lasted posts

Popular

ท่านอิมามอาลี (อ.) ได้ให้บัยอัตหรือมอบสัตยาบันแก่อบูบักรฺ จริงหรือไม่ มาค้นหาความจริงเรื่องนี้กันครับ ?

 

 

 

ประการแรก:

 

สิ่งที่นักวิชาการอิสลามเห็นพ้องต้องกันก็คือท่านอิมามอาลี (อ) และบรรดาสหายกลุ่มหนึ่งของท่าน พร้อมกับสหายของท่านศาสดา มิได้ให้บัยอัตกับท่านอบูบักรฺตั้งแต่แรก และปฏิเสธที่จะให้การยอมรับในตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของท่านอบูบักรที่พึ่งถูกสถาปนาขึ้นด้วยคนกลุ่มหนึ่ง

 

นักประวัตศาสตร์ชาวซุนนี่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวาง เช่น

 

1- บุคคอรีได้บันทึกความจริงนี้จากคำพูดของอุมัร บินค็อตต็อบเองว่า

 

حِينَ تَوَفَّى اللَّهُ نَبِيَّهُ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّ الْأَنْصَارَ خَالَفُونَا وَاجْتَمَعُوا بِأَسْرِهِمْ فِي سَقِيفَةِ بَنِي سَاعِدَةَ وَخَالَفَ عَنَّا عَلِيٌّ وَالزُّبَيْرُ وَمَنْ مَعَهُمَا  صحيح البخاري، ج 6، ص 2503، ح6442

 

ชาวอันศอรได้ขัดแย้งกับเราในขณะท่านนบี(ศ็อลฯ)เสียเสียชีวิต โดยพวกเขาไปรวมตัวกันที่ซะกีฟะฮ์ และตัวของท่านอาลี(อ) ซุเบร และคนกลุ่มหนึ่ง(ที่รวมตัวกันที่บ้านของอาลี)ได้ขัดแย้งกับเราในเรื่องนี้ (โดยการไม่ยอมรับการเป็นคอลีฟะฮ์ของอบูบักร)

 

2- อบุล ฟิดะฮ์ ได้เขียนไว้ในหนังสือประวัตศาสตร์ของเขาว่า

 

فبايع عمر أبا بكر رضي الله عنهما وانثال الناس عليه يبايعونه في العشر الأوسط من ربيع الأول سنة إِحدى عشرة خلا جماعة من بني هاشم والزبير وعتبة بن أبي لهب وخالد بن سعيد ابن العاص والمقداد بن عمرو وسلمان الفارسي وأبي ذر وعمار بن ياسر والبراء بن عازب وأبي بن كعب ومالوا مع علي بن أبي طالبأبو الفداء عماد الدين إسماعيل بن علي متوفاي732هـ المختصر في أخبار البشر ص 107

 

อุมัรได้มอบการบัยแก่อบูบักร แล้วราวๆกลางเดือนรอบิอุลเอาวัล เป็นเวลา 10 วันประชาชนก็ได้มาให้สัตยาบันแก่อบูบักร แต่ทว่ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มิยอมให้การบัยอัตแสดงความภักดี อันได้แก่ตระกูลบนีฮาชิม ซุเบร อุกบะฮ์ คอลิดบินสะอีดบินอาศ มิกดารบินอัมร์ ซัลมานฟะราซี อบูซัร อัมมารยาซีรและ …..คนอื่นๆ ได้ไปหาท่านอาลีด้วยการแสดงความจำนนที่จะมอบบัยอัตให้(ตามคำสั่งแห่งนบี)

 

3- ยะกูบี นักประวัตศาสตร์ชาวซุนนี่บันทึกไว้ ถึงการไม่ยอมให้สัตยาบันของคนกลุ่มหนึ่งจากชาวอันศอรและมุฮาญิรีนที่ได้ไปรวมตัวกันที่บ้านของท่านอิมามอาลี

 

وتخلف عن بيعة أبي بكر قوم من المهاجرين والأنصار ومالوا مع علي بن أبي طالب منهم العباس بن عبد المطلب والفضل بن العباس والزبير بن العوام بن العاص وخالد بن سعيد والمقداد بن عمرو وسلمان الفارسي وأبو ذر الغفاري وعمار بن ياسر والبراء بن عازب وأبي بن كعب

 

اليعقوبي، أحمد بن أبي يعقوب بن جعفر بن وهب بن واضح (متوفاي292هـ، تاريخ اليعقوبي، ج 2، ص 124، : ناشر: دار صادر – بيروت

 

พวกที่ไม่ยอมให้บัยอัต(การแสดงความภักดี)ต่อท่านอบูบักรในวันนั้นมาจากกลุ่มชนชาวมุฮาญิรีน และชาวอันซอร และกลุ่มคนที่อยู่กับท่านอาลี บิน อบีฏอฏอลิบมี อับบาส บิน อับดุลมุฏฏอลิบ / ฟัฏ บิน อับบาส / ซุเบร / คอลิดบิน ซะอีร / มิกดาร / ซัลมานฟาระซี / อบูซัร / อัมมัร บินญาซีร / บุรอ และอุบัย บิน กะบ์

 

4- และอีกหลายเล่มจากตำราของชาวซุนนะห์ที่บันทึกไว้เช่นหนังสือ 

سمط النجوم العوالي في أنباء الأوائل والتوالي ج 1 ص 375

 

167 الرياض النضرة ج 1 ص

 

 وتاريخ الخميس ج 1 ص 188   وتاريخ أبي الفداء ج 1 ص 156

 

โดยมีเนื่อหาที่คล้ายกันดังตัวบทข้างล่างนี้ 

تخلف عن بيعة أبي بكر يومئذ – سعد بن عبادة، وطائفة من الخزرج، وعلى بن أبي طالب، وابناه، والزبير، والعباس عم رسول الله صلى الله عليه وسلم، وبنوه من بني هاشم، وطلحة، وسلمان، وعمار، وأبو ذر، والمقداد، وغيرهم،

 

พวกที่ไม่ยอมให้บัยอัตต่อท่านอบูบักรในวันนั้น มี สะอัด บิน อุบาดะฮ์ / และคนกลุ่มหนึ่งที่ฝ่าฝืนคือ อาลี บินอบีตอลิบ กับบุตรชายทั้งสองของเขา / ซูเบร / อัลอับบาส อาท่านนบี ศ. / คนในตระกูลฮาชิม / ตอลหะฮ์ / ซัลมาน / อัมมาร / อบูซัร / มิกด๊าด และคนอื่นๆอีก…

เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในตำราอื่นๆอีก ผู้สนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้

 

 

ประการที่สอง: 

 ส่วนประเด็นที่มีการอ้างถึงคำพูดของท่านอิมามอาลีจากกลุ่มวะฮ์ฮาบี ว่า “อิมามอาลียอมรับ และพอใจต่อตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของท่านอบูบักร”  จดหมายนั้นมีตัวบทภาษาอาหรับ ดังนี้

 

قال علي بن أبي طالب  في كتاب له إلى معاوية

 

إِنَّهُ بَايَعَنِي اَلْقَوْمُ اَلَّذِينَ بَايَعُوا أَبَا بَكْرٍ وَ عُمَرَ وَ عُثْمَانَ عَلَى مَا بَايَعُوهُمْ عَلَيْهِ فَلَمْ يَكُنْ لِلشَّاهِدِ أَنْ يَخْتَارَ وَ لاَ لِلْغَائِبِ أَنْ يَرُدَّ وَ إِنَّمَا اَلشُّورَى لِلْمُهَاجِرِينَ وَ اَلْأَنْصَارِ فَإِنِ اِجْتَمَعُوا عَلَى رَجُلٍ وَ سَمَّوْهُ إِمَاماً كَانَ ذَلِكَ لِلَّهِ رِضًا فَإِنْ خَرَجَ عَنْ أَمْرِهِمْ خَارِجٌ بِطَعْنٍ أَوْ بِدْعَةٍ رَدُّوهُ إِلَى مَا خَرَجَ مِنْهُ فَإِنْ أَبَى قَاتَلُوهُ عَلَى اِتَّبَاعِهِ غَيْرَ سَبِيلِ اَلْمُؤْمِنِينَ وَ وَلاَّهُ اَللَّهُ مَا تَوَلَّى وَ لَعَمْرِي يَا مُعَاوِيَةُ لَئِنْ نَظَرْتَ بِعَقْلِكَ دُونَ هَوَاكَ لَتَجِدَنِّي أَبْرَأَ اَلنَّاسِ مِنْ دَمِ عُثْمَانَ وَ لَتَعْلَمَنَّ أَنِّي كُنْتُ فِي عُزْلَةٍ عَنْهُ إِلاَّ أَنْ تَتَجَنَّى فَتَجَنَّ مَا بَدَا لَكَ  وَ اَلسَّلاَمُ 

 

จดหมายของท่านอิมามอาลีถึงมุอาวิยะฮฺได้เขียนว่า 

“แท้จริงบรรดาผู้ที่ได้ให้สัตยาบันแก่ฉันคือบรรดาคนที่ได้ให้สัตยาบันแก่อบูบักรฺ อุมัรและอุสมาน และไม่มีผู้ใดที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว(เหตุการณ์เลือกคอลีฟะฮ์)มีสิทธิเลือก(ที่จะให้หรือไม่ให้สัตยาบัน) และไม่มีผู้ใดที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวจะมีสิทธิที่จะปฏิเสธ(ที่จะให้สัตยาบัน)แต่มันเป็นเรื่องของการปรึกษาหารือระหว่างมุฮาญิรีนและชาวอันศอรและหากพวกเขาทั้งหลายได้ตกลงร่วมกันว่าจะเรียกบุรุษคนหนึ่งว่า “อิมามหรือคอลีฟะฮ์” แล้ว (พวกเขาก็จะกล่าวว่า) แน่นอนเรื่องนี้ย่อมเป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮฺ และหากมีผู้ใดได้ออกจากแนวทางของพวกเขาทั้งหลายด้วยการกล่าวหาโจมตีหรือด้วยสิ่งใหม่ แน่นอนพวกเขาจะต่อต้านคนผู้นั้นในสิ่งที่ทำจนทำให้เขาผู้นั้นออกจากแนวทางนั้น และถ้าหากคนผู้นั้นยังคงดื้อดึงปฏิเสธที่จะกลับตัว พวกเขาทั้งมวลจะต่อสู้ทำสงครามกับเขาเนื่องจากเขา(โดยข้อกล่าวหาว่า)ได้เดินบนเส้นอื่นที่ไม่ใช่เส้นทางของผู้ศรัทธา และอัลลอฮฺจะทรงจัดการเขาในสิ่งที่เขาได้เบี่ยงเบน       

และตลอดชีวิตของฉันโอ้ มุอาวิยะฮฺถ้าหากเจ้าได้มองอย่างพินิจพิจารณาด้วยสติของเจ้ามิใช่อารมณ์ของเจ้า เจ้าจะพบว่าฉันคือผู้ที่บริสุทธิ์ที่สุดในบรรดามนุษย์ต่อเลือด(หมายถึงการเสียชีวิต)ของอุสมาน และเจ้าจะพบว่าฉันได้ปลีกตัวไม่เกี่ยวข้องกับ(การตายของ)เขาอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าหากเจ้าจะละเมิดแล้ว เจ้าก็จะจงกระทำสิ่งที่เจ้าอยากทำเถิด วัสลาม

 

จากคำกล่าวของท่านอิมามอาลี(อ)ข้างต้น กลุ่มวะฮ์ฮาบีได้นำมาเป็นข้ออ้าง โดยกล่าวว่า

“ย่อมเป็นหลักฐานว่า ตำแหน่งอิหม่ามนั้นจะถูกคัดเลือกโดยบรรดามุฮาญิรีนและชาวอันศอรและท่านอาลีได้รับการสัตยาบัน(ให้เป็นคอลีฟะฮฺ)ด้วยรูปแบบเดียวกับที่ท่านอบูบักรฺและท่านอุมัรและท่านอุสมานได้รับสัตยาบัน”

 

บทวิเคราะห์ความหมายของสาส์นฉบับนี้

  1. รู้สึกแปลกใจที่วะฮ์ฮาบีนำคำพูดของท่านอิมามอาลี(อ)ที่ระบุไว้ในหนังสือนะญุลบะลาเฆาะมาเป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อสนับสนุนในอะกีดะฮ์ของตนเอง ทั้งๆก่อนหน้าที่พวกเขาเคยปฏิเสธหนังสือเล่มนี้มาก่อน
  2. แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือพวกเขาไม่ทิ้งนิสัยกำพืดวะฮ์ฮาบี นั่นคือ ขอบบิดเบือนตัวบท บิดเบือนความหมายที่แท้จริง หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือ แปลไม่ถูกนั่นเอง
  3. เรามาดูเป้าหมายของท่านอิมามอาลี(อ)ในการส่งสาส์นฉบับนี้ไปหามุอาวิยะฮ์นะครับว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

 

หลังจากท่านอุษมานถูกสังหารในระหว่างการจลาจล และอุมมะฮ์(ประชาชาติ) มุสลิมถูกทิ้งไว้โดยปราศจากผู้นำบรรดาสาวกและมวลประชาชนจึงกลับมาหาครอบครัวนบี และอ้อนวอนให้บุคคลหนึ่งในครอบครัวของท่านรับผิดชอบรัฐบาลของมุสลิม เพื่อป้องกันการแตกแยกหรือการแตกสลายของรัฐ ท่านอิมามอาลี(อ)จึงเห็นแก่อิสลามจึงยอมรับตำแหน่งคอลีฟะฮ์คนที่ 4 ของมุสลิม ทำให้ประชาชนทั่วสารทิศต่างมอบบัยอัตต่อท่านอิมามอาลียกเว้นฝ่ายของมุอาวียะฮ์ที่กรุงดามัสกัสที่ขัดขึน

ท่านอิมามอาลี จึงส่งสาส์นไปหามุอาวียะฮ์ที่ซีเรียหลายฉบับ เรื่องมอบบัยอัต เหมือนที่คนอื่นๆมอบให้ท่านหมดแล้ว แต่ฝ่ายมุอาวียะฮ์ได้ปฏิเสธการบัยอัตต่อท่านอาลีมาตลอด

 

ดังนั้นอิม่ามอาลี จึงส่งสาส์นฉบับนี้ไปหาเขาอีก โดยท่านกล่าวว่า

 

إِنَّهُ بَايَعَنِي اَلْقَوْمُ اَلَّذِينَ بَايَعُوا أَبَا بَكْرٍ وَ عُمَرَ وَ عُثْمَانَ عَلَى مَا بَايَعُوهُمْ عَلَيْهِ

 

กลุ่มชนที่ให้บัยอัตแก่ฉัน พวกเขาก็คือกลุ่มชนที่ให้เคยให้บัยอะฮ์แก่ท่านอบูบักรและอุมัรและอุษมาน

 

ความว่า โอ้มุอาวียะเจ้าจะไม่ยอมรับการให้บัยอัตของประชาชนที่มอบบัยอัตแก่ฉันได้อย่างไรในเมื่อกลุ่มชนนี้แหละที่เคยให้บัยอัตแก่คอลีฟะฮ์ก่อนหน้าฉัน ซึ่งเจ้าก็เคยยอมรับมันว่านั้นแหละคือหลักการที่ถูกต้องแล้ว

 

فَلَمْ يَكُنْ لِلشَّاهِدِ أَنْ يَخْتَارَ وَ لاَ لِلْغَائِبِ أَنْ يَرُدَّ

 

ดังนั้นไม่มีผู้ใดที่อยู่ในเหตุการณ์ มีสิทธิเลือกที่จะบัยอัตกับผู้อื่นได้อีกและไม่มีผู้ใดที่มิได้อยู่ในเหตุการณ์มีสิทธิที่จะปฏิเสธการให้บัยอัต

 

ความว่า พวกเขาไม่เคยให้อิสระแก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ หรือผู้ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ว่าจะเลือกใครก็ได้ แต่พวกเขาบังคับให้ต้องบัยอัตต่อคนที่พวกเขากำหนดมาแล้ว สิ่งนี้โอ้มุอาวียะฮ์เจ้าก็เคยรับว่าเป็นหลักการณ์

 

إِنَّمَا اَلشُّورَى لِلْمُهَاجِرِينَ وَ اَلْأَنْصَارِ

 

ที่จริงนั้นมันเป็นการตกลงกันของบางคนจากมุฮาญิรีนและชาวอันศอร

 

ความว่า มันเป็นการเห็นดีเห็นงามของคนบางคนจากชาวมุฮาญิรีนและอันศอร ถึงอย่างนั้นโอ้มุอาวิยะฮ์เจ้าก็มองว่านั้นคือหลักการที่ถูกต้อง

 

فَإِنِ اِجْتَمَعُوا عَلَى رَجُلٍ وَ سَمَّوْهُ إِمَاماً كَانَ ذَلِكَ لِلَّهِ رِضًا

 

ดังนี้นหากพวกเขาได้มีมติบนบุคคลหนึ่ง และเรียกเขาว่าอิมามผู้นำเรื่องนั้นย่อมเป็นความพอพระทัยของอัลลอฮ์

 

ความว่า หากพวกที่รวมตัวกันที่ซากีฟะฮ์ ลงมติว่า ใครคือผู้ปกครอง(คอลีฟะฮ์) พวกเขาก็จะเรียกคนนั้นว่า อิมาม และจะบอกว่า อัลลอฮ์ก็พอพระทัยต่อสิ่งที่พวกเขาเลือกแล้ว เจ้าก็ยังมองว่าสิ่งนั้นคือหลักการที่ถูกต้องโอ้มุอาวียะฮ์

 

فَإِنْ خَرَجَ عَنْ أَمْرِهِمْ خَارِجٌ بِطَعْنٍ أَوْ بِدْعَةٍ

 

ถ้าหากมีผู้ใดได้ออกจากกิจการของพวกเขา โดยกล่าวหาโจมตีหรือสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา

 

ความว่า หากมีใครขัดแย้งต่อคำสั่งของพวกเขา(รัฐบาลซะกีฟะฮ์) โดยการกล่าวโจมตีหรือสร้างวาทะกรรมใหม่ขึ้นมาที่ผิดเพี้ยนไปจากพวกเขา

 

رَدُّوهُ إِلَى مَا خَرَجَ مِنْهُ فَإِنْ أَبَى قَاتَلُوهُ عَلَى اِتَّبَاعِهِ غَيْرَ سَبِيلِ اَلْمُؤْمِنِينَ

 

 وَ وَلاَّهُ اَللَّهُ مَا تَوَلَّى

 

ฉะนั้นก็จงนำพวกเขากลับไปยังสิ่งที่เขาได้ออกจากกิจการนั้น ดังนั้นถ้าหากคนผู้นั้นได้ดื้อดึงปฏิเสธ พวกเขาจะต่อสู้กับเขาบนพวกที่ดำเนินตามเขา เนื่องจากเขาได้เดินบนเส้นทางอื่น ที่ไม่ใช่เส้นทางของบรรดาผู้ศรัทธาและอัลลอฮ์จะทรงจัดการเขาในสิ่งที่เขาได้เบี่ยงเบน

 

ความว่า หากสามารถดึงพวกเขากลับมาได้ก็ให้ทำ แต่หากพวกเขายังคงดื้อรั้นปฏิเสธก็จงต่อสู้กับพวกเขาโดยการใส่ข้อหาว่า พวกเขาออกจากเส้นทางของผู้ศรัทธาแล้ว นี้คือสิ่งที่รัฐบาลซะกีฟะฮ์ได้ทำไว้ แต่เจ้าก็ยังคงยอมรับว่า มันคือหลักการโอ้มุอาวียะฮ์

 

ฉะนั้นสาส์นฉบับนี้หากพิจราณาให้ถ่องแท้จะเข้าใจได้ว่าเป็นการใช้ตรรกะตอบโต้มุอาวียะฮ์ของท่านอิมามอาลี(อ)ที่ท่านต้องการจะบอกว่า ทำใมเมื่อก่อนเจ้า(มุอาวียะฮ์)ยอมรับได้หมด คนที่บัยอัตต่อฉันก็คือคนกลุ่มเดียวกันที่เคยบัยอัตต่อคอลีฟะฮ์ที่เจ้ายอมรับมาแล้ว แล้วเจ้า(มุอาวียะฮ์)ก็มองว่านั้นคือหลักการทั้งหมดที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย แต่ทำใมวันนี้เจ้ากลับปฏิเสธมันละ ? ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยยกเว้นตัวบุคคลเท่านั้นเปลี่ยนจากอบูบักร อุมัร อุษมาน มาเป็นข้าอาลีเท่านั้นเอง

ดังนั้นสาส์นฉบับนี้ไม่ได้บ่งชี้เลยว่าท่านอิมามอาลียอมรับหลักการในการได้มาของคอลีฟะฮ์ทั้งสามก่อนหน้าท่านเลย

ประการที่สาม:

แต่ในทางตรงกันข้ามมีการบันทึกจากนักรายงานฮาดิษและนักประวัติศาสตร์ว่า มีการบังคับให้ท่านอิมามอะลีบัยอัตต่ออบูบักร เช่น

1- ท่านอิมามอาลีได้กล่าวไว้(ในตำราที่วะฮ์ฮาบีนำมาอ้างนั้นแหละ ) ว่า

 

إني كنت أقاد كما يقاد الجمل المخشوش حتى أبايع

 

ฉันถูกลากไปให้บัยอัต(แก่อบูบักร)ราวกับอูฐที่มีเชือกมัดอยู่รอบลำคอ นะญุลบะลาเฆาะ สารฉบับที่ 28

 

2- อิบนิกุตัยบะฮ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์ ว่า

 

فراموا بأجمعها فتحها فلم يقدروا فمسحوا عليها ابو بكر و هي مضمومةاثبات الوصية، مسعودي، ص146

 

ด้วยการช่วยเหลือจากผู้คนที่ชุมชุม(กันในมัสยิดเพื่อบัยอัตอบูบักร)พวกเขาได้จับมัดมืออาลีเพื่อวางบนมือของอบูบักร(เพื่อแสดงการบัยอัต)แต่ก็มิอาจทำได้สำเร็จ อบูบักรจึงกล่าวว่างั้นฉันจะวางบนมือฉันบนมือของเขาเอง!!!!

 

อย่างนี้หรือครับที่เขาเอาบัยอัตกัน อย่างนี้หรือครับที่วะฮ์ฮาบีบอกว่าอิมามอาลีได้ให้บัยอัตกับอบูบักรแล้ว หากการจัดมือมัดไว้แล้วเอามือของอบูบักรมาวางบนมือของท่านอิมามอาลี คือการบัยอัต ผมคงไม่เถึยงพวกท่านแล้วละครับ แต่สำหรับผมถือว่าการกระทำดังกล่าวนั้นมันไม่ใช่การเรียกว่ามอบบัยอัต แต่ผมยังถือว่าเป็นการกระทำที่น่าละอายมาก

 

สรุปก็คือท่านอิมามอาลี (อ) และบรรดาสหายกลุ่มหนึ่งของท่าน พร้อมกับสหายของท่านศาสดา มิได้ให้บัยอัตกับท่านอบูบักรฺตั้งแต่แรก แต่ต่อมาบางคนกลุ่มนี้ได้ให้บัยอัต ก็เนื่องจากว่าต้องการปกปักรักษาอิสลาม และความสงบสันติในรัฐอิสลาม

บิลาซัรรียฺ กล่าวถึงสาเหตุของการให้บัยอัตของกลุ่มคนของท่านอิมามอาลี (อ) กับอบูบักรฺว่า :

หลังจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จากไปมีชนเผ่าอาหรับจำนวนหนึ่งตกมุรตัด (ออกนอกศาสนา) อุสมานได้มาหาท่านอิมามอาลี (อ) พร้อมกับกล่าวว่า : โอ้ บุตรชายของท่านอา ตราบที่ท่านยังไม่มอบสัตยาบัน จะไม่มีผู้ใดออกไปสงครามกับศัตรูแน่นอน ซึ่งพวกเขาได้พูดเช่นนี้กับท่านอิมามอาลี (อ) เสมอๆ จนกระทั่งในที่สุดอิมามอาลี(อ)ได้ให้ความร่วมมือกับอบูบักรฺในเรื่องการเมืองการปกครองดังที่เราเห็นในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งการให้การร่วมมือของท่านอิมามในเรื่องการสงคราม การปกครองของอบูบักรฺเท่านั้น แต่ในเรื่องสิทธิของท่าน อิมามยังคงทักท้วงเรื่องการปกครองเสมอมา

 

ฉะนั้นตามทัศนะของชีอะห์ มีความเชื่อว่า แม้แค่เพียงชั่วขณะเดียวอิมามอาลี(อ)ก็ไม่เคยมอบบัยอัตต่ออบูบักรเลย(แต่ท่านให้เฉพาะความร่วมมือตามเหตุผลที่ยกมาข้างต้น)

ท่านเชคมุฟีดได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “หลังจากทำการค้นคว้าและศึกษาดูแล้วสรุปได้ว่าอิมามอะลีไม่เคยให้สัตยาบันแก่อบูบักร อุมัร และอุษมานเลยแม้เพียงชั่วขณะเดียวก็ตาม

 

مرحوم شيخ مفيد (ره) في كتاب الفصول المختارة، ص56

و المحققون من اهل الامامة يقولون: لم يبايع ساعة قط