rodlfi-696x522

เมื่อพิจารณาถึงความรู้สึกเหล่านี้ทั้งหมด การร้องไห้ให้กับท่านอิมามฮุเซน (อ.) สามารถที่จะเป็นการร้องไห้อันเกิดจากความรักได้ เพราะความรักมักจะเกิดจากการที่เรารับรู้ถึงคุณลักษณะที่พึงปรารถนาในตัวคนบางคน การที่เรารับรู้ถึงฐานะอันสูงส่งและคุณลักษณะอันโดดเด่นของอิมามฮุเซน (อ.) ทำให้เรามีความรักต่อท่านดังที่พระองค์ทรงประสงค์ให้เกิดขึ้นในใจของปวงบ่าวของพระองค์

“قل لا اسئلکم علیه من اجر الّا المودّة فی القربی”

และเมื่อเราทราบว่าผู้ที่เรารักถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด เราจะสามารถกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งออกมาได้หรือ ?

การร้องไห้ให้กับท่านอิมามฮุเซน (อ.) และเครือญาติสามารถที่จะเกิดจากความตื้นตันใจได้ แน่นอนว่าไม่ไช่ความตื้นตันใจที่ท่านและครอบครัวถูกสังหาร แต่เป็นความตื้นตันใจเมื่อได้ยินวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเหล่าผู้กล้าแห่งกัรบะลา พวกเขาไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่าจะคนชราหรือเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ล้วนได้เปล่งคำพูดและแสดงท่าทีอันฮึกเหิมต่อศัตรูแม้จะอิดโรย เหนื่อยล้าและกระหายน้ำเพียงใดก็ตาม ในขณะเดียวกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าอิมามฮุเซน (อ.) คำพูดของพวกเขาบ่งบอกถึงการให้เกียรติอย่างสุดซึ้งประหนึ่งทาสที่กำลังพูดกับผู้เป็นนาย

การร้องไห้ให้กับอิมามฮุเซน (อ.) สามารถที่จะเกิดจากความผูกพันในอุดมการณ์ของท่านได้ เพราะท่านมีอุดมการณ์อิสลามอันบริสุทธ์ิ และมีเจตนารมณ์อันแรงกล้า ที่จะฟื้นฟูอุมมะฮ์ของท่านนบีผู้เป็นตาของท่าน ซึ่งเป็นการฟื้นฟูอุมมะฮ์อย่างครบวงจรไม่ว่าจะในแง่จิตวิญญาณ สังคม การเมือง ฯลฯ หากเรามีใจที่เป็นกลางและรักในอัล-อิสลาม เมื่อเราศึกษาถึงอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของท่าน เราจะรู้สึกผูกพันกับท่าน และจะร่ำไห้ด้วยความรู้สึกเดียวกันนี้เมื่อเราได้ยินเรื่องราวการเสียสละของท่าน แน่นอนว่าการร้องไห้ให้กับอิมามฮุเซน (อ.) ย่อมปฏิวัติหัวใจของเรา เมื่อนั้นเราจะรู้สึกว่าเราพร้อมที่จะเสียสละเพื่ออิสลามได้ทุกเมื่อ และพร้อมจะต่อสู้กับผู้ไม่หวังดีกับอิสลามไม่ว่าเขาจะเป็นใหญ่เป็นโตมาจากไหนก็ตาม ดังที่ท่านอิมามฮุเซน (อ.) ยืนหยัดต่อสู้กับความอธรรมของยะซีด โดยไม่สนว่าตัวท่านเองจะมีกำลังพลเพียงใด และไม่ว่ายะซีดจะมีอำนาจบารมีคับฟ้าเพียงใดก็ตาม

ท่านอิมามโคมัยนีเคยกล่าวไว้ว่า

เราคือประชาชาติแห่งหยาดน้ำตาทางการเมือง เราคือประชาชาติที่จะสร้างคลื่นยักษ์จากหยาดน้ำตาของเรา และจะพังทลายเขื่อนและปราการทุกแห่งที่บังอาจปิดกั้นหนทางแห่งอิสลาม

เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่การร้องไห้ให้อิมามฮุเซนจะเป็นการร้องไห้ที่เกิดจากความท้อแท้และสิ้นหวัง เพราะหยาดน้ำตาเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากบ่อน้ำทิพย์แห่งเกียรติยศและความฮึกเหิม และไม่ใช้น้ำตาแห่งความนิ่งดูดาย แต่เป็นน้ำตาที่ประกาศศักดาก้องกังวาน ไม่ใช่น้ำตาที่เย็นชา แต่เป็นน้ำตาที่เร่าร้อน ไม่ใช่น้ำตาของผู้ขลาดกลัว แต่เป็นน้ำตาของผู้ห้าวหาญ ไม่ใช่น้ำตาของผู้สิ้นหวังและท้อแท้ แต่เป็นน้ำตาของผู้มีความหวังแรงกล้า ไม่ใช่น้ำตาจากผงฝุ่นที่ระคายตา แต่เป็นน้ำตาจากปัญญาและความสำนึก แน่นอนว่าธารน้ำตาที่หลั่งจากปัญญาและจิตสำนึกย่อมขวางกั้นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการต่อสู้ของอิมามฮุเซน และอาจเป็นเพราะเหตุผลดังกล่าว ที่มีฮะดีษมากมายบ่งบอกถึงมรรคผลและคุณค่าอันมหาศาลของการร้องไห้ให้กับอิมามฮุเซน (อ.) อย่างเช่นฮะดีษจากท่านอิมาม ญะฟัร อัซ-ซอดิก (อ.) ที่กล่าวไว้ว่า “การร้องไห้และคร่ำครวญในความทุกข์ยากต่างๆ เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง นอกจากการร้องไห้ให้กับฮุเซน (อ.) ที่เป็นที่อนุญาตอีกทั้งมีมรรคผลอีกด้วย”

การไว้อาลัยและหลั่งน้ำตาให้กับอิมามฮุเซนมีบะเราะกัตและคุณประโยชน์มหาศาล เพื่อกอบกู้และรักษาบทเรียนที่ได้จากวีรกรรมกัรบะลา – ทราบหรือไม่ครับว่าในหน้าประวัติศาสตร์ เหล่าผู้ปกครองที่อธรรมมักจะประกาศห้ามจัดมัญลิสไว้อาลัยเพื่ออิมามฮุเซน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการไว้อาลัยแด่อิมามฮุเซนมักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโปงความฉ้อฉลของผู้ปกครองเสมอมา

มัญลิสอิมามฮุเซนนับเป็นมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถดึงดูดใจประชาชนสู่คำสอนของอิสลามอย่างงดงามและน่าทึ่ง เป็นสถานที่ๆปลุกเร้าความรู้สึกและจิตสำนึกของผู้หลงลืมศาสนา และเป็นสถานที่ๆสามารถเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและการเมืองได้เป็นอย่างดี การร้องไห้และการจัดมัญลิสไว้อาลัยอิมามฮุเซนมิเพียงแต่รักษาเสาหลักแห่งศาสนาให้คงอยู่ตราบทุกวันนี้ แต่ยังทำให้ผู้ที่เข้าร่วมมัญลิสได้รับการอบรมตามแนวทางอิสลามในแบบฉบับของหลานรักของท่านศาสดาอีกด้วย

มอริส ดักเบอรี ชาวตะวันตกได้กล่าวว่า “หากบรรดานักประวัติศาสตร์ของเราสามารถเข้าถึงแก่นแท้และรับรู้ความเป็นมาของวันนี้ (อาชูรอ) พวกเขาจะหยุดกล่าวโจมตีการไว้อาลัยดังกล่าวว่าเป็นการกระทำของคนสติแตกอย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เพราะผู้ที่ไว้อาลัยแด่ฮุเซนย่อมเข้าใจถึงความต่ำต้อยของการอยู่ภายใต้อาณัติของประเทศล่าอาณานิคมและจะไม่มีวันยอมรับความต่ำต้อยนี้เด็ดขาด เพราะคำขวัญที่สำคัญที่สุดของหัวหน้าพวกเขาคือการไม่ยอมอยู่ภายใต้การกดขี่นั่นเอง