3  ص 264

 

ในขณะที่สะอัดได้ฟังเรื่องนั้นด้วยตัวเอง เขากล่าวว่า มุอาวียะฮ์ทำตามสัญญากับท่านฮะซัน ในเรื่องบัยตุลมาล ซึ่งในขณะนั้นมีจำนวน  6 แสนดิรฮัม และท่านฮะซันพร้อมด้วยอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านได้จัดการบรรทุกกลับไปยังเมืองมะดีนะฮ์ และมุอาวียะฮ์ได้หยุดยั้งจากการด่าท่านอะลี ในขณะที่ท่านฮะซันได้ยิน

อ้างอิงจากตารีคดามัสกัส   เล่ม 13 : 266  ตะฮ์ซีบบุลกะมาล เล่ม 6 : 247  สิยัรอะอ์ลามุนนุบะลาอ์ เล่ม 3 : 264

 

 

ในหนังสือ บัฆยะตุฏฏ็อลบ์  ฟี ตารีค ฮัลบ์ เล่ม 7 หน้า 3033 ระบุว่า

“อะบูอัยยูบ คอลิด บิน ซัยด์ บัดรีย์ คนที่ให้การต้อนรับท่านนะบีเป็นคนแรก เมื่อเดินทางถึงเมืองมะดีนะฮ์ และในสงครามศิฟฟีน เขาก็เป็นคนนำหน้าท่านอะลี และเขาคือคนที่กล่าวแก่มุอาวียะฮ์ ในขณะที่ได้ด่าท่านอะลีว่า โอ้มุอาวียะฮ์ จงหยุดด่าอะลีในหมู่ประชาชนเถิด

ดังนั้น มุอาวียะฮ์ได้กล่าวว่า ฉันไม่สามารถทำเช่นนั้น ยิ่งกว่าพวกเขาได้    ดังนั้นอะบูอัยยูบได้กล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่อยู่ในแผ่นดินที่ฉันได้ยินการด่าท่านอะลี แล้วเขาได้ออกไปยังเมืองซัยฟุลบะห์ริ จนกระทั่งตาย (ขอให้อัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อเขา)

 

 

หรือว่า เป็นเรื่องของความบังเอิญ สำหรับการที่บรรดาข้าหลวงของมุอาวียะฮ์ ที่ถูกส่งไปปกครองตามหัวเมืองต่างๆ   ต่างได้พากันด่าท่านอะลีบนมิมบัรทั่วทุกหัวเมือง โดยที่มิได้เป็นคำสั่งของคอลีฟะฮ์มุอาวียะฮ์ ?

 

แต่ถึงกระนั้น มุอาวียะฮ์ก็ต้องรู้ว่า  ได้มีการด่าท่านอะลีบนมิมบัรต่างๆ  แต่มุอาวียะฮ์ก็ไม่ห้ามพวกเขา ทั้งๆที่มีความสามารถห้ามได้ นั่นก็หมายความว่า ไม่ต่างอะไรกับการด่าด้วยตัวเองเช่นกัน

แสดงว่า มุอาวียะฮ์ ประมุขของมุสลิมกลุ่มหนึ่งนั้น เป็นคนด่าซอฮาบะฮ์นะบี (ศ)

 

ฉะนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่า   การด่าซอฮาบะฮ์เป็นกาเฟร ก็ดูจะเป็นข้อหาสำหรับมุอาวียะฮ์พร้อมกันไปด้วย เพราะมีหลักฐานบ่งชัดว่า มุอาวียะฮ์ได้ด่า และสั่งให้ด่าท่านอะลี ซึ่งแน่นอน ท่านอะลี นั้นใกล้ชิดกับท่านนะบี (ศ) เสียยิ่งกว่าเป็นซอฮาบะฮ์ เสียอีก

ฉะนั้น การยกย่องเชิดชูมุอาวียะฮ์และแนวทางของมุอาวียะฮ์ที่แท้ก็คือ การยกย่องและเชิดชูแนวทางของคนที่ด่าซอฮาบะฮ์ท่านนะบี (ศ )นั่นเอง

 

 

เรามิได้ปรักปรำบรรดาสาวกผู้มีคุณธรรมของท่านนะบี(ศ)ว่า   เป็นคนผิด เรามิได้กล่าวหาบรรดาสาวกผู้บริสุทธิ์ต่อศาสนา และซื่อสัตย์ต่อท่านนะบี(ศ)ฃว่า    เป็นคนเลวหรือชั่วร้าย

แต่เราจำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องราวของคนที่ทำความผิด และไม่บริสุทธิ์ใจ ไม่ซื่อสัตย์ต่อศาสนาและต่อท่านนะบี (ศ) เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงสัจธรรมความจริงของแนวทางชีอะฮ์อาลีว่าเป็นแนวทางอันเที่ยงแท้ของอัลอิสลาม ศาสนาของอัลลอฮ์ อย่างแท้จริง

การที่เรากล่าวถึงความไม่ถูกต้องของซอฮาบะฮ์บางคนเยี่ยงมุอาวียะฮ์และบรรดาแกนนำดับหัวหน้าของเขา ตลอดจนลิ่วล้อบริวาร   เป็นเพียงการกระทำที่เรียกว่า ไม่กลบเกลื่อนความจริง และไม่นำเอาความเท็จเข้าไปปะปนกับสัจธรรมเท่านั้น

เพราะว่า   ถ้าหากเราสามารถกล่าวถึงความจริงได้อย่างอิสระ เสรี เราก็สามารถชี้ผิดชี้ถูกให้แก่ตัวเองได้

ว่าไปแล้ว หลายหะดีษที่ระบุอย่างชัดเจนว่า  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติศาสนา โดยบรรดาสาวกบางคนของท่านนะบี (ศ) เช่น    ท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า :

 

وَإِنَّهُ سَيُجَاءُ بِرِجَالٍ مِنْ أُمَّتِي فَيُؤْخَذُ بِهِمْ ذَاتَ الشِّمَالِ فَأَقُولُ يَا رَبِّ أَصْحَابِي قَالَ فَيُقَالُ لِي إِنَّكَ لَا تَدْرِي مَا أَحْدَثُوا بَعْدَكَ لَمْ يَزَالُوا مُرْتَدِّينَ عَلَى أَعْقَابِهِمْ مُذْ فَارَقْتَهُمْ فَأَقُولُ كَمَا قَالَ الْعَبْدُ الصَّالِحُ

{ وَكُنْتُ عَلَيْهِمْ شَهِيدًا مَا دُمْتُ فِيهِمْ الْآيَةَ إِلَى إِنَّكَ أَنْتَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ }

 

ท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)ได้กล่าวว่า   :

แน่นอน จะมีบรรดาผู้ชายกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันถูกนำมา แล้วพวกเขากำลังถูกนำไปยังด้านซ้าย แล้วฉันได้กล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลนั่นคือ ซอฮาบะฮ์ของฉัน  แล้วได้มีเสียงกล่าวว่า   แท้จริงเจ้าไม่รู้ดอกว่าภายหลังจากเจ้าแล้ว พวกเขาได้ก่อเหตุอะไรขึ้น ดังนั้น ฉันจึงกล่าวตามที่บ่าวผู้มีคุณธรรมได้กล่าวว่า     (( และข้าพระองค์ย่อมเป็นพยานยืนยันต่อพวกเขาในระยะเวลาที่ข้าพระองค์อยู่ในหมู่พวกเขา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงรับข้าพระองค์ไปแล้ว พระองค์ท่านก็เป็นผู้ดูและพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง))

หากพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาแท้จริงพวกเขาก็คือบ่าวของพระองค์ และหากพระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์ท่านคือ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ ))

 

รายงานโดยบุคอรี  มุสลิม  ติรมิซี   นะซาอี และอะห์มัดบินฮัมบัล

 

การตะแบงหรือพยายามเอาสีข้างเข้าถู แล้วอธิบายฮะดีษนี้ให้ความหมายเบี่ยงเบนเป็นอย่างอื่นเช่นว่า

 

ท่านนะบี (ศ )ไม่ได้หมายถึงซอฮาบะฮ์ในสมัยของท่าน  แต่หมายถึงประชาชาติทุกคนยกเว้นซอฮาบะฮ์ของท่านนะบี(ศ) เพราะเหตุว่า ซอฮาบะฮ์ท่านนะบีทั้งหมดล้วนเข้าสวรรค์ โดยไม่ถูกสอบสวน ขอแต่เพียงเกิดมาเป็นซอฮาบะฮ์ของท่านนะบีก็เป็นชาวสวรรค์แล้ว

 

ฉะนั้นพวกที่ถูกนำไปทิศทางด้านซ้ายในวันกิยามะฮ์   เพื่อลงนรกตามรายงานฮะดีษนี้ หมายถึงคนอื่นทั้งสิ้น ไม่รวมถึงซอฮาบะฮ์ของท่านนะบี(ศ)

 

คำว่า ซอฮาบะฮ์ ในนิยามของพวกเขาทุกแห่งและทุกกาลเวลาสถานที่ หมายถึงซอฮาบะฮ์ของท่านนะบี (ศ)

 

และไม่เคยยกย่องประชาชาติอิสลามรุ่นใดขึ้นเป็นซอฮาบะฮ์ และไม่เคยมีอุละมาอ์คนใดยอมรับหรือเรียกว่าตัวของพวกเขาเอง หรือคนในรุ่นอื่น ที่มิใช่สมัยเดียวกับท่านนบี(ศ)ว่า เป็นซอฮาบะฮ์ท่านนะบี(ศ) แม้สักครั้งเดียว

 

แต่พอเจอฮะดีษนี้ ที่ท่านนะบี(ศ) ใช้คำพูดของท่านเองเรียกเหล่าบรรดาคนที่ถูกนำไปนรก ว่า ซอฮาบะฮ์ของฉัน    พวกเขากลับปฏิเสธทันควันว่า ไม่ได้หมายถึงซอฮาบะฮ์ท่านนะบี(ศ)

การอธิบายอย่างนี้จะถูกต้องหรือไม่ ขอได้โปรดใช้ดุลยพินิจและคิดด้วยวิจารณญาณ

เป็นไปไม่ได้เลยอย่างเด็ดขาด สำหรับความคิดอย่างงมงายของใครบางคน ที่แย้งเราว่า

บรรดาผู้คนที่เกิดมาทันได้พบกับท่านนะบี(ศ) แล้วได้เป็นซอฮาบะฮ์นั้น เสมือนได้ถูกจัดให้อยู่ในช่วงฟิตเราะฮ์   คือช่วงการว่างเว้นบทลงโทษจากอัลลอฮ์ โดยพระองค์ไม่ทรงเอาผิดใคร ไม่ทรงเอาโทษผู้ใด   ไม่ว่า ใครจะผิดแค่ไหน ใครจะฆ่าใคร ใครจะกินเหล้า หรือทำบาปใดๆ ก็ไม่เป็นบาป เพราะเหตุว่า พวกเขาเป็นซอฮาบะฮ์ของท่านนะบี(ศ)

ต่อให้ท่านอะบูบักร์  ท่านอุมัรใช้ตำแหน่งหน้าที่ฆ่าคน ทำร้ายคนสักเท่าไหร่ ต่อให้ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ยกทัพเข้าเข่นฆ่าสังหารชีวิตผู้คนสักกี่หมื่น จนเลือดท่วมถึงท้องอูฐ ต่อให้มุอาวียะฮ์ ทำสงครามกับท่านอะลี  พวกเขาก็ไม่มีความผิดในทัศนะของอัลลอฮ์ และพวกเขาคือ ชาวสวรรค์

แล้วยะซีดกับทหารของเขาจำนวนสามหมื่น ที่ส่งกองทัพไปเข่นฆ่าอิมามฮูเซนและบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ ลูกหลานท่านนะบี (ศ) จำนวนมากที่ทุ่งกัรบะลาในปี ฮ.ศ. 61 อีกเล่า พวกเขาก็ไม่ผิดใช่ไหม    เพราะพวกเขาบางคนเป็นซอฮาบะฮ์   บางคนเป็นลูกหลานซอฮาบะฮ์ ซึ่งคนทั้งหมดล้วนเข้าสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น ?

 

☺►ความเชื่อแบบที่ไร้สาระและเหลวไหลกว่านี้ในหมู่มนุษยชาติ คงไม่มีอีกแล้ว